Skip to main content

 

แปลและเรียบเรียง นายอิสมาอีล ฮายีแวจิ
สำนักสื่อวารตานี [WARTANI]

 

 

การสร้างสงครามและก่อสันติภาพที่ชอบธรรมคือ สงครามสู่สันติภาพเพื่อรักษามาตุภูมิของตนเอง ผู้นำนักศึกษาสูงสุดแจ้งคนในพื้นที่ต้องการพูดคุยอย่างมีเหตุผล ฝากเพื่อนนักศึกษา พวกคุณคือความหวัง” ขอเป็นกำลังใจให้กับพี่น้องชายแดนใต้ ไม่ว่าสันติภาพจะอยู่ที่ไหน ไม่ว่าผู้ก่อสงครามจะเป็นกลุ่มใดขอเพียงจงยืนหยัดและศรัทธา ขอสันติภาพคืนสู่ชายแดนใต้ทันทีโดยไร้เงื่อนไขใดๆทั้งสิ้น

 
ผู้ดำเนินรายการ : อาเต๊ฟ โซ๊ะโก
นักศึกษาสถาบันพระปกเกล้า
หัวหน้าฝ่ายการต่างประเทศ สถาบันเยาวชนเพื่อสันติภาพและการพัฒนา [YDA]
  
หลังจากนี้เรามาพบเจอกับเพื่อนเราที่มาจากส่วนกลาง คือ นายสุพัฒน์ อาษาศรี หรือที่รู้จักกันในนามฟุ้ง ปัจจุบันโดยตำแหน่งเขาคือผู้นำสูงสุดของนักศึกษาในประเทศไทย มีส่วนสำคัญในการเคลื่อนไหวเรื่องประชาธิปไตยและใกล้ชิดกับพี่น้องเสื้อแดง สิ่งหนึ่งที่พี่น้องเสื้อแดงสู้มา หรือสิ่งที่สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยสู้มา คือ การปฏิวัติเป็นสิ่งหนึ่งที่เราไม่ต้องการก็จริง แต่นั้นเป็นการปฏิวัติโดยกลุ่มอำมาตย์ และทหาร แต่ถ้าหากเกิดการปฏิวัติโดยประชาชนแล้วหนทางมันเป็นสิ่งที่เราสามารถหวังได้หรือไม่ ? 
หรืออีกนัยหนึ่งที่คนเขาพูดกันว่า พื้นที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ปาตานี กำลังทำสงครามอยู่ สงครามอย่างว่านี้เป็นสิ่งที่พี่น้องเสื้อแดงบอกว่าพี่น้องที่รักในประชาธิปไตย พี่น้องที่มีความคิดก้าวหน้า คาดหวังว่าในภาวะสงครามควรจะเป็นภาวะที่ประชาชนมีความพร้อมที่จะกำหนดชะตากรรมของตนเอง ในฐานะที่คุณสุพัฒน์ เป็นคนที่มีประสบการณ์ในการต่อสู้ในพื้นที่ส่วนกลาง มีอะไรที่ต้องการจะพูดหรือจะฝากให้กับพี่น้องปาตานี ?
 
สุพัฒน์ อาษาศรี 
เลขาธิการ สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.)
 
สวัสดีประชาชนคนกล้าที่เดินในสายธารแห่งการเปลี่ยนแปลง ผมขอเป็นกำลังใจให้กับนักเปลี่ยนแปลง ขอเป็นกำลังใจให้กับนักต่อสู้ และขอเป็นกำลังใจให้กับพี่น้องชายแดนภาคใต้ ไม่ว่าสันติภาพจะอยู่ที่ไหน ? ไม่ว่าผู้ก่อสงครามจะเป็นแค่กลุ่มคนชนชั้นปกครองที่อยู่ภายในโครงสร้างสงครามนี้หรือไม่ ? ขอเพียงจงยืนหยัดอยู่กับพี่น้อง ขอศรัทธาจงยืนอยู่กับพี่น้อง และขอให้สันติภาพคืนสู่ชายแดนภาคใต้โดยทันทีและไม่มีเงื่อนไขใดๆทั้งสิ้น ขอด้วยจดใจ ด้วยหัวใจแห่งความรัก ความเป็นธรรมอย่างแท้จริง
 
