ดร.มิลเลอร์คือใคร

khal-doon's picture

 

 

จากต้นน้ำเดียวกันคือ อาดัมกับ ..........อีฟ  เมื่อถึงยุคพระเยซู(นบีอีซา)

ต้นน้ำนี้ก็แตกออกเป็นสองสาย 

จากเตาร็อตถึงอัลกรุอ่าน

ครั้งหนึ้งหมู่ญิน(มีลักษณะโปร่งใส)ได้ไปแอบฟังท่านนบีมูฮัมหมัดอ่านอัลกรุอ่าน และมวลหมู่ญินได้ไปบอกพวกพ้องว่าอัลกรุอ่านกับเตาร็อตมีความเชื่อมโยงกัน ดังนั้นมวลหมู้ญินก็ได้ประกาศถึงการเป็นพระเจ้าของอัลลอฮและศาสนทูตของพระองค์

ดร.มิลเลอร์คือใคร

 

เรียบเรียงโดย วาริษาฮ์ อัมรีล

 

ดร.แกรี่ มิลเลอร์เป็นมิชชันนารีคริสต์ที่เปลี่ยนมารับอิสลามในปี 1978 ปัจจุบันเขาเป็นนักการศาสนาและนักเผยแพร่อิสลามชื่อเสียงโด่งดังมาก เนื่องจากดร.มิลเลอร์เป็นนักคณิตศาสตร์ ตรรกะและเหตุผลจึงสำคัญมากสำหรับเขา และเขาได้นำความรู้เหล่านี้มาประยุกต์เมื่อหยิบเอาอายะฮ์ต่างๆ ในอัล-กุรอานขึ้นมาอธิบาย แบบง่ายๆ แต่น่าทึ่ง มีเหตุผลรองรับสอดคล้องกันไปหมด หนังสือเล่มสำคัญของเขาคือ มหัศจรรย์แห่งอัล-กุรอาน (The Miracle of Quran) ขายดีติดอันดับตลอดกาลของหนังสืออิสลาม (หมายเหตุ: แค่ที่ยกตัวอย่างมาข้างล่างก็งงแล้วละว่าคิดออกมาได้ยังไง??)

 

ดร.มิลเลอร์ เป็นชาวแคนาดา จบปริญญาเอกด้านคณิตศาสตร์ และมีความเชี่ยวชาญด้านเทววิทยา เขาเกิดในครอบครัวชาวคริสต์ เคยทำงานกับคณะมิชชันนารีเผยแพร่ศาสนา จึงแตกฉานในคัมภีร์ไบเบิ้ล ต่อมาเขาอ่านอัล-กุรอานมีเป้าหมายเพื่อหาข้อผิดพลาดของคัมภีร์ และนำมายืนยันกับชาวมุสลิมให้เปลี่ยนไปรับคริสตศาสนา ดร.มิลเลอร์คาดหวังว่า อัล-กุรอานจะเป็นหนังสือโบราณอายุกว่า 1,400 ปี เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับทะเลทรายและอื่นๆ แต่เขากลับประหลาดใจว่านอกจากอัล-กุรอานจะไม่มีข้อผิดพลาดแล้ว เขากลับพบความจริงที่มิอาจปฏิเสธได้

 

ดร.มิลเลอร์พบว่า คัมภีร์เล่มนี้หาได้เหมือนกับหนังสือเล่มใดๆ ในโลก เขาพยายามหาเรื่องราวต่างๆ อาทิเช่น ภาวะเศร้าโศกเสียใจของนบีมุฮัมมัด (ซ.ล.) ยามที่สูญเสียภรรยา ลูกชายและลูกสาว แต่ก็ไม่เจอ และที่ทำให้เขางงก็คือ เขาพบซูเราะฮ์หนึ่งในอัล-กุรอ่านชื่อ มัรยัม” (พระนางมารี) ซึ่งยกย่องให้เกียรติพระนางมารีอย่างมาก ซึ่งในไบเบิลหรือหนังสือที่เขียนโดยคริสเตียนก็ไม่ขนาดนี้ ในขณะเดียวกันดร.มิลเลอร์กลับไม่พบซูเราะฮ์ที่ตั้งชื่อตาม ฟาติมาฮ์บุตรสาวท่านนบีมุฮัมหมัด หรือ อาอิชาฮ์ภรรยาท่านนบี เขายังพบต่อไปอีกว่าอัล-กุรอานกล่าวถึงชื่อพระเยซู 25 ครั้ง ในขณะที่เอ่ยถึงชื่อ มุฮัมมัดเพียง 4 หนเท่านั้น เขาเลยสับสนหนักขึ้น

