DeepSouth Bookazine ฉบับ “Change” ไฟใต้ ตั้งคำถามต่อแนวทางการเมือง

DeepSouthWatch's picture

ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้
Deep South Watch

หลังจากที่ซุ่มทำนานหลายเดือน ดีพเซ้าท์ บุกกาซีนก็ได้ฤกษ์วางแผงในห้วงเวลาที่สถานการณ์ความรุนแรงที่ชายแดนภาคใต้ ปะทุรุนแรงขึ้นอีกคำรบ หลังจากการขึ้นมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลโดยพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีท่าทีต่อกรณีไฟใต้ที่แตกต่างกับรัฐบาลชุดก่อนๆ แต่ถึงกระนั้น ใน ณ ขณะนี้ รูปธรรมของสิ่งที่เรียกว่า "การเมืองนำการทหาร" ยังเป็นสิ่งที่ต้องหาคำตอบกันอยู่

ดีพเซ้าท์ บุกกาซีน ฉบับนี้จึงให้ความสนใจไปยังท่าทีที่ "เปลี่ยน" ไปดังกล่าว และดูเหมือนจะตั้งคำถามอยู่ในทีว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะยังสาระใหม่และแนวทางใหม่ต่อการดับไฟใต้จริงหรือ ไม่ ในขณะที่ที่พัฒนาการของความรุนแรงในฐานะที่เป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมือง ก็ได้ก้าวเข้าสู่ภาวะที่ต้องจับตามอง

โดยเฉพาะการแสวงหาช่องทางการสานเสวนา ที่อาจนำไปสู่การหารือเพื่อหาข้อยุติการต่อรองด้วยการใช้ความรุนแรง การพิจารณาถึงรูปแบบการปกครองเหนือพื้นที่ความขัดแย้งดังกล่าวที่มีลักษณะ ที่แตกต่างกันออกไปจากพื้นที่อื่นๆ ของประเทศ หรือแม้แต่การผลักดัน - สกัดกั้นวาระของไฟใต้ในเวทีระหว่างประเทศ

แต่ดูเหมือนว่า บุกกาซีนเล่มที่ 4 ของ "คณะทำงานสนามข่าวสีแดง" อันเป็นทีมงานสื่อสารมวลชนของศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ มุ่งให้ความสนใจการผลักดันเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจาก์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาค ใต้ มุ่งให้ความสนใจการผลักดันเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจาก "ภายใน" เป็นด้านหลัก

ในรายงานพิเศษ "ถามถึงความรุนแรงที่ยังรุมเร้าฯ" ที่พาไปฟังทัศนะของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้กุมนโยบาย และรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายอย่างถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งชี้ให้เห็นถึงการริเริ่มและข้อจำกัดของพวกเขาในฐานะที่กุมอำนาจบริหาร รัฐไทย

ขณะที่ "การเมือง ทำลาย การเมือง ดุลอำนาจสุมไฟใต้" ซึ่งเป็น รายงานขนาดยาวได้ฉายภาพให้เห็นว่า แม้ท่าทีของรัฐบาลประชาธิปัตย์จะส่งสัญญาณการเปลี่ยนแปลงหลายประการ แต่ถึงกระนั้นก็ต้องเผชิญกับด่านตรวจสกัดของกองทัพ ซึ่งเป็นฐานทางอำนาจในการขึ้นครองอำนาจบริหาร ภาวะดังกล่าวทำให้สิ่งที่ควรจะเกิดอย่างเอกภาพในทางยุทธศาสตร์ดับไฟใต้ยังคง เป็นสิ่งที่ต้องลุ้นอีกนาน

