“สูไฮมี ดอเลาะ” กับชีวิตที่ไม่มี “งานวันเด็ก”

idongphoto's picture

 

 

“ของขวัญวันเด็กปีนี้ เค้าคงไม่อยากได้อะไรมากกว่าการได้กลับบ้าน   ผมเชื่อว่าสุไฮมี เค้าอยากได้มากที่สุด......” นายมะตอเฮ  บิดาของ ดช.สูไฮมี ดอเลาะ กล่าวในขณะใช้เครื่องมือดูดเสมหะให้กับบุตรชายที่นอนอยู่บนเตียงภายในโรงพยาบาลศูนย์ยะลา

 

สูไฮมี ได้รับบาดเจ็บสาหัส จากแรงระเบิด ขณะวิ่งเล่นอยู่กับเพื่อนบ้านที่บริเวณหน้าบ้านเลขที่ 224 บ.ตะบิงตีงี หมู่ 1 ต.ตลิ่งชัน อ.บันนังสตา จ.ยะลา เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2551 ที่ผ่านมา  โดยกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงได้นำรถจักรยานยนต์บรรจุระเบิดเอาไว้ภายใน มาจอดเอาไว้ แล้วจุดชนวนระเบิดขึ้นในขณะที่เจ้าหน้าที่ทหาร เดินเท้าลาดตระเวนมาถึง   ผลจากระเบิดทำให้เจ้าหน้าที่ทหารได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย 2 นาย   แต่แรงระเบิดทำให้เด็กที่กำลังวิ่งเล่นอยู่บริเวณดังกล่าวบาดเจ็บนับสิบคน รวมทั้ง “สูไฮมี ดอเลาะ” ที่โดนสะเก็ดระเบิดเข้าที่กระดูกสันหลัง ทำให้เป็นอัมพาตตั้งแต่ช่วงคอ ลงมาถึงขา

 

เป็นเวลา 22 เดือนแล้ว ที่สูไฮมี ต้องนอนอยู่บนเตียงภายในโรงพยาบาลศูนย์ยะลา ซึ่ง อาการล่าสุดของสูไฮมี ในวันนี้รู้สึกว่าแย่ลง กินอาหารน้อยลง ต้องพยายามเอาใจเพื่อให้กินอาหาร ปัญหาคงจะเกิดจากความเครียด เพราะปกติถ้าน้องๆของสูไฮมี มาเยี่ยมที่โรงพยาบาล อารมณ์ของสูไฮมีก็จะดี  สูไฮมีก็คงอยากจะกลับบ้านเพราะจะได้อยู่กับพี่ๆน้องๆที่บ้าน  นายมะตอเฮ ดอเลาะ เล่าให้ฟังถึงอาการล่าสุดของบุตรชาย

 

“ทุกวันนี้ ที่ยังกลับบ้านไม่ได้ก็เพราะว่าไม่มีเครื่องช่วยหายใจ  เดิมมีเครื่องที่ได้รับบริจาคมา แต่เมื่อนำมาใช้ได้ประมาณ 2 เดือนกว่า เครื่องก็เสีย ซึ่งตนเองก็ไม่ทราบว่าเพราะเป็นเครื่องมือสองหรือไม่  จึงอยากจะขอความช่วยเหลือเกี่ยวกับเครื่องช่วยหายใจ ที่จะสามารถทำให้สูไฮมี สามารถกลับไปอยู่บ้านได้ เพราะทุกวันนี้ต้องนอนอยู่ที่โรงพยาบาลถึง 22 เดือนแล้ว ตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคม 51 ภาระค่าใช้จ่ายก็มาก  เพราะตนเองหารายได้เพียงคนเดียว ส่วนภรรยาก็ต้องมาดูแลสูไฮมี” นายมะตอเฮ กล่าว

นายมะตอเฮ ยังกล่าวอีกว่า ในวันเด็กที่จะถึงนี้ ตนเองเชื่อว่าสิ่งที่สูไฮมี อยากจะได้มากที่สุดก็คือ เครื่องช่วยหายใจ เพราะจะทำให้สูไฮมี กลับไปอยู่ที่บ้านได้ และจะทำให้สูไฮมี มีความสุขที่สุด ตนเองเชื่อว่าลูกต้องการเช่นนั้น  ต้องการจะกลับบ้านมากกว่าสิ่งอื่นใด เป็นของขวัญในวันเด็กปีนี้