สิ่งที่ผมต้องการจะพูดและต้องการที่จะสื่อสารกับพี่น้องร่วมชะตากรรมว่า เราต่างรู้กันอยู่เต็มอก รู้กันอยู่ในใจแล้วว่า ภายใต้สถานการณ์ทางการเมือง หรือว่าการเปลี่ยนแปลงที่ผ่านมา เราพูดถึงประวัติศาสตร์ เราพูดถึงการต่อสู้ และเรื่องราวของพื้นที่ต่างๆมากมาย ถ้าหากพื้นแผ่นดินนี้คือมาตุภูมิของผม ผมคงไม่ต่างจากแววตาของคนหนุ่มสาวที่นี่ ร่วมทั้งผู้เฒ่า ผู้แก่ที่คอยให้กำลังใจใน เพราะพื้นแผ่นดินของผมมันถูกทำลายลงไปแล้ว ถูกทำให้เสียเอกราชไปแล้ว ถูกทำให้เสียอัตลักษณ์ไปแล้ว แต่บนพื้นแผ่นดินแห่งนี้มันยังมีเหลืออยู่
ผมต้องการที่จะให้สันติภาพเกิดขึ้นโดยทันที ผมไม่ต้องการให้มีสงครามในพื้นที่นี้อีก ผมมาที่นี่ ผมเห็นแววตาที่มีความหวังของทุกคน ผมเห็นซึ่งพลังของทุกคน ถ้าหากโครงสร้างของอำนาจรัฐกลุ่มอนุรักษ์นิยมเดิมยังเข้าใจผิดอยู่อีก ยังบิดเบือนและยังใส่ร้ายป้ายสีคนในพื้นที่นี้อยู่อีก
 
คนในพื้นที่นี้เขาต้องการเจรจาครับ พวกเขาต้องการพูดคุยกันอย่างมีเหตุผลในการมอบพื้นที่ สิทธิในการอาศัยในพื้นแผ่นดินที่เป็นแผ่นดินมาตุภูมิของพวกเขา
 
ผมเดินทางเข้ามาแรกๆผมตกใจครับ เขตปลอดอาวุธนั้นก็แสดงว่าที่นี่มันเป็นพื้นที่ที่ปราศจากอาวุธครับ แต่ทำไมท่านถึงเป็นคนหยิบยื่นเอาเข้ามา เหตุการณ์ในรูปแบบนี้ท่านเคยหยิบยื่นในพื้นที่บริเวณแถวบ้านผมมาก่อนหน้านี้แล้ว ไม่ต่างกันหรอกครับ ท่านบอกว่าพวกเราเป็นลูกหลานคอมมิวนิสต์ ท่านบอกว่าพวกเราเป็นผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ วันนี้ท่านบิดเบือน ท่านเอาผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย (ผรท.) ไปอยู่ในส่วนของอำมาตย์ ในส่วนของท่านเอง ท่านหยิบเอาไปใช้เองครับ
 
ปรากฎการณ์สำหรับผมที่เกิดขึ้นมีการออกมาเคลื่อนไหวเพื่อให้ได้รักษาซึ่งอำนาจของชนชั้นปกครอง หรือของตนเองนั้นเอง ผมประทับใจคำพูดอาจารย์อัฮหมัด สมบูรณ์ ที่ได้พูดออกมาเมื่อสักครู่ว่า ต้องออกมาเป็นล้าน ถ้าหากไม่ถึงล้าน...กูตายตายจริงๆครับ ตายทางการเมือง นี่คือความจริง
 
