ความรุนแรงกดดัน : เฝ้าระวังความอดกลั้น‘มวลชน’

DeepSouthWatch's picture
ซากีย์ พิทักษ์คุมพล
สถาบันสันติศึกษา ม.สงขลานครินทร์
ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้
 

 

          สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ที่ดูราวว่าจะถูกลืมเลือนไปจากการรับรู้และสนใจของสังคมไทย  แต่ก็กลับกลายเป็นข่าวที่ได้รับความสนใจอีกครั้งหนึ่งในพื้นที่สื่อสารมวลชนต่างๆ ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา นับแต่เหตุการณ์มุ่งโจมตีและเผาทำลายร้านค้าต่างๆ ในตัวเมืองยะลา การลอบทำร้ายครูและโจมตีเจ้าหน้าที่ชุดคุ้มครองครูในพื้นที่ต่างๆ ของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในช่วงการเปิดภาคเรียนใหม่ เรื่อยมาจนถึงเหตุการณ์คาร์บอมบ์ใน อำเภอยี่งอ จังหวัดนราธิวาส

          และล่าสุดที่น่าสลดใจและสร้างแรงสั่นสะเทือนให้เกิดเป็นอย่างยิ่ง คือ เหตุการณ์ที่คนร้ายบุกเข้าไปยิงชาวบ้านขณะกำลังละหมาดในมัสยิดอัลฟุรกอน ตำบลจวบ อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส ซึ่งเหตุการณ์ในทำนองนี้เคยเกิดขึ้นในพื้นที่ที่มีความขัดแย้งสูง เช่น ปาเลสไตน์ มาแล้ว

          คงมีคำตอบที่หลากหลายในการอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา อย่างน้อยก็มีคำอธิบายสองชุดที่จะปรากฏออกมาสู่สาธารณชน ชุดแรกคงเป็นคำอธิบายจากเจ้าหน้าที่รัฐที่รับผิดชอบการแก้ปัญหา กับอีกชุดหนึ่งเป็นคำอธิบายจากชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งคงเป็นเรื่องยากที่จะทำให้คำอธิบายทั้งสองชุดตรงกัน

          ประเด็นดังกล่าวคงไม่น่าสนใจเท่ากับความรู้สึกของประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ ณ ช่วงเวลานี้ หากพิจารณาประชาชนในพื้นที่ออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ คือ ภาคธุรกิจและประชาชนทั่วไป สำหรับกลุ่มแรกคงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าความรุนแรงกำลังทดสอบความอดทนอดกลั้นของพวกเขาอยู่ หากสถานการณ์ดำเนินเช่นนี้ต่อไปอีกระยะหนึ่ง ทางออกที่อาจเป็นไปได้ คือ รวมกลุ่มกันเพื่อสร้างแรงกดดันบีบให้รัฐบาลใช้มาตรการที่เด็ดขาดหรือในทางตรงกันข้ามก็คือการย้ายออกจากพื้นที่เพื่อแหล่งทุนใหม่ที่มีความมั่นคงมาก

          สำหรับประชาชนทั่วไปในกลุ่มที่สอง ทางเลือกคงมีไม่มากเท่ากับคนกลุ่มแรก ความรุนแรงคงผลักให้คนกลุ่มนี้เลือกที่จะเอาตัวรอดในสถานการณ์เฉพาะหน้า นั่นคือถอยห่างจากรัฐหรือกลไกของรัฐมากที่สุดเท่าที่จะทำได้  ส่งผลให้ช่องว่างระหว่างรัฐกับประชาชนถ่างกว้างยิ่งขึ้น ประการต่อมาผลของความรุนแรงจะทำให้สายสัมพันธ์ระหว่างผู้คนที่แตกต่างกันทางวัฒนธรรมและศาสนาเลวร้ายมากยิ่งขึ้น ท้ายสุดก็จะบานปลายเป็นปัญหาความมั่นคงของสังคมในอนาคต

          เมื่อพิจารณาเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในรอบสัปดาห์ คำถามก็คือความรุนแรงที่เกิดขึ้นต่อประชาชนทุกกลุ่ม ทั้งพุทธและมุสลิม ทั้งนักธุรกิจผู้ประกอบการ เจ้าหน้าที่รัฐ ครู ทหาร ตำรวจ รวมทั้งชาวบ้านประชาชนทั่วไป กำลังพยายามสื่อสารอะไรกับสังคม หรือส่งถึงรัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงต่างๆ ที่รับผิดชอบการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้