 

จากนั้นดร.มิลเลอร์อ่านอัล-กุรอานอย่างตั้งอกตั้งใจมากกว่าเดิม กะว่าคราวนี้ต้องจับผิดให้ได้ แต่ต้องตะลึงเมื่อเจอเข้ากับอายะฮ์สำคัญคือ อายะฮ์ 82 ในซูเราะฮ์ อัน-นิซาอฺ (ผู้หญิง) ที่บอกว่า:

 

พวกเขาไม่พิจารณาดูอัล-กุรอานบ้างหรือ ? และหากว่า อัล-กุรอานมาจากผู้ที่ไม่ใช่อัลลอฮฺแล้วแน่นอนพวกเขาก็จะพบว่าในนั้นมีความขัดแย้งกันมากมาย” (อัล-กุรอ่าน, ซูเราะฮ์ อัน-นิซาอฺ An-Nisaa, อายะฮ์ 82)

 

ดร.มิลเลอร์บอกว่าโองการนี้ เป็นหนึ่งในหลักการวิทยาศาสตร์ที่รู้จักกันดี คือหลักการหาข้อผิดพลาดในทฤษฎี จนกระทั่งทฤษฎีนั้นถูกพิสูจน์ว่าเป็นความจริง (Falsification Test) มันน่าทึ่งมากที่อัล-กุรอ่านท้าทายให้มุสลิมและผู้ที่มิใช่มุสลิมหาข้อผิดพลาดในคัมภีร์ แถมยังบอกอีกว่าไม่มีวันที่ใครจะหาเจอหรอก  เขากล่าวอีกว่า ไม่มีนักเขียนคนใดในโลกนี้ที่หาญกล้าเขียนหนังสือขึ้นมาแล้วบอกว่าหนังสือทั้งเล่มไม่มีข้อผิดพลาดแม้เพียงนิดเดียว, ตรงข้ามกันนั้น, อัล-กุรอานกลับบอกคุณว่า ทั้งเล่มน่ะไม่มีข้อผิดเลย, ท้าทายให้คุณหาข้อผิดให้ได้, และสำทับว่าคุณไม่มีวันหาเจอหรอก!

 

อีกโองการหนึ่งที่ดร.มิลเลอร์นำมาอ้างเสมอคือ อายะฮ์ 30 ในซูเราะฮ์ อัลอัมบิยาอฺ (Al-Anbiyaa หรือ ศาสดา):

 

และบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาเหล่านั้นไม่เห็นดอกหรือว่า แท้จริงชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินนั้นแต่ก่อนนี้รวมติดเป็นอันเดียวกัน แล้วเราได้แยกมันทั้งสองออกจากกัน(*1*) และเราได้ทำให้ทุกสิ่งมีชีวิตมาจากน้ำ(*2*) ดังนั้นพวกเขาจะยังไม่ศรัทธาอีกหรือ (อัล-กุรอ่าน, ซูเราะฮ์ 21 อัลอัมบิยาอฺ Al-Anbiyaa, อายะฮ์ 30)

 

(1)  คือพวกเหล่านั้นไม่ทราบดอกหรือว่า ชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน แต่ก่อนนั้นเป็นสิ่งเดียวกันคือติดกันแล้วอัลลอฮ์ทรงแยกออกจากกัน

 

(2)  คือเราได้ทำให้น้ำเป็นแหล่งที่มาของทุกสิ่งที่มีชีวิต และเป็นสาเหตุของการมีชีวิตมนุษย์ สัตว์ และพืชพันธ์จะมีชีวิตอยู่ไม่ได้ปราศจากน้ำ 

 

