บทเรียนหยุดยิงที่ ‘อาเจะห์’ เมื่อแผนสันติภาพเพาะปัญหาใหม่

Romdon's picture

รอมฎอน ปันจอร์
 

          ไม่ว่าผู้ที่อ้างว่าเป็นตัวแทนประชาชนปาตานีที่ไปยืนจับมือกับ พล.อ.ขวัญชาติ กล้าหาญ ในวังโบกอร์ที่อินโดนีเซีย โดยมีรองประธานาธิบดีเจ้าบ้านฉีกยิ้มอยู่ระหว่างกลางจะมีบทบาทชี้นำกลุ่มติดอาวุธในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มากน้อยหรือไม่เพียงใด แต่ภาพที่ปรากฏก็ตอกย้ำให้เห็นชัดเจนว่ากระบวนการเจรจาอันมีฐานะเป็นงานการเมืองอย่างหนึ่งยังมีความเคลื่อนไหวให้เห็นอยู่เลาๆ

          เป็นไปได้ว่าอินโดนีเซียที่เพิ่งผ่านกระบวนการเจรจาสันติภาพที่มีคนกลางจากประเทศที่สามเข้าไปมีส่วนร่วมเพื่อดับไฟสงครามกลางเมืองที่ อาเจะห์' เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา และในระหว่างนี้ก็กำลังดำเนินการสถาปนาสันติภาพขึ้นเหนือพื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศนั้น น่าจะเป็นบทเรียนสำคัญต่อประเทศไทยได้เป็นอย่างดี เพราะหลังการเดินทางเยือนประเทศอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการเมื่อปลายเดือนมีนาคมของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น คณะรัฐมนตรีก็มีมติในวันที่ 3 มิถุนายนที่ผ่านมา ระบุให้มีการแลกเปลี่ยนด้านข่าวกรองระหว่างสองประเทศ และเน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการศึกษากระบวนการสันติภาพในกรณีอาเจะห์ เพื่อเป็นต้นแบบสำหรับการดับไฟที่ชายแดนใต้

          กระบวนการสันติภาพดังกล่าวส่งผลอย่างเป็นรูปธรรมขึ้นหลังจากที่มีการสู้รบด้วยอาวุธมาเป็นระยะเวลาประมาณ 30 ปี ของขบวนการอาเจะห์เสรี (GAM) ที่มีเป้าหมายประกาศเอกราชจังหวัดอาเจะห์ออกเป็นประเทศใหม่ และขณะนี้ข้อตกลงเฮลซิงกิ (Helsinki Accord) ที่เป็นจุดเริ่มต้นการหยุดยิงก็กำลังดำเนินอยู่ทีละขั้น แต่ในขณะนี้ผู้คนในอาเจะห์กำลังเผชิญกับปัญหาใหม่ๆ ที่กำลังท้าทายพวกเขาอยู่  ขณะที่สถานการณ์ที่ชายแดนใต้ของประเทศไทยอาจจะเรียกได้ว่ากำลังก้าวเข้าสู่กระบวนการที่ตามหลังอาเจะห์ไป แม้ว่าระยะห่างจะยังทิ้งช่วงยาวไกลพอควร

          อย่างไรก็ตาม บทเรียนจากเพื่อนบ้านคงไม่ได้ก่อประโยชน์ให้กับฝ่ายที่กำลังพูดคุยอยู่เพียงถ่ายเดียวนั้น หากแต่เป็นบทเรียนที่ทุกคนในสังคมนั้นๆ ควรได้รับรู้เช่นกัน ปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มูลนิธิเอเชียและสถาบันพระปกเกล้าเป็นเจ้าภาพต้อนรับ นายวิรัตมาดินาตา เลขาธิการกลุ่มฟอรั่มเอ็นจีโออาเจะห์ (General of Aceh NGO Forum) เพื่อมาอภิปรายบทเรียนของกระบวนการสันติภาพและข้อท้าทายใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น