          เพื่อเป็นการลองทำความเข้าใจกับปรากฏการณ์ความรุนแรงในครั้งนี้ บทความชิ้นพยายามวิเคราะห์นัยสำคัญของเหตุการณ์ เพื่อชวนให้สังคมได้คิดวิเคราะห์สถานการณ์อย่างรัดกุมมากยิ่งขึ้น

          เป็นไปได้หรือไม่ว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นตอกย้ำให้ช่องว่างของการมาตรการแก้ไขปัญหาในปัจจุบัน นับแต่เกิดเหตุการณ์รัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงพยายามลองถูกลองผิดกับวิธีการคลี่คลายปัญหา มีการนำมาตรการทางการทหารควบคู่กับมาตรการทางการเมืองมาใช้ในพื้นที่ มีการใช้เครื่องมือพิเศษเพื่อช่วยให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาทิเช่น กฎอัยการศึก และ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งอาจทำให้ตัวเลขสถิติต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

          อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง และคุณภาพของความรุนแรงที่เกิดขึ้น ในแต่ละช่วง กลายเป็นคำถามที่สร้างความไม่มั่นใจต่อแนวทาง มาตรการ และเครื่องมือพิเศษต่างๆ ที่รัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะถึงแม้ว่าจำนวนเหตุการณ์ความรุนแรงจะลดลง แต่ก็ไม่ส่งผลต่อภาพรวมของสถานการณ์ที่ความหวาดกลัวซึ่งเป็นผลพวงของความรุนแรงยังเกาะกุมครอบคลุมแทบทุกพื้นที่

          ล่าสุดรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ได้มอบหมายให้มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ศึกษาประเมินผลการปฏิบัติใช้ พ.ร.ก. บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินและมีแนวโน้มว่าเครื่องมือพิเศษชนิดนี้กำลังจะถูกแทนที่ด้วยยาขนาดใหม่ที่ชื่อว่า พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือกฎหมาย กอ.รมน.ที่รัฐบาลภูมิใจเสนอ

          หากลองให้เดาใจผู้ที่กำลังปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่ หลายฝ่ายก็คงยินดีต้อนรับเครื่องมือพิเศษชนิดใหม่นี้ เพราะอย่างน้อยที่สุดก็ยังคงทำให้รัฐและหน่วยงานต่างๆ สามารถประวิงเวลาให้แรงกดดันต่างๆ ที่ถาโถมเข้ามาลดน้อยลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันเกิดกระแสเรียกร้องให้รัฐบาลเจรจากับกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความไม่สงบ หรือแม้กระทั่งในแวดวงวิชาการที่มีการพูดคุยถึงการออกแบบการปกครองที่เหมาะสม สอดคล้องกับประเพณีและวัฒนธรรมของคนในพื้นที่

          กระนั้นก็ตามหากรัฐหรือหน่วยงานต่างๆ วิเคราะห์ความรุนแรงอย่างลึกซึ้งในรอบสัปดาห์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การยิงประชาชนในมัสยิดและมีผู้เสียชีวิตจำนวนมากนั้น สามารถสร้างแรงกระเพื่อมขึ้นในกลุ่มประเทศประชาคมมุสลิม เพราะคงมีการหยิบฉวยเหตุการณ์นี้ไปเป็นประโยชน์ในการเรียกร้องกลุ่มประเทศเหล่านั้นหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องให้มาสนใจเหตุการณ์ในภาคใต้ และสร้างแรงกดดันต่อรัฐบาลไทยต่อวิธีการแก้ไขปัญหามากยิ่งขึ้น เมื่อถึงเวลานั้นประเทศไทยอาจจะถูกรุกจากแรงกดดันหลายๆ ด้าน เมื่อเป็นเช่นนี้โจทย์จึงตกอยู่กับรัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้

          ดังนั้นถึงเวลาแล้วหรือยังที่รัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้ความสำคัญกับแนวทางการแก้ไขปัญหาที่มากกว่าเครื่องมือพิเศษที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐในการแก้ปัญหา เป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีการนิยามการแก้ไขปัญหาแบบใหม่ด้วยจิตนาการที่สร้างสรรค์ (creativity) และข้ามผ่านมุมมองความคิดแบบยึดติด (rigidity) กรอบความคิดแบบชาตินิยมสุดขั้ว

