Skip to main content

 

ประสบการณ์ฮัจย์ พ.ศ.2540

 

รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน

 

 

ได้ยินคนบ่นกันมากว่าเดินทางไปฮัจย์ยิ่งวันก็ยิ่งแพง อย่าง พ.ศ.2559 ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเฉพาะเดินทางไปฮัจย์กับบริษัทหรือแซะฮ์ตกคนละสองแสนบาท ย้อนเวลากลับไปสักยี่สิบปี เดินทางไปฮัจย์ราคาค่างวดหากเทียบกับค่าครองชีพในขณะนั้นแพงไม่น้อยหน้าไปกว่าปัจจุบันสักเท่าไหร่นั่นคือเกินครึ่งแสน แต่ถึงแพงผมเองไม่เคยบ่น ผมไปอุมเราะฮ์หรือฮัจย์เล็กหลายครั้งโดยไปฮัจย์แค่ครั้งเดียว ความที่ไม่ต้องจ่ายเงินให้กับแซะฮ์หรือบริษัทใดๆเลย ผมจึงไม่มีอะไรให้ต้องบ่น

ฮัจย์ปีที่ผมไปคือเดือนเมษายน พ.ศ.2540 ก่อนหน้านั้นในเดือนมกราคมตรงกับเดือนรอมฎอน ผมได้รับเชิญให้ไปเป็นวิทยากรด้านอาหารและโภชนาการให้กับรายการทีวีรอมฎอนของสำนักจุฬาราชมนตรี ทำให้เป็นที่รู้จักในหมู่พี่น้องมุสลิมกว้างขวางพอควร อาจารย์วันมูหะมัดนอร์ มะทา ขณะนั้นเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรได้รับแต่งตั้งเป็นอะมีรุลฮัจย์อีกตำแหน่งหนึ่ง ท่านส่งตั๋วเครื่องบินการบินไทยให้ผมไปร่วมทีมฮัจย์ทางการที่เรียกกันว่าทีมเบียะซะฮ์

ผมขึ้นเครื่องที่หาดใหญ่ ขณะที่ทีมเบียะซะฮ์คนอื่นๆออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ผลคือผมต้องเดินทางคนเดียว บินจากกรุงเทพฯไปต่อเครื่องหาดใหญ่ซึ่งเป็นเครื่องเช่าเหมาลำของสายการบินไทยบินตรงไปลงที่เจดดะห์ ซาอุดีอาระเบีย ผมนั่งด้านหน้าโดยในเครื่องมีฮุจญาตหรือผู้แสวงบุญจากสตูลบินร่วมทางมาด้วยเต็มลำ ออกเดินทางตอนสองโมง บินได้สี่ชั่วโมงเข้าเวลาเย็นของประเทศไทย ผมได้ยินเสียงร้องกรี๊ดของพนักงานการบินสาว หันไปมองเห็นเธอเดินบ่นงึมงำมาทางด้านหน้าทำนองว่าฮุจญาตด้านหลังเครื่องติดเตาแก๊สเพื่อหุงข้าวกินมื้อเย็นเกือบทำเครื่องไฟไหม้ ก็ไม่รู้ว่าหิ้วกระป๋องแก๊สเล็กขึ้นเครื่องบินมาได้ยังไง

เครื่องบินถึงเจดดะห์แล้ว บรรดาแซะฮ์พากันนำเอาฮุจญาตของตนขึ้นรถบัสออกเดินทางไปเมืองมักกะฮ์กันจนหมด เข้าเวลาเย็นประมาณห้าโมง รอแล้วรออีกไม่มีใครมารับผมที่สนามบินเลย เย็นย่ำมากแล้ว ผมจึงเริ่มปักหลักหาที่นอนริมทางในสนามบินซึ่งใครต่อใครก็ทำกัน ใกล้จะหลับได้ยินเสียงแว่วๆภาษาไทยดังขึ้นมาว่า “ดร.วินัยมาทำอะไรที่เจดดะห์” กลายเป็นหมอมนัส วงศ์เสงี่ยม หัวหน้าทีมแพทย์ไทยประจำฮัจย์ปีนั้น ท่านลืมกระเป๋ายาไว้ที่สนามบินจึงย้อนกลับมาเอาทำให้เจอะเจอผมโดยบังเอิญ ท่านใจดีมากพาผมติดรถไปลงที่สำนักงานเบียะซะฮ์ไทยที่ตั้งอยู่หน้ามัสยิดแมวไม่ไกลจากมัสยิดหะรอมสักเท่าไหร่

สำนักงานเบียะซะฮ์ไทยเป็นห้องเล็กๆเช่าอยู่ในอาคารที่มีลักษณะเชื่อมต่อกันหลายหลัง สามารถเดินทะลุไปยังเรือนพักอื่นๆได้ ทีมเบียะซะฮ์ไทยเดินทางจากกรุงเทพฯมาถึงมักกะฮ์ก่อนหน้าผมจึงพากันจับจองที่นอนกันได้ครบ ขณะที่ผมหาที่นอนคืนนั้นไม่ได้จึงใช้วิธีนอนหน้าประตูสำนักงาน เช้าวันต่อมาเจอะเจออาจารย์ซาฟีอี นภากร ซึ่งแวะมาเยี่ยมเยียนทีมเบียะซะฮ์ ท่านเห็นผมไม่มีที่พักจึงไปเรียกอาจารย์สมาน ก้อพิทักษ์ ให้มาช่วยดูแล คุณพ่ออาจารย์สมานเป็นแซะฮ์นำทีมฮุจญาตไทยมาพักในบริเวณบ้านพักที่เชื่อมต่อออกไปไม่ไกลกันนัก อาจารย์สมานจัดพื้นที่ให้ผมได้พักตลอดเดือนระหว่างพิธีฮัจย์เป็นพื้นที่เล็กข้างหม้อหุงข้าวใหญ่ภายในครัวของบ้านพัก ต้องตื่นแต่เช้าเพื่อใช้ห้องน้ำก่อนคนอื่นจะตื่น