 

ในขณะที่ นางอังคณา วาเตะ ผู้เป็นมารดา กล่าวว่า ตั้งแต่สูไฮมี ได้รับบาดเจ็บจากระเบิดจนกระทั่งเป็นอัมพาต ถึงวันนี้สูไฮมี ก็ยังไม่ได้กลับบ้านเป็นเวลาเกือบ 2 ปีแล้ว เมื่อประมาณต้นปี 2552 ที่ผ่านมา หลังจากที่ได้รับบริจาคเครื่องช่วยหายใจ ทางโรงพยาบาลศูนย์ยะลา ก็ได้อนุญาตให้กลับบ้านได้ แต่จะต้องไปเตรียมความพร้อมที่โรงพยาบาลบันนังสตา ก่อน ซึ่งหลังจากที่ย้ายสูไฮมี ไปที่โรงพยาบาลบันนังสตา เพื่อให้แพทย์ที่นั่น เตรียมความพร้อม ประมาณ 2 เดือน เครื่องช่วยหายในก็เสีย ซึ่งทราบว่าปัญหาจากกระแสไฟฟ้าตก   แล้วต้องส่งไปซ่อม  ทำให้ทีมแพทย์ของโรงพยาบาลบันนังสตา ตัดสินใจส่งตัวสูไฮมี กลับมาให้แพทย์ที่โรงพยาบาลศูนย์ยะลา ดูแลเนื่องจากมีเครื่องมือที่พร้อมมากกว่า

 

"ในใจก็รู้สึกสงสารลูกเหมือนกัน   เค้าคงอยากจะกลับบ้าน อยากกลับไปอยู่กับน้องๆที่บ้าน  แต่ทุกวันนี้ก็ยังกลับบ้านไม่ได้ เพราะไม่มีเครื่องช่วยหายใจ  ทุกวันนี้ก็ต้องดูแลเค้าเป็นพิเศษ ต้องกำลังใจของสูไฮมี มากกว่าเดิม ช่วงนี้ค่อนข้างเครียด ทานอาหารน้อยลง ก็ได้ปรึกษาแพทย์  ก็ได้รับคำแนะนำว่าจะต้องให้กำลังใจมากๆ ซึ่งทางคุณหมอก็ได้ส่งแพทย์ด้านจิตวิทยา มาคุยกับสุไฮมี หลายครั้ง จนล่าสุดก็ดีขึ้น” นางอังคณา กล่าว

 

ทางด้านคุณหมอที่ดูแลอาการของ “สูไฮมี” พ.ญ.นันทกา เทพาอมรเดช เปิดเผยว่า อาการล่าสุดของสูไฮมี ที่ถูกสะเก็ดระเบิดได้รับบาดเจ็บ ทำให้มีอาการอัมพาตตั้งแต่คอลงไปถึงขา ตลอดชีวิต  ประเด็นที่สำคัญคือไขสันหลังที่อัมพาต ทำให้สูไฮมี ไม่สามารถหายใจเองได้ จะต้องใช้เครื่องช่วยหายใจตลอดชีวิต เดิมเคยมีผู้บริจาคเครื่องช่วยหายใจมาให้ ซึ่งเครื่องนี้เป็นเครื่องเก่า เมื่อนำมาใช้ได้ไม่นานก็ชำรุด มีปัญหาเรื่องเครื่องเสียบ่อย ทำให้ปัจจุบันสูไฮมี ยังจะต้องนอนอยู่ที่โรงพยาบาลเพราะมีเครื่องมือพร้อม แต่ปัญหาหลังจากอยู่ที่โรงพยาบาลก็จะทำให้มีปัญหาเรื่องติดเชื้อที่ปอด แต่หลังจากรักษาล่าสุดก็อาการดีขึ้นแล้ว

 

“เครื่องช่วยหายใจเครื่องเดิมที่มีอยู่ หลังจากส่งซ่อมไปแล้ว กลับมาใช้ ก็มีปัญหาอุปกรณ์ตัวอื่นก็เสียอีก จึงต้องส่งกลับไปซ่อมอีกครั้ง ตอนนี้ทางโรงพยาบาลก็พยายามที่จะหาเครื่องใหม่ให้ แต่เนื่องจากมีราคาค่อนข้างสูงถึงกว่า 5 แสนบาท จึงต้องรอการสมทบทุนจากเงินบริจาคอีกครั้ง” พ.ญ.นันทกา กล่าว