หากถามว่า สงครามและสันติภาพมันมาคู่กันได้อย่างไร ? ขอตอบว่าประวัติศาสตร์มันเคยถูกทดสอบและถูกพิสูจน์กันมาแล้ว แต่ประวัติศาสตร์ของชนชั้นปกครองมันถูกพลิกลิ้น ถูกบิดเบือนและถูกจารึกเป็นแท่งศิลาได้ แต่ไม่รู้ว่าแท่งศิลานั้นวิทยาศาสตร์มันก้าวหน้าไปถึงขั้นพิสูจน์ได้หรือไม่ว่า มันเกิดขึ้นจริงกันในช่วงระยะเวลาไหน ? ศตวรรษที่เท่าไร ? นี่คือความจริงครับ แต่ความจริงมันถูกบิดเบือน ทำให้ถูกเคียงข้างเพียงแค่คนรักษาอำนาจ ที่ถูกมอบโดยชนชั้นปกครองเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นเรื่องราวพวกนี้จะต้องถูกตั้งคำถามและต้องถูกพิสูจน์ ต้องถูกค้นหาเพื่อให้ได้ความจริงออกมา
 
สันติภาพและสงครามมักเข้ามาคู่กัน สงครามมักจะถูกหยิบยกและถูกหยิบเอามาใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์และดินแดนอาณาเขต แต่ก่อนหน้านี้มันยังเป็นชนเผ่า ยังไม่มีภาษา มนุษย์ยังป่าเถื่อนอยู่อีก มนุษย์ยังไม่รู้จักการก่อไฟ มนุษย์ยังไม่รู้จักการล่า มนุษย์ยังไม่รู้จักการจัดทำอาหารให้สุก ไม่สามารถสื่อสารกันได้ นั้นคือความป่าเถื่อนของมนุษย์ ผ่านระยะหนึ่งเข้ามามนุษย์เริ่มคิดค้น เริ่มดัดแปลง เริ่มก่อไฟเป็น และเริ่มทำให้อาหารสุกเป็น มีการปกครอง มีหัวหน้าเผ่า มีผู้คุมกฎ จนถึงขั้นมีผู้ครองแคว้น นั้นก็คือ ราชา ในลำดับขั้นของสังคมมาอีก มนุษย์เริ่มมีเหตุผล มนุษย์เริ่มมีการพูดคุย มีกำหนดกติกาทางสังคม พูดคุยซึ่งกันและกัน ออกแบบวิถีชีวิตในการอยู่ร่วมกันในสังคม
 
สงครามก็เริ่มก่อกำเนิดขึ้น สงครามถูกอ้างว่าทำเพื่ออาณาเขต ทำเพื่อรักษาผลประโยชน์ ทำเพื่อรักษามาตุภูมิ แต่ประวัติศาสตร์ได้ถูกจารึกไว้ว่า ชนชั้นปกครองเป็นผู้ฉกฉวยโอกาสนั้นไปตลอด โดยมีไพร่ ทาส และทหารของประชาชน
 
ทหารของประชาชน ไม่ใช่ทหารของกองทัพ ทหารของประชาชนเขาจะรักประชาชน แต่ทหารของกองทัพ หรือทหารของชนชั้นปกครอง เขาจะรับใช้อำมาตย์เท่านั้น นี่คือความจริง เพราะฉะนั้นถ้าหากไม่มีทหารของประชาชนมันก็จะไม่มีสันติภาพ ซึ่งเราไม่สามารถไปต่อรองกับผู้มีอำนาจได้แน่นอนว่า เรามีกองกำลังเท่าไร ? เรามียุทโธปกรณ์เท่าไร ? มนุษย์มีเหตุผล ท่านจัดลำดับผมพูดให้ดี ท่านหน่วยข่าวกรอง ท่านฟังให้ดีว่าผมกำลังพูดถึงอะไร ? เพราะนี่คือความจริง
 