          คงถึงเวลาแล้วที่รัฐบาล ฝ่ายความมั่นคง และภาคประชาชนต้องนั่งลงคิดร่วมกันเพื่อแสวงหาทางเลือกใหม่กับประชาชนในพี้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้  ก่อนที่ความรุนแรงจะผลักดันให้ทุกฝ่ายเข้าสู่จุดอับทางตันของความอดกลั้น
 

Comments

หาอนาคตประเทศไทย

 

มองหาอนาคตประเทศไทย.........                                                                               นายอิสมาอีล เจ๊ะนิ[1]
            สังคมไทยเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมที่มีความหลากหลาย และมีความโดดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวอยู่แล้ว แต่ท่ามกลางความก้าวล้ำของสังคม ส่งผลให้ การเมือง เศรษฐกิจ วิถีชีวิตเปลี่ยนตามไปด้วย แม้จะมียุทธศาสตร์ในการแก้ปัญหามากมาย แต่โดยรวมแล้วก็ไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร แล้วอนาคตล่ะ เราฝันอยากจะเห็นประเทศไทยเราเป็นอย่างไร ในขณะที่ทุกวันนี้สังคมไทยเราอยู่ในสภาพไร้อนาคต
สังคมไทยประสบปัญหาหลายๆด้าน  ด้านสังคมที่ออกจะเห็นชัดคือ เรื่องของสิทธิเสรีภาพและความไม่เท่าเทียมกัน โดยเฉพาะความเหลื่อมล้ำระหว่างสังคมชนบทกับสังคมเมืองเป็นต้น หากมองในเชิงเศรษฐกิจก็ถือเป็นเรื่องที่น่ากลัว โดยเฉพาะสภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจของโลก ที่ส่งผลให้ประเทศไทยไร้ทิศทางในการกำหนดยุทธศาสตร์การลงทุน การหารายได้ และการบริหารทางการเงิน อาจเป็นเพราะการขาดความรอบคอบ ขาดวิสัยทัศน์ และขาดจริยธรรมในการบริหารของรัฐ ทำให้รัฐเสียเปรียบในการวางโครงสร้างพื้นฐาน และยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจโดยรวมก็เป็นได้ ส่วนในด้านการเมืองทั้งประเด็นการซื้อเสียง การคอร์รับชั่น ความเป็นธรรม การแก่งแย่งผลประโยชน์ จนทำให้คนส่วนใหญ่หมดความหวังกับการปฏิรูปการเมืองอย่างไม่น่าเชื่อ ยังไม่นับรวมถึงสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ที่ตกอยู่ในวังวงอันซับซ้อนของปัญหาที่ไม่สามารถหาทางออก กับเรื่องที่น่ากลัวไปกว่านั้น คือความแตกแยกของคนไทยที่มีการแบ่งพรรคแบ่งพวกที่ไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อน  เหล่านี้นับเป็นปัญหาหลักที่ทำให้ประชาชนต้องแบกรับภาระอันหนักอึ้งมิใช่น้อย  จึงเป็นเรื่องใหญ่ที่สังคมไทยต้องรีบเร่งหาอนาคตใหม่ที่ลงตัว  สิ่งซึ่งแรกที่ต้องสร้างนั่นคือ การสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน โดยเฉพาะความเชื่อมั่นที่มีต่อคุณภาพชีวิตพื้นฐาน และสวัสดิการหลักที่จำเป็น  กอปรกับการได้รับสิทธิเสรีภาพและความเท่าเทียมทางสังคมอย่างรอบด้าน สิ่งซึ่งที่สองที่จำเป็นมากสำหรับอนาคตไทย ณ วันนี้ คือ การสร้างความสมดุลในการบริหารรัฐ คือ ความสมดุลระดับพื้นที่ ระดับภูมิภาค และระดับชาติ ที่อยู่ภายใต้ความยืดหยุ่นที่สามารถปรับสภาพของการเปลี่ยนแปลงทั้งสังคมไทยและสังคมโลก โดยวางอยู่บนหลักการบริหารภายใต้ยุทธศาสตร์ชุมชนเข้มแข็ง ภูมิภาคก้าวไกล และประเทศชาติมั่งคงเป็นฐาน สิ่งซึ่งที่สามที่ต้องสร้างอย่างรีบด่วน คือการปฎิรูปการเมืองให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ คือประชาธิปไตยที่แสดงการมีอยู่ของอำนาจอธิปไตยที่แท้จริงให้กับประชาชนในทุกระดับ หมายความว่าประชาชนมีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างเสรี เปิดกว้าง   สิ่งซึ่งสุดท้ายเป็นเรื่องที่ท้าทายสำหรับสังคมไทยก็เป็นได้ โดยเฉพาะความขัดแย้ง แตกแยกที่เกิดขึ้นทุกภูมิภาค ที่สังคมไทยจำเป็นต้องสร้างอนาคตใหม่ภายใต้ยุทธการ รู้รักสามัคคี  หมายความว่า รู้ความแตกต่าง รักความยุติธรรม  อยู่อย่างสมานฉันท์  สิ่งซึ่งทั้งหมดคือการหนีกับดักสังคมที่ไร้อนาคตเหล่านั้นก็เป็นได้
แน่แท้สังคมไทยไม่ใช่ของใครที่ไหนเป็นของทุกคน คือทุกคนต้องเชื่อ และตั้งมั่นในความเป็นสังคมไทยที่มีความฉกาจในเรื่องการบริหารอันมีทั้งศาสตร์และศิลป์ที่หากลุ่มอื่นใดมาเทียบ  หากแต่อยู่ที่สังคมไทยเปลี่ยนวิธีคิด ปัญหาทั้งสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ก็หาไร้น้ำยาไม่  เพียงแต่ต้องหาความลงตัว หาความหลากหลาย หาความสมดุล อันเป็นหัวใจสำคัญที่สังคมไทยมีอยู่แล้วขับเคลื่อนไปพร้อมๆกัน เชื่ออย่างบริสุทธิใจว่าอนาคตไทยที่ฉันฝัน ไม่ไกลเกินเอื้อม.
 