 

คุณหมอนันทกา ยังกล่าวอีกว่า ปัญหาที่พบต่อมาก็คือ หลังจากที่สูไฮมี นอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลเป็นเวลานาน ทำให้สภาวะจิตใจ เกิดความเครียดขึ้น เด็กมีความเครียดทำให้ไม่รับประทานอาหาร หรือรับประทานน้อยลง จึงต้องอาศัยทางแม่และญาติที่จะต้องช่วยกันให้กำลังใจ นอกจากนั้นทางโรงพยาบาลก็ได้มอบหมายให้คุณหมอทางด้านจิตแพทย์ลงไปดูแล และเยียวยาจิตใจให้แล้ว ซึ่งทางโรงพยาบาลก็จะดำเนินการดูแลอย่างเต็มที่ สำหรับผู้ใดที่ต้องการบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือ สามารถสอบถามข้อมูลได้ที่โรงพยาบาลศูนย์ยะลา ที่หมายเลขโทรศัพท์ 073-212223

 

วันเด็กแห่งชาติปีนี้ “สูไฮมี” ยังต้องนอนอยู่บนเตียงนอน ไม่สามารถออกไปเที่ยวงานวันเด็ก อย่างเช่นเด็กคนอื่นๆ เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน   โดยยังไม่รู้ว่า “ความหวัง” ที่ตัวเขาจะกลับมาเดินได้ตามปกตินั้น เป็นไปไม่ได้แล้ว

 

 

ลงทะเบียนรับข่าวสาร |
RSS Feed Twitter
บล็อกล่าสุด
อย่าปล่อยให้ จีที 200 กลายเป็นเครื่องมือการเมือง
Summarizing Six Years of the Southen Fire: Dynamics of Insurgency and Creation of the New Imagined Violence
สรุปหกปีไฟใต้: พลวัตการก่อความไม่สงบกับการสร้างจินตกรรมของการก่อความรุนแรง
อัตลักษณ์นักศึกษามุสลิมกับปัญหาการอยู่ร่วมในรั้วมอ.หาดใหญ่
วิวาทะการทำหน้าที่สื่อมวลชนแบบไทยไทยที่ชายแดนใต้กับการโต้ตอบของคนสามจังหวัด
อัตลักษณ์
บทเรียนจากเครื่อง จีที 200 - 1 ชั่วโมงเต็ม
VIS Report: Surveillance of Injuries over the past 3 years (January 2007 - December 2009)
ทหารไม่เปลี่ยนใจ ยังคงมั่นใจในความแม่นยำของเครื่องจีที 200 ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ และระบุว่า จะใช้งานเครื่องจีที 200 ต่อไป"
ภายใต้ดวงอาทิตย์ประเทศสารขัณฑ์ ไม่มีอะไรที่รัฐบาล ทหาร ตำรวจ ทำไม่ได้
จดหมายเปิดผนึก: กองทัพบกต้องเลิกใช้ GT200 และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ
จีที 200 :คนใช้ก็อันตราย คนตกเป็นเป้าหมายก็สูญเสีย
ผ่าการ์ด GT200 แม่ง ขาวโอโม ดีจัง ไม่เห็นอะไรเลย
สิทธิวิวาทะ...ชาวบ้านเขียนกฎหมาย ได้จริงหรือ?
GT200 ตรวจจับความไม่โปร่งใสในการสั่งซื้อ ได้แม่นยำกว่าระเบิด
ใครช่วยไปปราบเซียนทีเถิด รุ่นนี้มีแบตด้วย ปล่อยไว้นานความเชื่อจะซึมลึก เป็นภัยมหันต์
โปรดฟังชัดๆ อีกครั้ง ll โยนกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีลงพื้นที่อธิบาย นอกจากนี้ยังจะฉวยโอกาสซื้อของที่แพงกว่าจีที 200 !!!
นักข่าวพลเมือง สื่อใหม่ขับเคลื่อนสังคมไทย
CNN แฉ GT200 ที่ทหารไทยใช้ ลวงโลก แหกตา
วิพากษ์ภาพยนตร์โฆษณา “ตลาด” และ “รถเมล์” กับการลดความรุนแรงต่อสตรีในสังคมไทย