ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ประกาศรับรองนครเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงของอิสราเอล

- ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ในวันพุธ (6 ธ.ค.) ประกาศรับรองนครเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงของอิสราเอล การตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์ ซึ่งละทิ้งนโยบายที่อเมริกายึดถือมานับสิบปี แม้เสี่ยงโหมกระพือความขัดแย้งรุนแรงในตะวันออกกลาง

“อิสราเอลคือประเทศเอกราช ซึ่งมีสิทธิเหมือนประเทศเอกราชอื่นๆ ในการตัดสินใจเลือกเมืองหลวงของตนเอง” ผู้นำสหรัฐฯ แถลงจากทำเนียบขาว “การยอมรับสิ่งนี้ในฐานะข้อเท็จจริงเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับบรรลุเป้าหมายสันติภาพ” ทรัมป์กล่าว พร้อมประกาศว่า “นี่คือ เวลารับรองเยรูซาเลมในฐานะเมืองหลวงของอิสราเอลอย่างเป็นทางการ”

“ไม่มีอะไรเหมาะสมไปกว่าการรับรองความจริง มันเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่ต้องทำ” ทรัมป์

ถ้อยแถลงทรัมป์ฉุดสหรัฐฯ ดำดิ่งเข้าสู่ข้อพิพาทที่ยืดเยื้อมาหลายทศวรรษเกี่ยวกับเมืองศักดิ์สิทธิ์ของทั้งชาวยิว, มุสลิม และ คริสเตียน และต้องเผชิญหน้ากับเสียงเตือนจากพันธมิตรของอเมริกาเองและเหล่าพวกผู้นำทั่วตะวันออกกลาง

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังได้เริ่มต้นกระบวนการย้ายสถานทูตสหรัฐฯ จากเทลอาวีฟ ไปยังเยรูซาเลม ความเคลื่อนไหวทำในสิ่งที่ได้สัญญาไว้กับบรรดาฐานเสียง และผู้บริจาคสายอนุรักษนิยมที่เทคะแนนอุ้มเขาขึ้นสู่เก้าอี้ประธานาธิบดี

ทรัมป์บอกว่า การตัดสินใจของเขาเป็นจุดเริ่มของแนวทางใหม่ในการคลี่คลายความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ ในขณะเดียวกันเขาย้ำว่าวอชิงตันยังคงมีความตั้งใจแสวงหาข้อตกลงสันติภาพในภูมิภาค

“สันติภาพไม่มีวันไกลเกินเอื้อมสำหรับผู้ที่มีความตั้งใจคว้ามัน” ผู้นำสหรัฐฯ กล่าว พร้อมประกาศว่า “อเมริกาจะสนับสนุนหลักการดำรงอยู่ของสองรัฐเคียงคู่กัน (Two-State Solution) หากได้รับการเห็นพ้องจากสองฝ่าย”

“การตัดสินใจนี้ไม่ได้มีเจตนาสะท้อนว่าเรากำลังปลีกตัวออกจากคำสัญญาที่หนักแน่นของเราต่อการส่งเสริมสันติภาพที่คงทนยืนนาน” ทรัมป์กล่าว ในระหว่างที่เผยว่ารองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ จะเดินทางเยือนภูมิภาคดังกล่าวในอีกไม่กี่วันข้างหน้า “ดังนั้น วันนี้เราขอเรียกร้องขอความสงบ ละเว้นความรุนแรงและขอให้เสียงแห่งความอดทนอดกลั้น อยู่เหนือพวกผู้ปลุกปั่นความเกลียดชังใดๆ”

สถานะของนครเยรูซาเลมอันเป็นที่ตั้งศาสนสถานศักดิ์สิทธิ์ของ 3 ศาสนา คือ คริสต์, อิสลาม และยิว ถือเป็นประเด็นใหญ่ในความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล และ ปาเลสไตน์ ซึ่งต่างก็ต้องการได้นครแห่งนี้เป็นเมืองหลวงของชนชาติตน

เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ส่งเสียงยินดีขานรับถ้อยแถลงดังกล่าวในทันที โดยยกว่าการรับรองเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงของทรัมป์ ว่าเป็นการตัดสินใจครั้งประว้ติศาสตร์และกล้าหาญ นอกจากนี้แล้ว เขายังให้สัญญาว่าจะไม่เปลี่ยนสถานภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบันของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่อ่อนไหวทั้งหลายแหล่ของเยรูซาเลม

อย่างไรก็ตาม มาห์มูด อับบาส ประธานาธิบดีปาเลสไตน์ บอกว่า ทรัมป์ ทำลายหลักการดำรงอยู่ของสองรัฐเคียงคู่กัน และเตือนสหรัฐฯว่าอย่าได้หวังเป็นคนกลางกระบวนการสันติภาพอีกต่อไป

นอกจากนี้แล้ว อับบาสยังประกาศด้วยว่า เยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงชั่วนิรันดร์ของรัฐปาเลสไตน์ ตอบโต้ถ้อยแถลงของทรัมป์ที่ให้การรับรองเมืองแห่งนี้ในฐานะเมืองหลวงของอิสราเอล

ส่วน ฮามาส ขบวนการเคลื่อนไหวอิสลามิสต์ปาเลสไตน์ ซึ่งปกครองฉนวนกาซา ระบุว่า การตัดสินใจของทรัมป์ “เป็นการเปิดประตูนรกบนผลประโยชน์ของสหรัฐฯในภูมิภาค” อิสรามิล รัดวาน เจ้าหน้าที่ของขบวนการเคลื่อนไหวปาเลสไตน์บอกกับพวกผู้สื่อข่าว พร้อมกับเรียกร้องอาหรับและชาติอิสลามทั้งหลาย “ตัดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการเมืองกับสถานทูตสหรัฐฯ และขับไล่ทูตอเมริกา เพื่อทำให้การตัดสินใจดังกล่าวเป็นง่อย”

ประชาคมโลกส่วนใหญ่ไม่ยอมรับว่า เยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงของอิสราเอล และย้ำว่า สถานะสุดท้ายของนครแห่งนี้จะต้องเกิดจากกระบวนการเจรจาสันติภาพระหว่างชาวยิว และปาเลสไตน์ เท่านั้น

อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ วิพากษ์วิจารณ์การตัดสินใจของทรัมป์ พร้อมเตือนว่าสถานะของเยรูซาเลมต้องคลี่คลายผ่านการเจรจาโดยตรงระหว่างอิสราเอล กับ ปาเลสไตน์

“นับตั้งแต่วันแรกในฐานะเลขาธิการของสหประชาชาติ ผมพูดเสมอมาคัดค้านมาตรการฝ่ายเดียวใดๆ ที่จะสั่นคลอนแนวโน้มสันติภาพสำหรับชาวอิสราเอลและปาเลสไตน์" กูเตอร์เรส กล่าวทันทีหลังจากผู้นำสหรัฐฯแถลง

ด้านตุรกีในวันพุธ (6 ธ.ค.) ประณามถ้อยแถลงของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่าไร้ความรับผิดชอบและไม่ชอบธรรมตามกฎหมาย “เราขอประณามถ้อยแถลงที่ขาดความรับผิดชอบของรัฐบาลสหรัฐฯ การตัดสินใจนี้สวนทางกับกฎหมายระหว่างประเทศและมติต่างๆ ที่เกี่ยวข้องของยูเอ็น” เมฟลุต คาวูโซกลู รัฐมนตรีต่างประเทศตุรกี ระบุ

ก่อนหน้าคำแถลงของทรัมป์ ประธานาธิบดีเรเจป ตัยยิบ แอร์โดกัน เตือนหลังจากพบปะกับกษัตริย์อัลดุลเลาะห์ที่ 2 แห่งจอร์แดน ว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวจะเป็นการเล่นตามเกมของพวกกลุ่มก่อการร้าย ขณะที่ทางจอร์แดน กล่าวหาทรัมป์ ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ

 

เอเอฟพี / รอยเตอร์