ดร.มิลเลอร์บอกว่า โองการนี้ยืนยันโดยผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ซึ่งได้รับรางวัลโนเบลในปี 1973 คือทฤษฎี ‘Great Explosion’ ทฤษฎีนี้บอกว่าจักรวาลถือกำเนิดมาจากการระเบิดครั้งใหญ่ แล้วทำให้เกิดการรวมตัวของจักรวาลซึ่งประกอบไปด้วยอวกาศและดวงดาวต่างๆ 

 

เขากล่าวอีกว่า เอาละเรามาถึงเรื่องที่น่าทึ่งเกี่ยวกับนบีมุฮัมหมัด (ซ.ล.) และที่บอกว่าอัล-กุรอานนำลงมาโดยซาตาน ทั้งนี้พระผู้เป็นเจ้าได้กล่าวว่า:

 

และบรรดามารร้ายทั้งหลายไม่มีโอกาสนำอัล-กุรอานลงมาได้เลย พวกมันไม่มีทั้งความเหมาะสมและความสามารถ (ที่จะนำลงมา) เพราะแท้จริงพวกมันนั้นได้ถูกกีดกัน (ให้ออกไปไกลๆ) จากการได้ยิน (อัล-กุรอ่าน) (อัล-กุรอ่าน, ซูเราะฮ์ 26 อัชชุอะรออฺ Ash-Shuaraa, อายะฮ์ 210-212)

 

ดังนั้น เมื่อเจ้าอ่านอัลกรุอาน ก็จงขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮ์ให้พ้นจากชัยฏอนที่ถูกสาปแช่ง (อัล-กุรอ่าน, ซูเราะฮ์ 26 อัชชุอะรออฺ Ash-Shuaraa, อายะฮ์ 98)

 

คุณเห็นมั้ย? ซาตานจะเขียนอัล-กุรอานขึ้นมาแบบนี้ได้ไง? พวกมันจะเขียนหนังสือบอกให้คุณวิงวอนพระเจ้าให้ปกป้องคุณจากพวกมันทำไม? เหล่านี้เป็นโองการที่วิเศษสุดๆ ในหนังสือมหัศจรรย์เล่มนี้! และก็มีคำตอบที่เป็นตรรกะแก่พวกที่บิดเบือนว่าอัล-กุรอานเขียนโดยซาตานอีกด้วย!

 

และหนึ่งในบรรดาเรื่องราวที่ดร.มิลเลอร์ทึ่งที่สุดก็คือ เรื่องของอบูละฮับ เขาระบุว่า: ชายผู้นี้ (อบูละฮับ) เกลียดชังอิสลามเป็นที่สุด เขาเดินตามท่านนบีไปทุกที่เพื่อหยามเกียรติท่านนบี หากเขาเจอท่านนบีพูดคุยกับคนแปลกหน้า อบูละฮับจะรอจนท่านนบีพูดจบแล้วเข้าไปถามคนแปลกหน้าพวกนั้นว่า: มุฮัมมัดบอกอะไรกับพวกเจ้า?’ หากท่านนบีบอกว่าขาว อบูละฮับจะบอกว่าดำ หากท่านนบีบอกว่ากลางคืน อบูละฮับก็จะบอกว่ากลางวัน อบูละฮับจะบิดเบือนคำพูดของท่านนบีเสมอ เพื่อให้ผู้คนเกิดความคลางแคลงใจ จากนั้นประมาณ 10 ปีก่อนอบูละฮับจะเสียชีวิต อัลลอฮได้ลงซูเราะฮ์หนึ่งลงมาคือ อัลมะซัด (Al-Masad) บอกว่า อบูละฮับจะลงไปอยู่ในนรก หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ อบูละฮับจะไม่มีวันเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม

 