ถ้าเราจะพูดถึงสันติภาพและสงครามโดยแท้จริงว่า สงครามมันถูกนำเอาไปใช้โดยชนชั้นปกครอง แต่ประชาชนหรือราษฎรต้องไปเสียชีวิตแทน เพื่อให้ท่านสามารถปีนไปอยู่ที่สูงได้ เมื่อท่านมีอำนาจท่านก็จะเป็นคนออกกฎ เป็นคนจัดสรรผลประโยชน์ เพราะฉะนั้น การก่อสงครามและการสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นที่มีความชอบธรรมมากที่สุดคือ สงครามเพื่อรักษาให้ได้มาซึ่งมาตุภูมิของตนเองไม่มีเหตุผลอันใดอื่นๆเลย หรือไม่มีความชอบธรรมอันใดที่จะเกิดขึ้นเลย ถ้าเราไม่ห่วงแหน หรือรักษาไว้ซึ่งอัตลักษณ์ วัฒนธรรม และความเป็นชนชาติของตนเอง ผมจะบอกพี่น้องทุกท่าน ณ ที่นี้ว่า ท่านก็ไม่ต่างอะไรเลยกับดินแดนที่ผมได้จากมา
 
ผมถูกสูญเสียดินแดนเหล่านั้นไปแล้ว ผมถูกรวมเข้าไปอยู่ในหนึ่งเดียวของความเป็นสยามแล้ว ผมถูกรวมเข้าไปอยู่ในหนึ่งเดียวของความเป็นรัฐไทยโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ ผมกำลังจะบอกว่า ผมขอเป็นกำลังใจให้กับพ่อแม่พี่น้องที่อยู่ในพื้นที่นี้ ขอเป็นแรงใจในการต่อสู้ สิ่งที่ท่านทำและสิ่งที่ท่านกำลังดำเนินการอยู่มันคือสงครามมาตุภูมิอย่างแท้จริง ผมขอให้คำนิยามของคำว่า สงครามและสันติภาพอย่างนี้
 
สงครามกับประชาชนที่เกิดขึ้น มันมาได้อย่างไร ? คือ โดยประวัติศาสตร์ที่เราร่วมเรียนรู้ด้วยการมองคู่ขัดแย้งหลักทางสังคม เรากำลังจะพูดถึงว่า ทำไมพี่น้องเสื้อแดง หรือขบวนการแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ แดงทั้งแผ่นดิน (นปช.) ที่เคลื่อนไหว มีกลุ่มอิสระที่เกิดขึ้นมากมาย มีปัญญาชนและนักวิชาการที่ก้าวหน้ามากมายเกิดขึ้น 
 
สงครามประชาชนที่เรียกว่า การเปลี่ยนแปลงทางสังคมครั้งแรกเกิดขึ้นโดยคณะราษฎร 2475 มันอาจจะไม่สมบูรณ์แบบมากนัก โดยชนชั้นปกครองอ้างว่าประชาชนยังไม่ตื่นตัวแลtยังไม่รู้ว่า วิธีการปกครองตนเองเป็นเช่นไร ? เราจะอยู่ในสังคมอย่างไร ? พูดกันง่ายๆ คือเราจะกำหนดกติกาในการอยู่ร่วมกันอย่างไร ? มีปัญญาชนหัวก้าวหน้าในช่วงเวลานั้นเติบโตขึ้นมา แต่ฝ่ายอำนาจรัฐก็ไม่ยินยอมที่จะจำนน กลับพยายามที่จะรื้อฟื้น มีการ อภิวัฒน์ครั้งเดียว นั้นก็คือเมื่อปี พ.ศ.2475 ที่เหลือนอกจากนั้นจะเรียกว่า รัฐประหารทั้งหมด นี่คือการเปลี่ยนแปลงครั้งแรกและครั้งเดียวในประเทศไทย
 
พอมันล่วงเลยมาถึงปี พ.ศ.2490 ก็มีการรัฐประหารเกิดขึ้น กลุ่มอนุรักษ์นิยมเดิมกลับเข้ามามีอำนาจครอบคลุมโครงสร้างหลักได้อย่างเบ็ดเสร็จ โครงสร้างหลักที่ผมพูดถึงคือ อำนาจอธิปไตยทางการเมืองที่มันควรเป็นอันดับแรก เขายึดกุมพรรคการเมืองได้ ยึดกุมทหารได้ ยึดกุมสื่อสารมวลชนได้ และยึดกุมระบบเศรษฐกิจได้ ไม่เหลืออะไรไว้ให้กับประชาชนอีกแล้ว เราไม่มีอำนาจต่อรอง ไม่เคยมีชนชั้นล่างคนใดที่ก้าวขึ้นไปเป็นผู้ออกแบบโครงสร้างทางสังคม เราถูกหยิบใช้และถูกหลอกลวงให้เป็นพระเอกตอนที่นิสิตนักศึกษาและประชาชนออกมาเรียกร้องรัฐธรรมนูญเมื่อเหตุการณ์ 14 ตุลา พ.ศ.2516
 