ในขณะที่ผู้กุมอำนาจรัฐไทยยัง "เล่นการเมือง" กันเองนี้ การปรับตัวของขบวนการใต้ดินก็กระทำอยู่อย่างเงียบๆ ไม่โฉ่งฉ่าง หลังจากที่ถูกมาตรการหนักหนากดทับลงพื้นที่ในห้วงรัฐบาลก่อนหน้านี้ การปรับตัวดังกล่าวจะส่งผลอย่างไร เร็วๆ นี้ (หรืออาจเกิดขึ้นแล้ว) คงปรากฏให้เห็นชัดเจน แม้ว่าจะได้เปรียบในการสร้างความชอบธรรมต่อการใช้ความรุนแรงจากสำนึกของ ชาติพันธุ์มลายูและความเป็นพี่น้องมุสลิม แต่กระนั้น พลวัตรภายในสังคมมลายูเองก็น่าสนใจ เนื่องจากก็ใช่ว่าจะมีผู้ที่เห็นด้วยกับ "วิธีการต่อสู้" ของนักรบมลายูปาตานีเสมอไป

บทสัมภาษณ์พิเศษของ "สรายุทธ สกุลนาสันติศาสน์" หรือ "หมอดิง" ที่ เคยเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในสังคมชายแดนใต้เมื่อเกือบยี่สิบปีที่ แล้วในฐานะแกนนำการชุมนุมประท้วงอันยืดเยื้อที่มัสยิดกรือเซะก็ให้ภาพถึง พัฒนาการทางความคิดของขบวนการใต้ดิน โดยเฉพาะบีอาร์เอ็น โคออดิเนต ตลอดจนบทวิพากษ์ทั้งต่อรัฐไทยในประเด็นการรับมือกับความขัดแย้งและต่อ ขบวนการติดอาวุธในปัจจุบันที่แท้จริงแล้วไม่อยู่บนพื้นฐานของ "อิสลาม" ซึ่งตัวเขาเองมีประสบการณ์ในการต่อรองกับทั้งสองฝ่ายอย่างเข้มข้นเมามัน

การสู้กับ "ชาตินิยม" ด้วย "อิสลาม" จึงเป็นข้อเสนอของอดีตผู้นำมวลชนซึ่งถูกตั้งข้อหา "กบฏ" ผู้นี้ ทว่ารูปธรรมที่ก่อตัวขึ้นในสถานการณ์ร่วมสมัยคือการพยายามก่อร่างโครงการ ชุมชนศรัทธาในหลายหมู่บ้านที่ชายแดนภาคใต้เพื่อจัดการกับปัญหาอันหลากหลาย ด้านที่ชุมชนต้องเผชิญด้วยแนวคิดทางศาสนา โดยให้ความสำคัญกับ "อีหม่าม" และผู้รู้ทางศาสนาในชุมชนให้เป็นหนึ่งในแกนหลักในการพัฒนาชุมชน โดยตรวจสอบถ่วงดุลกันทั้งทางโลกและทางศาสนา

ในอีกด้านหนึ่งที่ถ่วงดุลกัน คือ ทัศนะของลุงนำ แววทองคำ ชาวบ้านในตำบลตาลีอายร์ อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี ในคอลัมน์ "ผลึกคิด" ที่ให้มุมมองเตือนสติต่อผู้ที่อยู่ในท่ามกลางไฟความรุนแรง

แต่ถึงแม้ว่าชุมชนจะมีการปรับตัวที่จะก้าวไปข้างหน้า หรือรับมือกับสิ่งที่ต้องเผชิญอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันอย่างไร เงื่อนไขความขัดแย้งเชิงโครงสร้างก็ยังดำรงอยู่ โดยที่ยังไม่มีการปรับตัวจากภาครัฐมากนัก

เรื่องเก่าซ้ำซากอย่างโครงการสร้างเขื่อนสายบุรี ที่กรมชลประทานกำลังปัดฝุ่นขึ้นมาอีกครั้ง ทั้งที่สวนทางกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่ และดูเหมือนว่าการสร้างเงื่อนไขจากโครงการของรัฐเหล่านี้ จะยังไม่ได้รับการตระหนักว่า ส่งผลต่อสถานะความเป็นพื้นที่สีแดงอย่างไร ทั้งหมดสะท้อนอยู่ในสกู๊ปพิเศษเรื่อง "ปมร้าวแห่งทัศนะชุมชน บนเงื่อนไขซ้ำซาก จากอุทยานบูโด ถึงเขื่อนสายบุรี" ของ ธนก บังผล