ช่วง 10 ปีนั้นอบูละฮับสามารถพูดได้ว่า: มุฮัมมัดบอกว่าฉันไม่มีวันเป็นมุสลิม ฉันจะต้องลงไปอยู่ในเปลวเพลิงนรก แต่ฉันกำลังบอกอยู่นี่ไงว่า ฉันต้องการเปลี่ยนมารับอิสลาม เป็นมุสลิม ตอนนี้พวกเจ้าคิดยังไงกับมุฮัมมัดล่ะ? เขาพูดความจริงหรือเปล่า? เขาได้รับวะฮีจากพระผู้เป็นเจ้าจริงๆ นะหรือ?” แต่อบูละฮับก็ไม่เคยรับอิสลาม อบูละฮับไม่เคยเชื่อนบีมุฮัมมัดและทำทุกอย่างในทางตรงข้ามหมด แต่มิใช่เรื่องนี้! อีกนัยหนึ่งนบีมุฮัมมัดให้โอกาสอบูละฮับได้พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่านบีพูดผิด! แต่อบูละฮับก็ไม่เคยทำเลยตลอด 10 ปีเต็ม! อบูละฮับไม่เคยเปลี่ยนมารับอิสลามและไม่เคยแสร้งทำว่าเป็นมุสลิมเลยแม้แต่หนเดียว!! ตลอดเวลา 10 ปีเต็มๆ ที่เขามีโอกาสทำลายอิสลามได้ใน 1 นาที! แต่มันก็ไม่เคยเกิดขึ้น เพราะนั่นคือพระวจนะของพระผู้เป็นเจ้า ผู้ทรงรอบรู้ และรู้ว่าอบูละฮับไม่มีวันหันมาเป็นมุสลิม 

 

นบีจะแน่ใจได้อย่างไรในตลอดระยะเวลา 10 ปีนั้นว่า อัล-กุรอานบอกไว้อย่างถูกต้อง หากท่านมิได้รับพระวจนะจากพระผู้เป็นเจ้า? ใครก็ตามที่ท้าทายความเสี่ยงขนาดนั้น, บอกได้อย่างเดียวแหละว่า: เขาต้องได้รับแรงบันดาลใจจากพระผู้เป็นเจ้า

 

มือทั้งสองของอบีละฮับจงพินาศ และเขาก็พินาศแล้ว (*1*) ทรัพย์สมบัติของเขา และสิ่งที่เขาได้ขวนขวายไว้นั้นไม่อาจป้องกันเขาได้เลย ต่อไปเขาจะถูกเผาไหม้ในนรกที่มีไฟลุกโชน (*2*) โดยมีภริยาของเขา เป็นผู้แบกไม้ฟืน ที่คอของนางมีเชือกถักด้วยใยอินทผลัม (*3*) (อัล-กุรอ่าน, ซูเราะฮ์ อัลมะซัด Al-Masad)

 

(1)     ทั้ง 5 อายะฮ์ของซูเราะฮฺนี้ ถูกประทานลงมาเป็นการตอบโต้อบีละฮับ อาของท่านนบี ทั้งนี้เนื่องจากว่าเมื่ออายะฮฺที่ว่า จงตักเตือนวงศาคณาญาติของเจ้าที่ใกล้ชิดจากซูเราะฮฺ อัชชุอะรออฺถูกประทานลงมา ท่านนบีได้ขึ้นไปบนภูเขาอัซซอฟา แล้วเรียกร้องมหาชนให้มาชุมนุมกัน ครั้นเมื่อประชาชนมาชุมนุมล้อมรอบท่านแล้ว ท่านได้กล่าวแก่พวกเขาว่า แท้จริงฉันขอเตือนพวกท่านถึงการเผชิญหน้ากับการลงโทษอย่างแสนสาหัส พวกท่านจงกล่าวคำว่า ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺคำคำนี้พวกท่านจะมีอำนาจเหนือชาวอาหรับ ส่วนชาวต่างชาติก็จะปฏิบัติตามพวกท่านอบูละฮับได้กล่าวว่า ด้วยเหตุนี้น่ะหรือที่เจ้าเรียกพวกเรามาชุมนุม ความพินาศจงมีแด่เจ้าตลอดวันนี้อัลลอฮฺจึงประทานซูเราะฮฺนี้ลงมาเป็นการตอบโต้ว่า มือทั้งสองของอบีละฮับจงพินาศ และเขาก็พินาศแล้ว" ดังนั้นเขาจึงพินาศและประสบหายนะด้วยโรคร้ายแรงจนไม่สามารถจะอาบน้ำศพของเขาได้