กลุ่มอำมาตย์ ณ เวลานั้นกำลังยังไม่กล้าแข็งมากเท่าไรนัก เขาร่วมมือกับจักรวรรดิอเมริกาเพื่อให้ตัวเองสามารถรักษาไว้ซึ่งฐานอำนาจของตนเอง โดยชูนิสิตนักศึกษาและประชาชนขึ้นมาเรียกร้องประชาธิปไตย เกิด 13 กบฏขึ้นมา ผมเชื่อว่าภายใน มอ.ปัตตานี ก็เกิดขึ้นเช่นเดียวกันในช่วงเวลานั้น เพื่อที่จะบอกให้รู้ว่าประเทศนี้ก็มีคนออกมาเรียกร้องให้ได้ซึ่งรัฐธรรมนูญเหมือนกัน นี่คือสิ่งที่ถูกเรียกร้องขึ้นมา
 
ความจริงก็คืออำนาจรัฐทหารกำลังใหญ่ ณ เวลานั้น รัฐทหารกำลังเฟื่องฟู ปี 2500 สมัยจอมพล สฤษด์ ธนะรัชต์ ประกาศใช้มาตรา 17 จับยิงเป้าครับ ใครคิด ใครอ่านและใครเขียน แม้แต่คิด หรือว่าใช้สายตามันยังตามจับเลยครับ เกิดเหตุการณ์แบบนี้ทุกพื้นที่ กระทั่งในภาคอีสานก็มีการจับประหารชีวิต กล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ กล่าวหาว่าเป็นผู้ฝักใฝ่ลัทธิสังคมนิยม นี่คือการใส่ร้ายป้ายสีเพื่ออ้างความชอบธรรมในการจัดการขบวนการฝ่ายก้าวหน้าทางประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก
 
ผมกำลังจะบอกว่า โมเดลในรูปแบบนี้ไม่ได้ต่างจากพื้นที่นี้เลย โมเดลแบบนี้เขาใช้ไว้จับแพะ ถ้าหากจับใครมิได้ แต่คนที่นี่เขาเลี้ยงแกะกัน ผมคิดว่าอย่างนั้น ท่านคงจะได้อะไรบางอย่าง ไม่อย่างนั้นก็สร้างข่าวขึ้นมาก็คงไม่เป็นไร เพราะสื่ออยู่ในกำมือของพวกท่านเอง เพราะประเทศนี้มันไม่สามารถที่จะตัดสินใจ ไม่สามารถที่จะปกครองตนเองได้ ไม่สามารถที่จะนำเสนอสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมืองได้ ท่านก็เลยต้องคิดแทน ถึงตายท่านก็พูดไม่ได้ ลองคิดดูว่ามันจริงหรือไม่ ?
 
วันนี้ประชาชนตาสว่างข้างแรก แต่ข้างที่สองยังบอดอยู่ สงครามประชาชนเริ่มขึ้นเมื่อสงครามทางชนชั้นเกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์ เมษา-พฤษภา 2553” ประชาชนจะตาสว่างขึ้นเรื่อยๆแล้วก็เรื่อยๆต่อไปอีก ประชาชนฆ่าไม่ตายหรอกครับ ประชาชนสลายไม่หมดหรอกครับ เพราะเขารู้ถึงสิทธิและหน้าที่ของตนเองแล้วว่าเขากำลังต่อสู้อยู่กับอะไร ? มันไม่ต่างจากพื้นแผ่นดินมาตุภูมิที่ตรงนี้หรอกครับ
 
