6 ปี ไฟใต้ :อุปนายกฝ่ายสิทธิฯ ยมท.หนุนรัฐใช้ ‘นครปัตตานี’ เป็นเครื่องมือแก้ความรุนแรง

AmanNews's picture

 กลุ่มซูวารอ ปัตตานี
http://voicepeace.org/

สถานการณ์ความไม่สงบ ในพื้นที่ ยังคงวนเวียนในอ่างใบเดียวขณะที่เหตุความรุนแรงก็ยังเกิดขึ้นทุกวัน จากเหตุการณ์ปล้นปืนจำนวน 413 กระบอก  ที่ค่ายปิเล็ง อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส เมื่อค่ำคืนวันที่ 4 ม.ค.2547 ถึงวันนี้ ก็ครบ 6 ปี ของเหตุการณ์ครั้งนั้น แต่เมื่อตรวจสอบไปยังเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ปรากฏว่า สามารถตรวจยึดอาวุธที่หายไปมาได้เพียง อาวุธ M16 จำนวน 56 กระบอก ปืนพกสั้น 11 มม. จำนวน 8 กระบอก นับว่าการติดตามอาวุธคืนมาได้ไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ขณะจำนวนผู้เสียชีวิตในเหตุความรุนแรงตลอดระยะเวลา 6 ปีมีมากกว่า 3,000 คน ผู้บาดเจ็บและได้รับผลกระทบอีกจำนวนมาก จึงเกิดคำถามขึ้นในใจว่า เราจะหาทางออกจากวังวนแห่งความรุนแรงนี้อย่างไร  

 

วันที่ 4 มกราคมนอกจากตรงกับวันปล้นปืนดังกล่าวแล้ว ยังตรงกับวันประวัติศาสตร์ของการก่อตั้งขบวนการและสถาปนาธรรมนูญของขบวนการ PULO เก่าเมื่อปี 2511 อีกด้วย แม้กองกำลังเจ้าหน้าที่ได้พยายามป้องกันเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้นในห้วงนี้คนร้ายก็ยังสามารถก่อเหตุขึ้นมาจนได้ ที่จ.นราธิวาส เกิดเหตุระเบิด 2 จุด เมื่อกลางดึกของคืนวันที่ 4 บนถนนสายเจาะไอร้อง-ไอร์ปาแย บ้านเจาะไอร้อง ม.1 ต.จวบ อ.เจาะไอร้อง ขณะรถหุ้มเกราะของทหารชุดร้อย ร.15134 ฉก.นราธิวาส 31 กำลังลาดตระเวนตรวจความเรียบร้อย นอกจากนี้ ผู้ก่อเหตุยังยิงซ้ำด้วยอาวุธปืนเอ็ม 16 และอาก้า แต่เจ้าหน้าที่ไม่ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ส่วนจุดที่ 2 คนร้ายวางระเบิดในพื้นที่ ม.1 ต.บางขุนทอง อ.ตากใบ ชาวบ้านบาดเจ็บเล็กน้อย 2 ราย ส่วนที่ จ.ปัตตานี คนร้ายยิงชาวบ้านเสียชีวิต 1 ราย บนถนนสายตะลุโบะ-คลองมานิง ม.7 ต.ตะลุโบะ อ.เมือง จ.ปัตตานี

ดูเหมือนความรุนแรงในห้วงวันที่ 4 มกราคมที่ผ่านมาไม่ได้มีอะไรพิเศษกว่าวันธรรมดา กลับเป็น ‘เหตุปกติ’ ที่พบเจอกันอยู่ทุกวัน แต่ความปกติที่ว่า ไม่อาจเป็นข้ออ้างในการไม่พยายามแสวงหาทางออก