 

(2)     เมื่ออัลลอฮฺทรงกริ้วเขาและให้เขาเข้าสู่นรกญะฮันนัม ทรัพย์สินเงินทองที่เขาแสวงหาเอาไว้นั้นไม่อาจจะปกป้องเขาให้พ้นจากการลงโทษได้ เขาจะถูกเผาไหม้ในนรกญะฮันนัมที่มีไฟลุกโชน

 

(3)     ภริยาของเขาคือ อุมมุญะมีล ตาเสียข้างหนึ่งก็จะเป็นผู้แบกฟืนของไฟนรก เพราะนางเป็นผู้ขัดขวางท่านนบีด้วยการวางหนามตลอดทางที่ท่านนบีใช้เดินทางไปละหมาดศุบฮฺ ณ มัสยิดอัลฮะรอม และที่คอของนางจะมีเชือกที่ถักด้วยใยอินทผลัมคล้องคอนางอยู่ เพื่อใช้ดึงนางไปสู่นรกญะฮันนัม

 

ดร.มิลเลอร์ระบุถึงโองการที่ทำให้เขาประหลาดใจ: หนึ่งในความมหัศจรรย์ของอัล-กุรอานคือบอกเรื่องในอนาคตที่มนุษย์ไม่อาจคาดเดาได้เลย การทดสอบ Falsification Test ใช้วิธีค้นหาข้อผิดพลาดจนกว่าทุกอย่างจะถูกพิสูจน์ให้เห็นว่าถูกต้องครบถ้วน ตัวอย่างเช่น มาดูกันว่าอัล-กุรอานระบุเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างชาวมุสลิมและชาวยิวว่าอย่างไร อัล-กุรอานบอกว่า ชาวยิวเป็นศัตรูสำคัญของมุสลิม และคำกล่าวนี้ก็เป็นจริงจนกระทั่งปัจจุบันนี้ ที่ชาวยิวก็ยังคงเป็นศัตรูตัวฉกาจของมุสลิมอยู่นั่นเอง

 

เขากล่าวต่อไปว่า: นี่ถือเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ เพราะชาวยิวมีโอกาสที่จะทำลายอิสลามได้ด้วยการแสร้งทำดีซักไม่กี่ปี เพื่อจะได้พูดว่า: เห็นไหม เราเป็นเพื่อนกับเจ้าแล้วนี่ไง แต่อัล-กุรอานบอกว่าพวกเราเป็นศัตรูคนสำคัญของพวกเจ้า เพราะฉะนั้นอัล-กุรอานน่ะเขียนผิด!แต่เรื่องเหล่านี้ไม่เคยเกิดขึ้นเลยตลอดระยะเวลา 1,400 ปีที่ผ่านมา! และก็ไม่มีวันเกิดขึ้น! เพราะนั่นคือคำพูดของพระผู้อภิบาลหนึ่งเดียว มิใช่คำพูดของมนุษย์

 

ดร.มิลเลอร์บอกว่า: คุณเห็นไหมว่าคำพูดที่ระบุถึงความเป็นปรปักษ์ระหว่างมุสลิมและยิวเป็นการท้าทายจิตใจของมนุษย์อย่างยิ่ง?

 