เพราะฉะนั้น ตามประเด็นที่ว่า ถ้าหากสงครามประชาชนจะเกิดขึ้นในพื้นแผ่นดินมาตุภูมิชายแดนภาคใต้นี้ สิ่งหนึ่งที่เราจะต้องรู้ก่อนว่าเรากำลังสู้อยู่กับใคร ? เราสู้อยู่กับโครงสร้างชั้นสูงอย่างไร?  เราสู้กับโครงสร้างชนชั้นปกครองอย่างไร ? และเราสู้กับอำมาตย์อย่างไร ? พวกเราจะต้องรู้คู่ขัดแย้งหลักทางสังคม แล้วยุทธวิธีที่เราจะได้มาซึ่งชัยชนะมันคือวิธีไหน? และอย่างไร ? ที่ผมพูดวันนี้ผมไม่ได้สนับสนุนให้พ่อแม่พี่น้องไปจับอาวุธขึ้นสู้ครับ มองแววตาคนหนุ่มสาวแล้ว ผมรู้ครับว่าคุณคิดอะไร? แล้วหลักประกันที่เราจะได้มาหลังจากที่เราได้รับชัยชนะมันจะเป็นอย่างไร ? เราจะปกครองตนเองอย่างไร ? เราจะมีเสรีภาพในการกำหนดกติกาเพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างไร ? นี่คือสามหลักใหญ่ๆที่จะเกิดขึ้นในสงครามประชาชนที่จะลืมมันไม่ได้ครับ
 
ถ้าหากเราไม่รู้เป้าหมาย ถ้าหากเราไม่รู้คู่ขัดแย้งหลักทางสังคม ระวังเราอาจจะถูกหลอกให้ไปตายอีกรอบ เหมือนที่พี่น้องในส่วนกลางที่ไปตายในเหตุการณ์ เมษา-พฤษภา 2553 เราไม่ต้องการให้เหตุการณ์แบบนั้นมันเกิดขึ้นอีกแล้ว
 
เอาปืนพระยาตานีมาคืนเราเถิดครับ” 
 
ผมจะบอกว่า ที่ใดมีการกดขี่ ที่นั่นมีการต่อสู้ ถ้าหากเราสามัคคีทางชนชั้นล่างร่วมกันแล้ว เราจะมีพลังครับ พ่อแม่พี่น้องครับ มันไม่ใช่เรื่องที่ยิ่งใหญ่เลย มันไม่ใช่เรื่องที่มโหฬารเลย หรือว่ามันไม่ใช่เรื่องอะไรอีกต่อไปแล้ว ประชาชนเท่านั้นที่จะสร้างประวัติศาสตร์ของตัวเอง ไม่มีองค์การใดๆทั้งนั้น ไม่มีสารส่งมาจากเทวดาเบื้องฟ้าใดๆทั้งสิ้น มีแต่เราที่จะต้องกำหนดชะตากรรมของตัวเราเอง
 
เพราะอำนาจอธิปไตยมันเป็นของเรา สิทธิเสรีภาพมันเป็นของเรา แต่ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา กลุ่มอนุรักษ์นิยม ขุนศึก ขี้ข้าอำมาตย์พวกนี้มันหยิบใช้พวกเราจนเคยตัว จนมันไม่คิดว่าพวกเราจะสามารถเติบโตขึ้นได้ มันไม่คิดว่าวันนี้เราจะก้าวกระโดดขึ้นมาเรียกร้องสิทธิของตนเองได้ถึงขนาดนี้ นี่คือพลังที่พวกเขากลัว ฉะนั้น เราจะต้องใช้พลังในสิ่งที่พวกเรามีอยู่ เมื่อถึงเวลานั้นสันติภาพมันถึงจะเกิดขึ้น
 
มันสมองปัญญาชนในพื้นที่ คุณคือความหวังสำหรับผู้เฒ่าผู้แก่ในพื้นที่ ผมเห็นแววตาของพวกคุณเปี่ยมล้นด้วยความรู้สึก ผมเข้าใจว่ามาตุภูมิที่นี่ หรือพื้นแผ่นดินที่นี่ ไม่มีใครสามารถเอาของคุณไปได้หรอกครับ หากพวกคุณมาร่วมกันกำหนดชะตากรรมตนเองว่าพวกคุณจะสู้อย่างไร ?
 