นอกจากนี้ กลุ่มพลังที่ถูกเรียกร้องให้มีการทบทวนและเปลี่ยนแปลงบทบาทของตัวเองอีก กลุ่มคือกลุ่มภาคประชาสังคมที่ทำงานเกี่ยวกับสถานการณ์ความรุนแรง รายงานพิเศษ "พิเคราะห์พิจารณ์ ภาคประชาสังคมชายแดนใต้" ของ เอกรินทร์ ต่วนศิริ ได้สำรวจความเห็นในการทบทวนตัวเองของคนที่ทำงานในกลุ่มภารกิจต่างๆ ทั้งด้านเยียวยา ด้านสันติวิธี และด้านสิทธิมนุษยชนและช่วยเหลือด้านกฎหมาย พร้อมทั้งชี้แนวโน้มและความเป็นไปได้ของการร่วมมือกัน

ในขณะที่แง่งามวิถีชีวิตผู้คนในพื้นที่ความแห่งความรุนแรงก็ยังคงดำเนิน อยู่อย่างต่อเนื่อง โดยที่ทั้งปรับตัวและทั้งเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับบริบทแวดล้อมที่พลวัตร ณรรธราวุธ เมืองสุข ฉายภาพใน "ธุรกิจสวนวิกฤต..ร้านทอง" ว่าแม้จะประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจรุมเร้า แต่ความนิยมสวมใส่ทองของวัฒนธรรมคนมลายูได้ทรงธุรกิจดังกล่าวนี้ไม่ให้หนักหน่วงตามไปมากนัก

นอกจากนี้ "แหวนมลายู : ตัวตนกับความหมายบนเรียวนิ้ว" ที่ สมัชชา นิลปัทม์ สะท้อนเรื่องราวและที่มาที่ไปของวัฒนธรรมการสวมใส่แหวนหัวพลอยของชาวมลายูปา ตานีบนฐานคติความเชื่อทางศาสนา ตลอดจนความเป็นไปของ "วิชาชีพ" เฉพาะด้านอันเก่าแก่ของช่างแหวนแห่งสายบุรี

ขณะที่ วิน วนาดร เขียนเรื่องสั้น "อุบาย" ที่ให้ภาพความขัดแย้งย่อยที่ดำรงอยู่ภายใต้ความขัดแย้งใหญ่เหนือพื้นที่ชายแดนภาคใต้ได้อย่างคมคาย

ในดีพเซ้าท์บุกกาซีนฉบับนี้ ยังคงตั้งใจถอดบทเรียนความขัดแย้งจากพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลกเพื่อพินิจถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ณ ชายแดนใต้ ตติกานต์ เดชชพงศ พยายามอธิบายผ่านรายงานของเธอใน "ศึกภายในปาเลสไตน์ ปัจจัยดับฝันสันติภาพ" โดยขยายภาพจากวิกฤตที่ฉนวนกาซาเมื่อต้นปีด้วยการพิจารณาถึงความขัดแย้งภายใน ขบวนการต่อสู้ของชาวปาเลสไตน์ที่ส่งผลให้การต่อรองทางการเมืองต้องพลิกผันไป

เหล่านี้ ล้วนเป็นเนื้อหาที่บรรจุอยู่ในดีพเซ้าท์ บุกกาซีน เล่ม 4 ฉบับ "Change ไฟใต้" ที่ให้ภาพการต่อรองทางการเมืองในแง่มุมอันหลากหลาย ไม่เฉพาะการเมืองที่ "ทำลาย" การเมืองระหว่างกลุ่มพลังสำคัญของรัฐไทยเท่านั้น หากแต่ยังจับจ้องไปยังความเคลื่อนไหวต่อรองซึ่งกันและกันระหว่างชาวบ้านใน พื้นที่ด้วยกันเอง กลุ่มขบวนการติดอาวุธ หรือแม้แต่กลุ่มองค์กรในภาคประชาสังคม