แน่นอนเจ้าจะพบว่า หมู่ชนที่เป็นศัตรูอันรุนแรงแก่บรรดาผู้ที่ศรัทธานั้นคือชาวยิว และบรรดาผู้ที่ให้มีภาคีแก่อัลลอฮ์(*1*) และแน่นอนเจ้าจะพบว่า บรรดาผู้ที่มีความรักใคร่แก่บรรดาผู้ที่ศรัทธาใกล้กว่า(*2*) พวกเขา(*3*)นั้นคือ บรรดาผู้ที่กล่าวว่าแท้จริงพวกเราเป็นคริสตชน นั่นก็เพราะว่า ในหมู่พวกเขานั้นมีบรรดานักปราชญ์ และบาทหลวง และก็เพราะว่าพวกเขาไม่เย่อหยิ่ง และเมื่อพวกเขา(*4*)ได้ยินสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่รอซูลแล้ว เจ้า(*5*)ก็จะเห็นตาของพวกเขาหลั่งออกมาซึ่งน้ำตา เนื่องจากความจริงที่พวกเขารู้(*6*) โดยที่พวกเขาจะกล่าวว่า โอ้พระเจ้าของพวกข้าพระองค์โปรดได้ทรงจารึกพวกข้าพระองค์ไว้ร่วมกับบรรดาผู้กล่าวปฏิญาณยืนยันด้วยเถิด(*7*) ไม่มีเหตุผลใด ๆ แก่เราที่เราจะไม่ศรัทธาต่ออัลลอฮ์และความจริงที่มายังเรา และเราปรารถนาอย่างแรงกล้าที่พระเจ้าของเราจะทรงให้เราเข้าอยู่ร่วมกับพวกที่ดี ๆ ทั้งหลาย(*8*)   (อัล-กุรอ่าน, ซูเราะฮ์ 5 อัล-มาอิดะฮฺ Al-Maidah, อายะฮ์ 82-84)

 

(1)     หมายถึงพวกมุชริก และพวกที่มิใช่มุสลิมทั่ว ๆ ไปนอกเหนือจากพวกอะฮ์ลุลกิตาบ

 

(2)     คือใกล้กว่าพวกยิว และพวกมุชริก

 

(3)     คือใกล้กว่าพวกยิวและพวกมุชริก

 

(4)     คือพวกที่กล่าวว่า เราเป็นคริสต์ได้ยินโองการที่ถูกประทานลงมาแก่ท่านนบีมุฮัมหมัด

 

(5)     หมายถึงท่านนบีมุฮัมหมัด

 

(6)     คือเนื่องจากโองการที่พวกเขาได้ยินนั้นมีความจริงตรงตามที่พวกเขาเคยรู้มาก่อนจากคัมภีร์ของพวกเขา เช่น กษัตริย์อัน-นะญาชีย์ และบรรดาปุโรหิตของพระองค์ได้ฟังอัล-กรุอานที่ระบุเกี่ยวกับความเป็นจริงของท่านนบีอีซา เป็นต้น

 

(7)     คือผู้ที่กล่าวปฏิญาณตนนับถืออัล-อิสลาม 

 

(8)     คือพวกที่ดำเนินชีวิตอยู่ในวิถีทางของอัลลอฮ์อย่างเคร่งครัด

 

ดร.มิลเลอร์ยังบอกว่าอัล-กุรอานมีสไตล์ของตัวเองต่างหากที่เขารู้สึกว่าช่างวิเศษจริงๆ: อัล-กุรอานเป็นหนังสือที่ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใคร อัล-กุรอานบอกข้อมูลบางอย่างและก็ระบุว่าคุณไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน ตัวอย่างเช่น: 

 

นั่นคือส่วนหนึ่งจากบรรดาข่าวของสิ่งเร้นลับ ซึ่งเราชี้แจงให้เจ้า(*1*)ทราบ และเจ้ามิได้อยู่ ณ ที่พวกเขา(*2*)ขณะที่พวกเขาโยนเครื่องเสี่ยงทายของพวกเขา (เพื่อทราบว่า) ใครในหมู่พวกเขาจะได้อุปการะมัรยัม และเจ้ามิได้อยู่ ณ ที่พวกเขา ขณะพวกเขาโต้เถียงกัน(*3*) (อัล-กุรอ่าน, ซูเราะฮ์ 3 อาละอิมรอน Al-i-Imron, อายะฮ์ 44)

 

(1)  คือท่านนบีมุฮัมหมัด

 

(2)  หมายถึงพวกพระในโบสถ์

 

(3)  คือโต้เถียงกันว่าใครเป็นผู้เหมาะสมที่จะอุปการะนางมัรยัม

 