การสู้มันมีทิศทางในหลายด้านของสงครามประชาชน คุณต้องเป็นคนออกแบบ คุณต้องเป็นคนร่วมกำหนดโครงสร้างในการต่อสู้ อันดับแรกคุณต้องรู้ว่าโครงสร้างของศัตรูคุณ หรือคู่ขัดแย้งหลักของพวกคุณมันมาอย่างไร ? “แยกมิตร แยกศัตรูให้ออกจุดเด่นจุดด้อยของศัตรูอยู่ตรงไหน ? แล้วจุดเด่น จุดด้อยของเราคืออะไร ? แล้วเราต้องหนุนเรื่องอะไร ? เมื่อเวลานั้นเราจะพบศักยภาพของพวกเราว่ามันไม่ได้น้อยไปกว่าพื้นที่อื่นเลย มันกลับกลายมาเป็นพลังในการต่อสู้ที่จะเป็นแบบอย่างให้อีกในหลายพื้นที่ จงพร้อมที่จะลุกขึ้นสู้ นั้นคือความจริง และนั่นคือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงอย่างแน่นอน
 
มันไม่มีอะไรมากไปกว่าที่ผมจะบอกว่า ขอเป็นกำลังใจ และขอเป็นแรงใจให้กับการต่อสู้ เราต้องมาร่วมสามัคคีกับชนชั้นล่างของเราให้ได้มากที่สุด พี่น้องชนชั้นรากหญ้ากำลังต่อสู้ในเรื่องประชาธิปไตย พ่อแม่พี่น้องที่นี่ก็ต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิในการปกครองตนเอง มันไม่ได้ต่างกันหรอกครับ เราต่างมองเห็นคู่ขัดแย้งหลักทางสังคมตัวเดียวกันทั้งนั้น ต่อให้ปิดตาเราก็มองเห็น 
เพราะฉะนั้น มันเลยมาที่ว่า เราจะเป็นนักเปลี่ยนแปลงหรือว่าจะเป็นนักปฏิรูปอย่างไร ? เผอิญว่า ผมรู้สึกว่าผมต้องพูดเรื่องนี้ อย่างที่ผมได้ไล่โครงสร้างอำนาจทางการเมืองเมื่อสักครู่ว่ามันชัดเจนอย่างไร ? แล้วมันถูกหยิบยกมาใช้อย่างไร ? มันมีขุนศึก ขี้ข้าอำมาตย์ คือพวกนี้มารองรับในการใช้อำนาจ มันมาบิดเบือนข่าวสาร มันมาสร้างบรรยากาศภายในพื้นที่ว่า ดับไฟใต้ได้ ว่าจะนำสันติสุขมาสู่พื้นที่ได้ ผมเห็นคุณล่าโครงการมาตั้งแต่ยึดปืนใหญ่เขา และยังไม่สามารถให้เขาคืนได้เลย แล้วที่นี้มันคืออะไร 
 
การยึดมัสยิดกลางจังหวัดปัตตานีของสหพันธ์นิสิตนักศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (สนน.จชต.) เมื่อปี พ.ศ.2550 ที่ผ่านมามันคือเหตุการณ์ที่ประชาชนเขาออกแบบการต่อสู้โดยชัดเจน ท่านเข้ามาทีหลังก็ไม่เป็นไร แต่อยู่ที่ว่าท่านมีความจริงใจมากเท่าไรในการเปลี่ยนแปลง หรือว่านำสันติสุขเข้าสู่พื้นที่นี้ แต่อย่าลืมว่าคนที่นี่พวกเขาไม่ต้องการให้ถูกหลอกอีกแล้วครับ
 
เมื่อปี พ.ศ.2475 ก่อนหน้านี้คนที่นี่เขาเคยถูกหลอกมาแล้ว ถูกหลอกโดยจักรวรรดินิยมอย่างอังกฤษ และจักรวรรดินิยมอย่างสยาม เราไม่ต้องการให้การหลอกลวงเกิดขึ้นในพื้นที่นี้อีกแล้วครับ
 
