แบบแผนของพระเจ้า โดย บรรจง บินกาซัน

 

แบบแผนของพระเจ้า

 

บรรจง บินกาซัน

 

ในภาพอาจจะมี ท้องฟ้า และ สถานที่กลางแจ้ง

 

“พวกเขาไม่เห็นหรือว่ากี่ชนชาติแล้วที่เราได้ทำลายไปก่อนหน้าพวกเขาและพวกเขาไม่ได้กลับมายังพวกเขาอีก?” (กุรอาน 36:31)

ถ้ามนุษย์ทุกคนที่อยู่บนโลกใบนี้ล้วนอยู่ภายใต้กฎของการเกิด แก่ เจ็บ ตายอย่างไม่อาจหลีกพ้น สังคมและอารยธรรมของมนุษย์ก็ไม่อาจหลีกหนีกฎของการเกิด รุ่งเรือง ตกต่ำและล่มสลายเช่นกัน

ใครศึกษาประวัติศาสตร์ก็จะรู้ถึงความจริงดังกล่าวนี้เป็นอย่างดี แม้อาณาจักรโรมันที่เคยยิ่งใหญ่เกรียงไกรและปกครองโลกเป็นเวลานับพันปีก็ยังต้องล่มสลายในที่สุด

ความแก่เป็นสภาวะที่ถูกกำหนดไว้สำหรับมนุษย์ทุกคนตามวันเวลาที่โลกหมุนไป เชื้อโรคตัวเล็กๆที่มนุษย์มองไม่เห็นทำให้มนุษย์ต้องเจ็บป่วยและอาจถึงขั้นตายถ้ารักษาไม่ทัน

แต่สิ่งที่ทำให้สังคมป่วยมิใช่เชื้อโรค แบคทีเรียหรือไวรัส แต่มันเป็นความชั่วที่ทำให้วิญญาณของมนุษย์เป็นโรค ถ้าความชั่วทางจิตวิญญาณแพร่ระบาดในผู้คนมากขึ้นโดยไม่มีการเตือนภัยหรือยับยั้ง ไม่นาน สังคมหรือแม้แต่อารยธรรมนั้นก็จะเข้าสู่ขั้นเสื่อมทรามและล่มสลายหรือถูกทำลายในที่สุด

คัมภีร์กุรอานได้อธิบายและยกตัวอย่างปรากฏการณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความรุ่งเรือง ความตกต่ำ ความเสื่อมสลายและถูกทำลายของหลายชุมชนและอารยธรรมไว้อย่างชัดเจน

คัมภีร์กุรอานกล่าวถึงการก่อกำเนิดสังคมและอารยะธรรมว่าก่อนหน้านี้มนุษย์ไม่มีอะไร แต่เมื่อพระเจ้าประทานสติปัญญา ความรู้ความสามารถและทรัพยากรให้ มนุษย์ก็มีความเจริญมั่งคั่งรุ่งเรืองและมีอารยะธรรม

หลังจากนั้น คัมภีร์กุรอานได้กล่าวว่า “มนุษย์มักละเมิดขอบเขตเสมอเมื่อเขาเห็นว่าเขามั่งคั่ง” (กุรอาน 96:6-7)

คำว่าขอบเขตในที่นี้ คัมภีร์กุรอานใช้คำภาษาอาหรับที่สื่อความหมายถึงน้ำที่ล้นขอบตลิ่งและไหลท่วมแผ่กว้างออกไปทั้งสองฟากฝั่ง เพื่ออธิบายถึงการละเมิดคำสอนของศาสนาที่ใช้เป็นกฎในการจัดระเบียบสังคมก่อนการใช้กฎหมาย

การละเมิดกฎใดๆที่ใช้อยู่ในสังคมล้วนสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายและความเสียหายให้แก่สังคม ถ้าสาเหตุแห่งการละเมิดกฎหมายคือการไม่กลัวผู้รักษากฎหมาย ไม่กลัวอำนาจรัฐและการลงโทษฉันใด การละเมิดกฎศาสนาก็มีสาเหตุมาจากการไม่เคารพกฎศาสนาเพราะความไม่เกรงกลัวพระเจ้าและการลงโทษฉันนั้น

แต่ไม่ว่าจะละเมิดกฎหมายหรือกฎศาสนา ทั้งหมดล้วนมาจากคำบงการของวิญญาณที่อยู่ในร่างของมนุษย์

ด้วยเหตุนี้ พระเจ้าจึงได้แต่งตั้งมนุษย์บางคนให้มาตักเตือนและสอนวิธีการควบคุมและขัดเกลาจิตวิญญาณของมนุษย์ให้สะอาดผ่องแผ้วเป็นนายที่ดี ไม่บงการแขนขาของมนุษย์ให้ทำความชั่ว แต่เพราะความเชื่อมั่นในทรัพย์สินและอำนาจ ผู้คนในสังคมโดยเฉพาะผู้ปกครองจึงไม่พอใจและต่อต้านโดยที่ผู้ตักเตือนของพระเจ้าไม่สามารถต้านทานได้ การต่อต้านผู้ตักเตือนของพระเจ้าจึงเหมือนการต่อต้านพระเจ้าโดยปริยาย

ดังนั้น พระเจ้าจึงส่งการตักเตือนรูปแบบใหม่มาให้มนุษย์ได้เห็นในรูปของภัยพิบัติทางธรรมชาติสารพัดรูปแบบที่มนุษย์ไม่อาจสามารถต้านทานได้เพื่อให้มนุษย์ได้เห็นอำนาจอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ บางคนคิดได้และละทิ้งความชั่วกลับตัวมาทำความดี แต่บางคนเห็นภัยพิบัติเป็นเรื่องธรรมชาติและไม่คิดอะไรมากไปกว่านั้น เมื่อภัยพิบัติหมดไปก็ทำความชั่วกันต่อ

ถ้าพระเจ้าจะลงโทษคนทำบาปทันทีทันใดด้วยการทำลายมนุษย์คนนั้น บนโลกนี้คงไม่มีมนุษย์หลงเหลือ แต่การที่พระองค์ยังไม่ลงโทษมนุษย์ทันทีที่ทำบาปก็เพราะพระองค์ให้โอกาสมนุษย์ได้คิดและกลับตัวกลับใจเพื่อแสดงถึงคุณสมบัติแห่งความเมตตาและความรักที่จะให้อภัยของพระองค์

เมื่อให้โอกาสถึงขนาดนี้แล้ว ถ้ามนุษย์ยังไม่คิดและไม่ยอมรับความเมตตาของพระเจ้า สิ่งที่มนุษย์จะได้รับจากพระองค์ก็คือความกริ้วแทนการอภัย และนั่นหมายถึงความหายนะและการถูกทำลายติดตามมา

ขั้นตอนดังกล่าวมา คัมภีร์กุรอานกล่าวว่าเป็น “แบบแผนของพระเจ้า”(ซุนนะตุลลอฮฺ) ที่ไม่เปลี่ยนแปลง