การต่อรองกันลักษณะนี้นี่เองอาจเป็นรูปธรรมของ "การเมือง" ที่นำ "การทหาร" โดยที่ทางกองทัพอาจถูกวางตัวให้เป็นเพียงแค่ผู้เล่นคนหนึ่งที่ต้องลดละบทบาท ของการเป็น "พระเอก" ไป

หมายเหตุ : ดีพเซ้าท์ บุกกาซีน ฉบับดังกล่าวจะวางขายตามร้านหนังสือทั่วไปในปลายเดือนนี้ ในกรณีที่ต้องการติดต่อสั่งซื้อโดยตรง กรุณาแจ้งไปยัง ตู้ ปณ.160 ปณจ.สามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400 อีเมล์ info@deepsouthwatch.org หรือโทรศัพท์ 081-713 4949 หรือ 073-312 302 หรือติดต่อโดยตรงที่ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ อาคารบ้านพักรับรอง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี

 

ลงทะเบียนรับข่าวสาร |
RSS Feed Twitter
บล็อกล่าสุด
อย่าปล่อยให้ จีที 200 กลายเป็นเครื่องมือการเมือง
Summarizing Six Years of the Southen Fire: Dynamics of Insurgency and Creation of the New Imagined Violence
สรุปหกปีไฟใต้: พลวัตการก่อความไม่สงบกับการสร้างจินตกรรมของการก่อความรุนแรง
อัตลักษณ์นักศึกษามุสลิมกับปัญหาการอยู่ร่วมในรั้วมอ.หาดใหญ่
วิวาทะการทำหน้าที่สื่อมวลชนแบบไทยไทยที่ชายแดนใต้กับการโต้ตอบของคนสามจังหวัด
อัตลักษณ์
บทเรียนจากเครื่อง จีที 200 - 1 ชั่วโมงเต็ม
VIS Report: Surveillance of Injuries over the past 3 years (January 2007 - December 2009)
ทหารไม่เปลี่ยนใจ ยังคงมั่นใจในความแม่นยำของเครื่องจีที 200 ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ และระบุว่า จะใช้งานเครื่องจีที 200 ต่อไป"
ภายใต้ดวงอาทิตย์ประเทศสารขัณฑ์ ไม่มีอะไรที่รัฐบาล ทหาร ตำรวจ ทำไม่ได้
จดหมายเปิดผนึก: กองทัพบกต้องเลิกใช้ GT200 และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ
จีที 200 :คนใช้ก็อันตราย คนตกเป็นเป้าหมายก็สูญเสีย
ผ่าการ์ด GT200 แม่ง ขาวโอโม ดีจัง ไม่เห็นอะไรเลย
สิทธิวิวาทะ...ชาวบ้านเขียนกฎหมาย ได้จริงหรือ?
GT200 ตรวจจับความไม่โปร่งใสในการสั่งซื้อ ได้แม่นยำกว่าระเบิด
ใครช่วยไปปราบเซียนทีเถิด รุ่นนี้มีแบตด้วย ปล่อยไว้นานความเชื่อจะซึมลึก เป็นภัยมหันต์
โปรดฟังชัดๆ อีกครั้ง ll โยนกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีลงพื้นที่อธิบาย นอกจากนี้ยังจะฉวยโอกาสซื้อของที่แพงกว่าจีที 200 !!!
นักข่าวพลเมือง สื่อใหม่ขับเคลื่อนสังคมไทย
CNN แฉ GT200 ที่ทหารไทยใช้ ลวงโลก แหกตา
วิพากษ์ภาพยนตร์โฆษณา “ตลาด” และ “รถเมล์” กับการลดความรุนแรงต่อสตรีในสังคมไทย