
ไชยยงค์ มณีพิลึก


จังหวัีดชายแดนภาคใต้ : หมายกำหนดการที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีไทย กับดาโต๊ะซารีนาจิบ ราซัค เยือนพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในวันที่ 9 ธ.ค. มีนัยน่าสนใจอย่างยิ่ง นอกเหนือจากเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ 50 ปีนับแต่มาเลเซียได้รับเอกราชจากอังกฤษ ที่ผู้นำสูงสุดของรัฐบาลมาเลเซียเดินทางเยือนพื้นที่ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศมาโดยตลอด และอีกประเด็นคือบริบทแวดล้อมที่นำมาซึ่งการตัดสินใจของผู้นำทั้งสองประเทศ

อัซรัน ฟิตรี ราฮีม ( azran.rahim@utusan.com.my )
กลุ่มซูวารอ ปัตตานีแปลและเรียบเรียงจากหนังสือพิมพ์อุตุซันมาเลเซีย
http://voicepeace.org
แม้ว่า “Autonomy”ในฝั่งไทยจะคงยังถูกถกเถียงนิยามคำเสียใหม่เพื่อตีกันให้ห่างจากคำว่า”แบ่งแยกดินแดน”ให้มากที่สุด แต่ในฝั่งมาเลเซียซึ่งนายกรัฐมนตรีของพวกเขาเป็นผู้จุดประเด็นขึ้นมา จะถูกให้นิยามเป็นหนึ่งเดียวว่า “เขตปกครองตนเองภายใต้รัฐธรรมนูญ” และสื่อมวลชนของมาเลเซียพยายามตั้งคำถามเพื่อหาทางออกให้ Autonomy กลายเป็นประเด็นสาธารณะที่สามารถพูดคุยเพื่อหาทางออกจากความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างเป็นรูปธรรม เช่นเดียวกับบทความชิ้นนี้ของ ‘อัซรัน ฟิตรี ราฮีม’ที่สำนักข่าวอามานโดยกลุ่มซูวารอ ปัตตานีแปลและเรียบเรียงมานำเสนอ ดังนี้

เหตุการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ดูเหมือนจะลดจำนวนลง แต่กลับเกิดถี่ขึ้นและสร้างความสูญเสียมากขึ้นตั้งแต่วันที่ 19 พ.ค.เป็นต้นมาซึ่ง “ครู” กลับมาเป็น “เหยื่อ” ของสถานการณ์อีกครั้ง โดยต้องสังเวยชีวิตไปถึง 4 ศพแล้ว ยังไม่นับรวมตำรวจ ทหาร อส. ทหารพราน ต้องมาตายและบาดเจ็บจากการถูกซุ่มโจมตีอีกจำนวนมาก ในขณะที่ประชาชนต้องตกเป็น “เหยื่อ” จาก “คารบอมบ์” ครั้งใหญ่ที่กลางอำเภอยี่งอ จ.นราธิวาส อีกหลายสิบคน
ผู้นำพรรคฝ่ายค้านของมาเลเซียแนะทิศทางดับไฟใต้ต้องปลดแนวคิด Zero-sum game ทิ้งเสียและเปิดกว้างต่อการเปลี่ยนแปลง