
จากมุมมองของเด็กคนหนึ่ง........
"ประชาชนโดยทั่วไปโดยส่วนใหญ่ของประเทศไทย ถ้าไม่นับรวมคนในพื้นที่ภาคใต้แล้ว น้อยคนนักที่จะรู้จัก “ชาวมลายู” หรือ “ ภาษายาวี” แม้กระทั่ง “ศาสนาอิสลาม” อย่างแท้จริง หากไม่ได้สนใจในประเด็นต่างๆที่เกี่ยวกับพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้อย่าง ยะลา ปัตตานี นราธิวาส และจังหวัดอื่นๆที่มีชาวมลายูอาศัยอยู่ เนื่องด้วยประชากรในประเทศไทยส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ และวัฒนธรรมประเพณีต่างๆ ระหว่างภาคเหนือ กลาง อิสาน และใต้ตอนบน มีความคล้ายคลึงสนิทสนมกันดี กอปรกับความรู้ความเข้าใจที่มีเกี่ยวกับชาวมลายูนั้นน้อยมาก และยังเป็นเรื่องที่น่าแปลกที่แบบเรียนสังคมศาสตร์ประวัติศาสตร์ของเด็กไทยไม่ได้มีข้อความ ข้อมูล รูปภาพ หรืออะไรก็ตามที่จะบ่งบอกความเป็นรัฐปัตตานีที่เคยรุ่งเรืองทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ก่อนถูกสยามตีเอาเป็นเมืองขึ้น แต่กลับมีเรื่องราวการชูเชิดบรรพบุรษ ยกย่องคุณงามความดีต่างๆนานาทั้งๆที่บางทีก็ไปฉกชิงวิ่งราวกระชากยื้อยุดตีชิงบ้านเมืองแล้วยังไปบีบกดอัตลักษณ์ของชาวบ้านเขา
แล้วอย่างนี้เยาวชน...จะถูกปลูกฝังให้รักชาติโดยตำราเรียนเชิดชูบรรพบุรุษ เบียดบดบังความรุ่งเรืองของชาติอื่นหรือ ทั้งๆที่รัฐปัตตานีและเราก็อยู่ใต้ชายคาเดียวกันมาร่วม 200 ปี แต่เรายังไม่รู้อะไรเกี่ยวับพวกเขาเลย?
ฉะนั้นแล้วเมื่อพูดถึงชาวมลายูคนส่วนใหญ่ที่ถูกปลูกฝังโดยระบบ จะไม่รู้จักเลยว่าเขาเป็นใครและมีวิถีชีวิตในแบบไหน ใช่พวกแขกมั้ย? ฯลฯ
และเมื่อเกิดความสงสัยและใคร่รู้จะมีหน่วยงานหรือสถาบันทางการศึกษาแห่งใดจะให้ความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้อย่างถ่องแท้?
หรือเอาเป็นว่าใครสนใจก็ไปหาเอาเอง?
แล้วท่านผู้ใหญ่ทั้งหลาย...มีความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร?"
Comments
วิกฤติชายแดนใต้ (หรือ) ……วิกฤติรัฐบาล vs ทหาร
<!--[if gte mso 9]><!--[if gte mso 10]>
<![endif]-->
กลับมาได้รับความสนใจจากสาธารณชนอีกครั้งสำหรับข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์ ในพื้นที่ด้ามข้ามของประเทศไทย ภายหลังเกิดเหตุการณ์สลดคนร้ายกราดยิงคนมุสลิมขณะทำการละหมาดที่มัสยิด อัลฟุรกอน ต.จวบ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส ตามด้วยเหตุการณ์ย่อยอื่นตามมา จนล่าสุดเหตุการณ์คนร้ายใช้อาวุธปืนอาก้า และ 9 ม.ม. ยิงพระภิกษุขณะออกบิณฑบาตเมื่อช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 12 มิ.ย.2552 ถึงขั้นมรณภาพ 1 รูป และบาดเจ็บสาหัสอีก 1 รูป ในเขต อ.เมือง จ.ยะลา ซึ่งกลายเป็นปมประเด็นที่สร้างความขัดแย้งมากยิ่งขึ้น ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ ข่าวสารในพื้นที่แห่งนี้ถูกทำชินชา และลดความน่าสนใจไปแล้ว