ผมขอบอกว่าถ้าหากมันเกิดการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่นี้แล้ว หากมันมีสันติภาพเกิดขึ้นในพื้นที่นี้โดยแท้จริงแล้วนั้น เราจะขอกล่าวเชิดชู ขอกล่าวสดุดี ขอเป็นแรงใจ และขอเป็นส่วนหนึ่งร่วมกับการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ในครั้งนี้ ขอสันติสุขจงเกิดขึ้น ขอสันติภาพจงเกิดขึ้น ขอการเปลี่ยนแปลงจงเกิดขึ้น ขอให้คนหนุ่มสาวในพื้นที่จงลุกขึ้นสู้และเป็นตัวแทนของมาตุภูมิตนเอง ขอบคุณมากครับ
 
ผู้ดำเนินรายการ
ก็ขอขอบคุณคุณสุพัฒน์ ที่ได้ให้ข้อมูลอีกด้านหนึ่งแก่พวกเรา หลังจากนี้ผมเองก็มีคำถามที่จะถามคุณสุพัฒน์ แต่ไม่ได้ต้องการที่จะท้าทายครับ ถามว่า ตามที่คุณสุพัฒน์ได้กล่าวไว้เมื่อสักครู่ว่า ทหารไม่ใช่ทหารของกองทัพ แต่ทหารเป็นทหารของประชาชน แต่อย่างที่คุณตูแวดานียา ได้บรรยายมาสักครู่เกี่ยวกลุ่ม ABRIP หรือกองกำลังติดอาวุธปลดแอกปาตานี ซึ่งเป็นกลุ่มที่ผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญของรัฐไทยแน่นอน ด้วยคำว่ากองกำลังที่ติดอาวุธแน่นอนกลุ่มพวกนี้ก็คือทหาร ประเด็นอยู่ที่ว่าในเมื่อ ABRIP ก็เป็นทหาร สมมุติว่าพวกเขาเป็นทหารที่คอยปกป้องประชาชนของตนเอง พวกเขาจะเป็นทหารหรือกองทัพที่ดีของประชาชนได้หรือไม่ ? หรือสามารถเรียกพวกเขาว่า ทหารของประชาชนได้หรือไม่ ? ก็ขอฝากให้คุณสุพัฒน์ช่วยตอบให้หลังจากผ่านช่วงนี้ไปก่อน
 
 

บทเสวนาที่เกี่ยวข้อง
  1. ถอดบทเสวนา : สงครามและสันติภาพ ประชาชนปาตานีจะกำหนดชะตากรรมตนเองได้หรือไม่ ? อย่างไร ? [1] อาจารย์อัฮหมัด สมบูรณ์ บัวหลวง
  1. ถอดบทเสวนา : สงครามและสันติภาพ ประชาชนปาตานีจะกำหนดชะตากรรมตนเองได้หรือไม่ ? อย่างไร ? [2] ตูแวดานียา ตูแวแมแง
  1. ถอดบทเสวนา : สงครามและสันติภาพ ประชาชนปาตานีจะกำหนดชะตากรรมตนเองได้หรือไม่ ? อย่างไร ? [3] สุพัฒน์ อาษาศรี 
  1. ถอดบทเสวนา : สงครามและสันติภาพ ประชาชนปาตานีจะกำหนดชะตากรรมตนเองได้หรือไม่ ? อย่างไร ? [4] กริยา มูซอ
  1. ถอดบทเสวนา : สงครามและสันติภาพ ประชาชนปาตานีจะกำหนดชะตากรรมตนเองได้หรือไม่ ? อย่างไร ? [5] ฮัมซะห์ โกมลซัง ลัยดายัน
  1. ถอดบทเสวนา : สงครามและสันติภาพ ประชาชนปาตานีจะกำหนดชะตากรรมตนเองได้หรือไม่ ? อย่างไร ? [6]
 
วิดีโอเสวนา