นายอับดุลอาซิซ ตาเดร์อิน อุปนายกหัวหน้าฝ่ายสิทธิมนุษยชน ยมท. มองว่า  ปัญหาในพื้นที่ แม้จะผ่านมานานแค่ไหนก็ยังวนเวียนอยู่ที่เดิม เหตุการณ์ก็ยังไม่ทุเลาลง ความรุนแรงยังมีอยู่ เหตุรายวันก็ยังเกิดขึ้นทุกวัน ถ้านับจำนวนก็จะมองว่า เหตุการณ์ขึ้น แต่ความรุนแรงก็ยังมีอยู่

“ทางออกของปัญหานั้นผมคิดว่ารัฐต้องหาเครื่องมือใหม่ๆมาใช้บ้าง เช่นการเจรจา หรือการปรับความยุติธรรมให้รัดกุมมากขึ้น หรือยก ‘นครปัตตานี’มาพูดคุยให้ชัดเจน เพราะนครปัตตานี คืออีกหนึ่งเครื่องมือที่จะนำมาแก้ปัญหาในพื้นที่ได้ แม้ยังไม่แน่ใจว่าการแก้ปัญหาจะดีหรือไม่ดี คิดว่าน่าจะขับเคลื่อนเรื่องนี้ดีกว่าทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์ รัฐบาลต้องมีการเจรจา หรือจัดตั้งเขตปกครองพิเศษตรงนี้ ปัญหาถึงจะจบลงได้” นายอับดุลอาซิซแสดงความเห็น 

ฝ่ายสิทธิมนุษยชน ยมท.แสดงความเชื่อมั่นว่าความรุนแรงที่ยังมีอยู่เกิดจากการตอบโต้จากสมาชิกกลุ่มที่ต้องสูญเสียเพื่อนสมาชิกไป ทั้งจากการถูกเจ้าหน้าที่วิสามัญหรือกดดันและจับกุมไปได้ ส่วนเรื่องที่มีกระแสข่าวมาว่า เหตุความไม่สงบที่เกิดขึ้นช่วงหลังนี้ เป็นเพราะมีแนวร่วมที่พึ่งฝึกมาใหม่ได้เข้ามาในพื้นที่นั้น ตนเชื่อว่าแนวร่วมมีอยู่ทุกพื้นที่เต็มไปหมด ไม่จำเป็นต้องรอแนวร่วมจากข้างนอกมาก่อเหตุ

“แนวร่วมจากต่างถิ่นเริ่มเข้ามา ตั้งแต่ ปี 2547 และการเพิ่มจำนวนแนวร่วมก็เกิดจากมาตรการของรัฐ เพราะเครื่องมือบางอย่างของรัฐ เช่นความยุติธรรม บางครั้งเป็นการผลักคนเข้าไปเป็นแนวร่วมโดยไม่มีทางเลือกนั้น เป็นการถูกบังคับโดยสถานการณ์”

อุปนายกหัวหน้าฝ่ายสิทธิมนุษยชน ยมท. กล่าวต่อว่า การที่ฝ่ายรัฐประกาศว่า ช่วงหลังมีประชาชนออกมาให้ความร่วมมือมากขึ้นนั้น อยากให้เข้าใจว่า แต่ละครั้งที่รัฐจับคนร้ายไปสืบสวนและให้ซัดทอดต่อ หรือการที่รัฐเอาชาวบ้านมาเดินขบวน ตนมั่นใจว่า ชาวบ้านที่มาด้วยความจริงใจกับรัฐไม่ถึงครึ่ง ที่เหลือก็เป็นได้แค่ภาพลวงเท่านั้น เพราะความจริงคือ ตอนนี้ชาวบ้านหวาดกลัวทั้งรัฐและฝ่ายตรงข้าม เขาต้องอยู่อย่างหวาดระแวง ภาพที่เห็นอาจต่างจากสิ่งที่เราคิดอยู่ก็ได้