เหล่านั้นคือส่วนหนึ่งจากเรื่องราวอันเร้นลับที่เราได้วะฮีมายังเจ้า (มุฮัมมัด) เจ้าไม่รู้เรื่องนี้และกลุ่มชนของเจ้าก็ไม่รู้มาก่อนเลย ดังนั้นเจ้าจงอดทน แท้จริงบั้นปลายที่ดีนั้นสำหรับบรรดาผู้ยำเกรง(*1*) (อัล-กุรอ่าน, ซูเราะฮ์ 11 ฮูด Hud, อายะฮ์ 49)

 

(1)  เรื่องราวของนะบีนุห์นี้ ได้นำมาบอกเล่าเพื่อเป็นการปลอบโยนท่านนบีจากการทำร้ายของพวกมุชริกีน

 

นั่นคือส่วนหนึ่งจากข่าวเร้นลับที่เราได้วะฮีแก่เจ้า(*1*) และเจ้ามิได้อยู่กับพวกเขา ขณะที่พวกเขาตกลงกันในเรื่องของพวกเขาและพวกเขาวางแผน (อัล-กุรอ่าน, ซูเราะฮ์ 12 ยูซุฟ Yusuf, อายะฮ์ 102)

 

(1)  นั่นคือข่าวคราวและเรื่องราวของยูซุฟซึ่งเป็นข่าวเร้นลับ เจ้าจะไม่รู้มาก่อนการลงวะฮีเลย แต่เราได้ให้เจ้ารู้เรื่องราวอย่างละเอียด เพื่อให้ความจริงของเจ้าปรากฏขึ้นในการเรียกร้องไปสู่การเผยแพร่ศาสนา


ดร.มิลเลอร์กล่าวต่อไปว่า: ไม่มีคัมภีร์ในศาสนาใดที่เขียนสไตล์นี้ หนังสือเล่มอื่นบอกว่าข้อมูลในหนังสือน่ะมาจากที่ใด เช่น เมื่อไบเบิลบอกถึงเรื่องราวของชนชาติโบราณ ไบเบิลได้บอกว่ากษัตริย์องค์นี้อาศัยอยู่ที่ใด ผู้นำคนนั้นสู้รบในสมรภูมิไหน คนๆ นั้นมีบุตรกี่คน ชื่ออะไรบ้าง และ (ไบเบิล) ก็บอกว่า หากคุณอยากรู้เพิ่มเติมละก้อ คุณไปหาอ่านในหนังสือเล่มใดเพราะเรื่องราวเหล่านี้มาจากหนังสือเล่มนั้น

 

ดร.มิลเลอร์กล่าวต่อไปว่า: ซึ่งคนละเรื่องกันกับอัล-กุรอานที่บอกเรื่องราวกับคุณ แล้วบอกคุณว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่! และที่น่าทึ่งก็คือ ชาวเมืองเมกกะในยุคนั้น (ที่อัลลอฮลงโองการต่างๆ ลงมา) ได้ยินโองการเหล่านี้และคำท้าทายว่า เป็นเรื่องใหม่! ชาวเมืองและนบีมุฮัมมัดไม่เคยรู้มาก่อน จนขนาดนั้นแล้วก็ไม่มีใครเคยพูดเลยว่า: เราเคยรู้เรื่องนี้มาแล้ว มันไม่ใช่เรื่องใหม่หรอกไม่มีใครเคยบอกว่า เรารู้ว่ามุฮัมมัดเอาคำพูดเหล่านี้มาจากไหนคำพูดเหล่านี้ไม่เคยเกิดขึ้น! แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ไม่มีใครหาญกล้ามาบอกว่า มุฮัมมัดโกหกพวกเขา เพราะเรื่องเหล่านั้นเป็นเรื่องใหม่ มิได้มาจากมนุษย์ แต่มาจากอัลลอฮผู้รู้แจ้งทั้งอดีต ปัจจุบันและอนาคต

 

ปัจจุบันดร.มิลเลอร์เป็นอาจารย์สอนอยู่ที่มหาวิทยาลัย King Fahd University of Petroleum & Minerals ประเทศซาอุดิอารเบีย เขาเผยแพร่อิสลามให้แก่ผู้คนทั่วไป ทั้งทางวิทยุ และโทรทัศน์ เขียนบทความและหนังสือต่าง ๆ เกี่ยวกับอิสลามออกมามากมาย