 
 


[1]นักศึกษาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาความขัดแย้งและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่
ลงทะเบียนรับข่าวสาร |
RSS Feed Twitter
บล็อกล่าสุด
อย่าปล่อยให้ จีที 200 กลายเป็นเครื่องมือการเมือง
Summarizing Six Years of the Southen Fire: Dynamics of Insurgency and Creation of the New Imagined Violence
สรุปหกปีไฟใต้: พลวัตการก่อความไม่สงบกับการสร้างจินตกรรมของการก่อความรุนแรง
อัตลักษณ์นักศึกษามุสลิมกับปัญหาการอยู่ร่วมในรั้วมอ.หาดใหญ่
วิวาทะการทำหน้าที่สื่อมวลชนแบบไทยไทยที่ชายแดนใต้กับการโต้ตอบของคนสามจังหวัด
อัตลักษณ์
บทเรียนจากเครื่อง จีที 200 - 1 ชั่วโมงเต็ม
VIS Report: Surveillance of Injuries over the past 3 years (January 2007 - December 2009)
ทหารไม่เปลี่ยนใจ ยังคงมั่นใจในความแม่นยำของเครื่องจีที 200 ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ และระบุว่า จะใช้งานเครื่องจีที 200 ต่อไป"
ภายใต้ดวงอาทิตย์ประเทศสารขัณฑ์ ไม่มีอะไรที่รัฐบาล ทหาร ตำรวจ ทำไม่ได้
จดหมายเปิดผนึก: กองทัพบกต้องเลิกใช้ GT200 และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ
จีที 200 :คนใช้ก็อันตราย คนตกเป็นเป้าหมายก็สูญเสีย
ผ่าการ์ด GT200 แม่ง ขาวโอโม ดีจัง ไม่เห็นอะไรเลย
สิทธิวิวาทะ...ชาวบ้านเขียนกฎหมาย ได้จริงหรือ?
GT200 ตรวจจับความไม่โปร่งใสในการสั่งซื้อ ได้แม่นยำกว่าระเบิด
ใครช่วยไปปราบเซียนทีเถิด รุ่นนี้มีแบตด้วย ปล่อยไว้นานความเชื่อจะซึมลึก เป็นภัยมหันต์
โปรดฟังชัดๆ อีกครั้ง ll โยนกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีลงพื้นที่อธิบาย นอกจากนี้ยังจะฉวยโอกาสซื้อของที่แพงกว่าจีที 200 !!!
นักข่าวพลเมือง สื่อใหม่ขับเคลื่อนสังคมไทย
CNN แฉ GT200 ที่ทหารไทยใช้ ลวงโลก แหกตา
วิพากษ์ภาพยนตร์โฆษณา “ตลาด” และ “รถเมล์” กับการลดความรุนแรงต่อสตรีในสังคมไทย