“รัฐควรเปลี่ยนเครื่องมือใหม่ๆบ้าง โดยเฉพาะประเด็นนครปัตตานี ควรนำขึ้นมาพูดคุยบนโต๊ะ  อยากให้รัฐมองตรงนี้บ้าง และคิดอยู่ตลอด 6 ปีว่า ที่ผ่านเครื่องมือที่รัฐใช้ยังเดิมๆทำไมรัฐจึงไม่ยอมเปิดทางใหม่เลย ทั้งที่นโยบายที่ใช้แก้ปัญหาพื้นที่นี้ไม่ได้ ส่วนตัวบุคคลที่จะลงมา ก็มีทั้งคนดีและคนไม่ดี แต่ก็เชื่อว่าจุดนี้ไม่สำคัญเท่ากับว่า ตอนนี้ยังมองอนาคตไม่ออก ว่าจะเดินไปสู่ทิศไหน ประชาชนยิ่งแย่กว่านี้ เพราะเขาต้องโดนทั้งสองฝ่าย เปรียบเหมือนลูกแตงโมอยู่ใกล้ทุเรียน เขากลัวทั้งสองฝ่าย เจ้าหน้าที่ก็กลัวผู้ก่อการก็กลัว สิ่งเดียวคือ เขาอยากฟังว่า รัฐยอมเปลี่ยนเครื่องมือตัวใหม่มาเล่นบ้างหรือไม่ รัฐกล้าพอหรือไม่” อุปนายกหัวหน้าฝ่ายสิทธิมนุษยชน ยมท. กล่าวทิ้งท้าย

 
ลงทะเบียนรับข่าวสาร |
RSS Feed Twitter
บล็อกล่าสุด
อย่าปล่อยให้ จีที 200 กลายเป็นเครื่องมือการเมือง
Summarizing Six Years of the Southen Fire: Dynamics of Insurgency and Creation of the New Imagined Violence
สรุปหกปีไฟใต้: พลวัตการก่อความไม่สงบกับการสร้างจินตกรรมของการก่อความรุนแรง
อัตลักษณ์นักศึกษามุสลิมกับปัญหาการอยู่ร่วมในรั้วมอ.หาดใหญ่
วิวาทะการทำหน้าที่สื่อมวลชนแบบไทยไทยที่ชายแดนใต้กับการโต้ตอบของคนสามจังหวัด
อัตลักษณ์
บทเรียนจากเครื่อง จีที 200 - 1 ชั่วโมงเต็ม
VIS Report: Surveillance of Injuries over the past 3 years (January 2007 - December 2009)
ทหารไม่เปลี่ยนใจ ยังคงมั่นใจในความแม่นยำของเครื่องจีที 200 ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ และระบุว่า จะใช้งานเครื่องจีที 200 ต่อไป"
ภายใต้ดวงอาทิตย์ประเทศสารขัณฑ์ ไม่มีอะไรที่รัฐบาล ทหาร ตำรวจ ทำไม่ได้
จดหมายเปิดผนึก: กองทัพบกต้องเลิกใช้ GT200 และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ
จีที 200 :คนใช้ก็อันตราย คนตกเป็นเป้าหมายก็สูญเสีย
ผ่าการ์ด GT200 แม่ง ขาวโอโม ดีจัง ไม่เห็นอะไรเลย
สิทธิวิวาทะ...ชาวบ้านเขียนกฎหมาย ได้จริงหรือ?
GT200 ตรวจจับความไม่โปร่งใสในการสั่งซื้อ ได้แม่นยำกว่าระเบิด
ใครช่วยไปปราบเซียนทีเถิด รุ่นนี้มีแบตด้วย ปล่อยไว้นานความเชื่อจะซึมลึก เป็นภัยมหันต์
โปรดฟังชัดๆ อีกครั้ง ll โยนกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีลงพื้นที่อธิบาย นอกจากนี้ยังจะฉวยโอกาสซื้อของที่แพงกว่าจีที 200 !!!
นักข่าวพลเมือง สื่อใหม่ขับเคลื่อนสังคมไทย
CNN แฉ GT200 ที่ทหารไทยใช้ ลวงโลก แหกตา
วิพากษ์ภาพยนตร์โฆษณา “ตลาด” และ “รถเมล์” กับการลดความรุนแรงต่อสตรีในสังคมไทย