เยรูซาเล็มภายใต้การปกครองของมุสลิม โดย บรรจง บินกาซัน

 

เยรูซาเล็มภายใต้การปกครองของมุสลิม

 

บรรจง บินกาซัน

 

 

เมื่อกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกากับอิสราเอลได้ถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกขององค์การยูเนสโก (UNESCO) เพราะองค์การนี้ผ่านมติเรียกอิสราเอลเป็น“มหาอำนาจที่เข้ายึดครอง” ในเมืองเยรูซาเล็มและเรียกร้องให้อิสราเอลล้มเลิกความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงลักษณะของเมืองนี้

ยูเนสโกในฐานะเป็นองค์การจัดทำทะเบียนแหล่งมรดกโลกยืนยันมาตลอดว่าเมื่อเยรูซาเล็มเป็นของปาเลสไตน์เพราะประวัติศาสตร์ยืนยันเช่นนั้น

ในอดีต ปาเลสไตน์(หรือฟิลิสติน)เป็นชนเผ่าโบราณเผ่าหนึ่งที่อาศัยอยู่ในแผ่นดินที่เรียกว่าคะนาอัน(หรือ”กันอาน”)มาก่อน หลังสมัยของโมเสส ลูกหลานอิสราเอลได้เร่ร่อนเข้ามาในดินแดนแถบนี้ จึงถูกชนเผ่าปาเลสไตน์ขับไล่ไม่สามารถตั้งรกรากถิ่นฐานได้

จนเมื่อเด็กหนุ่มมีนามว่าเดวิดขันอาสาออกไปรับคำท้าโกไลแอธแม่ทัพร่างยักษ์ของชาวปาเลสไตน์และสามารถสังหารโกไลแอธลงได้ ชนชาติอิสราเอลจึงได้รับชัยชนะและรวมตัวกันสร้างอาณาจักรอิสราเอลขึ้นมาโดยมีเดวิดเป็นกษัตริย์ปกครอง

ในช่วงเป็นกษัตริย์ปกครองชนชาติอิสราเอลนี้เองที่พระเจ้าได้ประทานคัมภีร์แก่เดวิด คัมภีร์นี้ถูกเรียกเป็นภาอาหรับว่า “ษะบูรฺ” ปัจจุบัน คัมภีร์นี้ถูกรวมอยู่ในคัมภีร์ไบเบิลพันธะสัญญาเก่าในชื่อว่า Psalms หรือบทเพลงสดุดี มุสลิมถือว่าเดวิดเป็นนบีคนหนึ่งของพระเจ้า

เมื่อเดวิดตายจากไป โซโลมอนได้ขึ้นมาสืบทอดอำนาจต่อ ก่อนที่โซโลมอนจะเสียชีวิต เขาได้สร้างวิหารขึ้นมาหลังหนึ่งเพื่อสักการะพระเจ้าองค์เดียวตามความเชื่อของอับราฮัม และวิหารหลังนี้เป็นจุดศูนย์กลางทางจิตวิญญาณของลูกหลานอิสราเอล

หลังสมัยโซโลมอน อาณาจักรอิสราเอลแตกเป็นสองส่วนและทั้งสองอาณาจักรถูกต่างชาติรุกราน เมืองเยรูซาเล็มถูกทำลายราบพร้อมกับวิหารของโซโลมอน และชนชาติอิสราเอลต้องตกเป็นทาส

ต่อมา เมื่อได้รับการปลดปล่อยจากกษัตริย์ไซรัสแห่งเปอร์เซีย ลูกหลานอิสราเอลจึงได้กลับไปยังเยรูซาเล็มและได้สร้างวิหารหลังที่สองขึ้นมาตรงบริเวณที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นที่ตั้งของวิหารโซโลมอน

หลังสมัยพระเยซู 70 ปี (หรือ ค.ศ.70) เมืองเยรูซาเล็มถูกกองทัพโรมันไบแซนตินทำลายพร้อมกับวิหารหลังที่สองจนไม่เหลือซาก ชนชาติอิสราเอลต้องอพยพหลบหนีไปอาศัยอยู่ในส่วนต่างๆของโลกและแผ่นดินปาเลสไตน์ตกอยู่ในการปกครองของอาณาจักรโรมัน

ปาเลสไตน์สมัยนั้นเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดิน“ชาม”ที่รวมถึงซีเรีย จอร์แดนและเลบานอน

หลังสมัยนบีมุฮัมมัด เมื่อกองทัพอาหรับได้ชัยชนะเหนืออาณาจักรโรมันไบแซนตินและเมืองเยรูซาเล็มตกเป็นของมุสลิมแล้ว สังฆราชโซโพรนิอุส ตัวแทนรัฐบาลโรมันและผู้ดูแลเมืองเยรูซาเล็มไม่ยอมมอบกุญแจเมืองให้แม่ทัพมุสลิมนอกจากประมุขของรัฐอิสลามจะมารับกุญแจเมืองด้วยตัวเอง

เมื่อทราบเช่นนั้น เคาะลีฟะฮฺ อุมัรฺจึงเดินทางมาตามลำพังโดยมีคนรับใช้คนหนึ่งที่ใส่เสื้อผ้าเหมือนกับเขาติดตามและสลับกันขี่ล่อจากเมืองมะดีนะฮฺมายังเยรูซาเล็ม เมื่อรับกุญแจเมืองแล้ว สังฆราชโซโพรนิอุสได้เชิญอุมัรฺให้ละหมาดในโบสถ์ที่สร้างขึ้นตรงสถานที่ที่ชาวคริสเตียนเชื่อว่าเป็นที่ตรึงกางเขนพระเยซู (Church of the Holy Sepulchur) แต่อุมัรฺปฏิเสธโดยให้เหตุผลว่าถ้าเขาเข้าไปละหมาด มุสลิมจะยึดเอาสถานที่แห่งนั้นเป็นมัสยิด แต่เขาได้ละหมาดตรงสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งของมัสยิดอุมัรฺ

หลังจากนั้น เคาะลีฟะฮฺอุมัรฺได้ทำสัญญาการปกครองเป็นลายลักษณ์อักษรว่า

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรงเมตตาเสมอ

“นี่คือหลักประกันสันติภาพและการคุ้มครองที่ให้ไว้โดยอุมัรฺบ่าวของอัลลอฮฺแก่ชาวอิลิอา(เยรูซาเล็ม) เขาให้หลักประกันการคุ้มครองชีวิต ทรัพย์สิน โบสถ์แก่ชาวเมืองซึ่งรวมถึงคนป่วยและคนสุขภาพดีและทุกกลุ่มศาสนาของเมืองด้วย

โบสถ์ของพวกเขาจะไม่ถูกยึดครอง ทำลายหรือถูกเอาไปทั้งหมดหรือแม้ส่วนหนึ่ง พวกเขาจะไม่ถูกบังคับในเรื่องศาสนาและพวกเขาจะไม่ถูกทำร้าย ชาวอิลิอาจะจ่ายภาษีญิซยะฮฺ(ภาษีคุ้มครอง)เช่นเดียวกับผู้อาศัยในเมืองจ่าย(และเช่นเดียวกับที่มุสลิมจ่ายภาษีซะกาต)

ดังนั้น สถานะภาพของเมืองเยรูซาเล็มภายใต้การปกครองของมุสลิมจึงเป็นเมืองที่ทุกศาสนิกได้รับความปลอดภัยและเสรีภาพในการนับถือศาสนา

ในภาพอาจจะมี ท้องฟ้า, ข้อความ และ สถานที่กลางแจ้ง