ผมเดินทางไปก่อนทีมงานอาจารย์วันนอร์จะไปถึงนานนับสัปดาห์ มีโอกาสเดินทางไปเยี่ยมแซะฮ์โน้นแซะฮ์นี้ ตั้งแต่แซะฮ์ระดับเศรษฐีกระทั่งถึงระดับยาจก อาจารย์สมานพาผมไปเที่ยวเยี่ยมเยียนฮุจญาตไทยแทบทุกที่ ได้รู้จักอาจารย์สนิท เอี่ยมฤทธิ์ อาจารย์อรุณ บุญมาเลิศ อาจารย์อารีย์ เก็บบุญเกิด อิหม่ามประสพ ภู่สำลี และอีกหลายๆคนในช่วงนั้นเอง

เมื่อเริ่มชินกับมักกะฮ์ ผมก็เริ่มออกไปหาที่นอนนอกบ้านพัก ไปนอนที่ชั้นใต้ดินของมัสยิดหะรอมบ้าง ที่ใต้ทางด่วนไม่ห่างจากมัสยิดญินบ้าง บริเวณนั้นมีฮุจญาตฟิลิปปินส์และอีกหลายประเทศมาอาศัยนอนกันนับร้อย อยู่ด้วยกันก็สนุก ลำบากตอนต้องคอยหลบตำรวจเท่านั้น ส่วนที่มัสยิดหะรอมผมเคยโดนคนงานชาวอินเดียเอาไม้ม็อบถูพื้นลากกลิ้งไปตามพื้นจนต้องเก็บผ้าห่มกลับไปนอนที่ในครัวของบ้านพักเหมือนเดิม บางคืนนอนอยู่ใต้ทางด่วนต้องสะดุ้งตื่นเมื่อเทศบาลนำเอาคลอรีนมาราดถนนส่งกลิ่นรุนแรงจนต้องย้ายที่นอน บางคืนพวกอิหร่านยกพวกนับร้อยๆเดินทัพเข้ามาตามถนนส่งเสียงรับไบกัลลอฮ์ทุบอก ย่ำเท้าดังสนั่นไปหมด

เมื่ออาจารย์วันนอร์และทีมงานมาถึงมักกะฮ์ ท่านชวนผมให้ไปพักด้วยกันที่บ้านพักนอกเมือง เป็นเวลาที่ผมชินกับชีวิตพเนจรในมักกะฮ์ชนิดย้ายที่นอนที่กินไปโน่นไปนี่เป็นปกติ จึงปฏิเสธแต่ได้ไปช่วยงานอาจารย์วันนอร์ตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ไปดูแลเรื่องการทำห้องน้ำที่หุบเขามีนาบ้าง ไปช่วยดูแลผู้ป่วยให้กับทีมแพทย์ของอาจารย์หมอมนัสบ้าง ซึ่งท่านใส่ใจแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนผมเป็นครั้งเป็นคราว ขนาดช่วงผมป่วยด้วยไข้หวัดท่านอุตส่าห์พาผมนั่งแท็กซี่ออกไปเปิดหูเปิดตานอกมักกะฮ์

ปีนั้นไฟไหม้หนักที่หุบเขามีนา มีคนเสียชีวิตไปหลายร้อย ผมตามทีมอาจารย์วันนอร์ไปเยี่ยมคนไทยที่ประสบภัย ทางทีมงานเบียะซะฮ์ปีนั้นพักอยู่กันบนเขาจึงรอดจากไฟไปได้หวุดหวิด ส่วนวันที่ออกจากมีนาไปที่อารอฟะฮ์ปรากฏว่าผมเอาแต่ดูแลคนโน้นคนนี้ เมื่อรอเวลาให้รถตู้มารับปรากฏว่ารถตู้พาทีมงานไปหมดแล้ว รอจนใกล้เก้าโมงเช้าผมกับคุณอันซอรีจากจังหวัดระนองตัดสินใจเดินเท้ากันไปที่อารอฟะฮ์ กระทั่งใกล้เที่ยงจึงโบกรถเพื่อเดินทางกันต่อ ได้นั่งบนหลังคารถกลายเป็นประสบการณ์ที่จดจำได้ไม่อยากจะลืม

ปีหลังจากนั้น มีคนชวนผมไปฮัจย์บ่อยๆ แต่ฮัจย์ พ.ศ.2540 กลายเป็นฮัจย์แห่งความทรงจำ ผมจึงไม่อยากให้มีฮัจย์อื่นมาบดบังให้เสียอรรถรส ผมสนุกกับการใช้ชีวิตแบบฮุจญาต มีโอกาสไปเยี่ยมเยียนฮุจญาตไทยได้เห็นสภาพบ้านพัก การกินอยู่เมื่อลองเปรียบเทียบกับคนมาเลเซีย อินโดนีเซีย บรูไน กัมพูชา ฟิลิปปินส์ แล้วจึงรู้ว่าฮุจญาตไทยไม่ได้ใช้ชีวิตดีกว่าผมสักเท่าไหร่เลย ผมจึงนึกไม่ออกว่าฮุจยาตไทยที่ต้องจ่ายเงินไปฮัจย์กันแพงมหาโหดกว่าฮุจญาตชาติอื่นเหตุใดยังต้องตกระกำลำบากกันได้มากมายถึงขนาดนั้น นึกไม่ออกจริงๆ