การกลับมาได้รับความสนใจครั้งนี้ ถามว่ามีอะไรเปลี่ยนไปหรือไม่ สำหรับแง่มุมของสถานการณ์แล้ว หลายคนอาจมองว่าไม่ได้เปลี่ยน แต่น่าสนใจว่า บทวิเคราะห์เกี่ยวกับสถานการณ์กลับเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เช่น การวิเคราะห์ไปในลักษณะที่สอดคล้องกับความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ กล่าวคือ ประชาชนไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ ภาคประชาสังคม ผู้นำศาสนา หรือแม้กระทั่งชาวบ้านเองมีการตั้งคำถาม และคลางแคลงใจตลอดเวลาต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง แต่ทั้งหมดก็เป็นเพียงเสียงเล็กๆ ที่ถูกบดบังไปด้วยสถานการณ์การเมืองส่วนกลางที่ค่อนข้างจะร้อนแรงไม่แพ้กัน จึงทำให้บทวิเคราะห์เหล่านี้ต้องหดหายกลับไปสู่พื้นที่ดังเดิมโดยไม่เคยถูกยกมาปรากฏบนสื่อเพื่อให้สาธารณะชนรับรู้สักเท่าไหร่
หากลองมาดูการตั้งข้อสังเกตจากพื้นที่หลายประเด็น ถ้าวิเคราะห์ให้ลึกแล้วหลายฝ่ายมองว่าขณะนี้รัฐบาลกับทหาร กำลังยื้อกันอย่างหนัก ซึ่งกำลังเป็นวิกฤติที่รัฐบาลและทหารเองก็ยังไม่รู้ตัว หรือ รู้แล้วแต่สงวนกระบวนท่ากันอยู่
เริ่มต้นที่หลักใหญ่ๆคือ การเปลี่ยนขั้วรัฐบาลจากรัฐบาลสมชาย มาเป็นรัฐบาลอภิสิทธิ์แล้ว นโยบายเกี่ยวกับสามจังหวัดชายแดนใต้ในรัฐบาลชุดนี้ ในพื้นที่มองว่า จะสามารถทำได้จริงหรือไม่ เพราะนั่นหมายความว่า จะต้องงัดข้อพอสมควรกับฝ่ายทหารที่ถูกมองว่าดูงานสามจังหวัดฝ่ายเดียวมาโดยตลอด และแล้วก็ไม่เกินความคลาดเคลื่อนเท่าไหร่นัก กับหลายกรณีที่ดูเหมือนวงในซึ่งหมายถึงทหารชั้นผู้ใหญ่กับรัฐบาล เจรจากันไม่ลงตัว เช่น
1. การต่ออายุ พรก. ฉุกเฉินซึ่งเมื่อฝั่งรัฐบาลไม่ยินยอมให้มีการต่อได้ง่ายเหมือนครั้งที่ผ่านมา ถึงแม้ล่าสุดจะยืดการต่อไปอีกก็ตาม
2. ความต้องการของรัฐบาลที่จะนำ ศบชต. มาแทนที่ ศอบต. ซึ่งนั่นหมายถึงอำนาจการแก้ปัญส่วนใหญ่ จะตกไปอยู่ในมือของฝ่ายการเมือง คือรัฐบาล ซึ่งจุดนี้จะถูกมองว่าเป็นการงัดข้อกันค่อนข้างรุนแรง จนในขณะนี้ ก็ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน
หลักต่อมาคือ ความคลุมเครือต่อการใช้จ่ายงบประมาณของฝ่ายทหาร กรณีการแก้ปัญหา 3 จังหวัด ซึ่งปรากฏตามสื่อ โดยมีกระแสการตั้งคำถามจากภาคประชาสังคมที่มองว่า มันคุ้มค่ากับสถานการณ์ความรุนแรงที่ยังคงดำรงอยู่หรือไม่ นั่นหมายความว่า รัฐบาลจะต้องเป็นตัวแทนชี้แจงเรื่องนี้ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีคำตอบ อีกทั้งมีการสนับงบประมาณลงไปอีก ยิ่งทำให้ภาคประชาสังคมตั้งแง่มากยิ่งขึ้น โดยมองว่า ฝ่ายทหารมีอำนาจเหนือรัฐบาลมากไปหรือไม่
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งจากข้อสังเกตอีกหลายๆข้อ ที่หลายฝ่ายเริ่มให้ความสนใจ แต่ก็คงเพียงพอแล้วที่จะทำให้เราได้เห็นว่า วันนี้ ข้อสังเกตทั้งหลายแหล่ เหล่านี้กำลังถูกหยิบยกกันไปวิเคราะห์ในวงกว้าง โดยไม่ใช่เพียงแค่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้เท่านั้น แต่มันกำลังขยายไปถึงประชาชนส่วนกลาง และภาคอื่นๆของประเทศไทย ดังนั้นน่าจับตาว่า ในส่วนของรัฐบาล และฝ่ายทหารจะคลายวิกฤตินี้อย่างไร เพราะนั่นไม่เพียงแต่จะทำให้เพิ่มความน่าเชื่อถือจากประชาชนให้กับตนเองแล้ว แต่ยังหมายถึงเอกภาพระหว่างรัฐบาล และทหาร ซึ่งจะส่งผลนำไปสู่การร่วมกันแก้วิกฤติชายแดนใต้ที่อย่าลืมว่า ขณะนี้กำลังลุกลาม และจะถูกยกไปสู่ระดับสากลมากยิ่งขึ้น