          ข้อสรุปของวิรัตมาดินาตาในวันนั้น อาจพอทำให้มองเห็นว่า แม้ว่าจะมีการหยุดยิงจะเกิดขึ้น ส่งผลให้การล้มตายจากสงครามกลางเมืองลดน้อยลง แต่ก็ใช่ว่าสันติภาพจะก่อตัวขึ้นได้โดยง่าย

          เหตุการณ์สึนามิถล่มคาบสมุทรอาเจะห์เมื่อปลายปี 2547  ได้เป็นตัวขับเร่งสำคัญให้กระบวนการเจรจาระหว่าง GAM กับรัฐบาลอินโดนีเซียลุผลในที่สุด หลังจากที่ก่อนหน้านั้นได้มีความพยายามจะต่อช่องพูดคุย (Peace Talk) ไปบ้าง แต่ก็ล้มเหลว กระทั่งข้อตกลงเฮลซิงกิซึ่งจัดทำขึ้นระหว่างที่มีการประกาศใช้กฎอัยการศึกและการกวาดจับกันขนานใหญ่อีกครั้งในช่วงปี 2548

          วิรัตมาดินาตา สรุปความว่า ข้อตกลงดังกล่าวคือกรอบการสร้างสันติภาพซึ่งครอบคลุมใน 3 มิติ ได้แก่ ด้านการจัดการเขตปกครองพิเศษ ซึ่งจะรับผิดชอบโดยรัฐบาลท้องถิ่นของอาเจะห์ ด้านการจัดการความมั่นคง ซึ่งจะมีผู้เกี่ยวข้องสามฝ่าย คือ สหภาพยุโรป GAM และรัฐบาลอินโดนีเซีย และด้านสุดท้ายคือด้านการจัดการสังคม การเมือง กฎหมายและเศรษฐกิจ ซึ่งจะบริหารผ่านกองทุนสันติภาพและการฟื้นฟู

 

          เขตปกครองพิเศษเป็นทางออกสำหรับการเมืองการปกครองที่อาเจะห์ ซึ่งดูเหมือนว่าเนื้อหาของมันจะเป็นสิ่งที่ได้รับการยอมรับแก่ทุกฝ่าย ดังการเลือกตั้งรัฐบาลท้องถิ่นที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ แต่ก็พบว่ายังมีข้อจำกัดในการที่ทำให้ข้อตกลงที่ดีต่างๆ เหล่านั้นก่อรูปเป็นจริงขึ้นมา อาทิเช่น รายได้จากทรัพยากรปิโตรเลียมก็ยังไม่ลงตัว ศาลสิทธิมนุษยชนซึ่งจะรับผิดชอบคดีละเมิดสิทธิฯ ที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นการกระทำของฝ่ายใดก็ตาม การจัดตั้งคณะกรรมการค้นหาความจริงร่วมกัน ฯลฯ ซึ่งพบว่าความอ่อนแอของรัฐบาลอาเจะห์กลับเองส่งผลให้รูปธรรมหลายอย่างไม่เกิดขึ้นจริง

          "โดยตัวของข้อตกลงเฮลซิงกินั้นเป็นเรื่องที่ดีมาก ดีจนกระทั่งฝ่ายเคลื่อนไหวหยุดเคลื่อนไหว แต่ปัญหาคือจะทำอย่างไรที่จะให้เกิดขึ้นจริง"

          เขาอธิบายเพิ่มเติมว่า จริงๆ แล้ว เขตปกครองพิเศษอาเจะห์ก็ไม่ได้แตกต่างกับการปกครองท้องถิ่นในส่วนอื่นๆ มากนัก หากแต่มีรายละเอียดที่เพิ่มเข้ามา อาทิเช่น ภายในพื้นที่พิเศษแห่งนี้จะมีการนิรโทษกรรมฝ่ายขบวนการ GAM มีการจัดตั้งคณะกรรมการค้นหาความจริง รวมถึงการตั้งกองทุนสันติภาพฯ เพื่อทำการช่วยเหลืออดีตนักต่อสู้ เป็นต้น

          แต่ถึงกระนั้น สิ่งที่น่าจะสนใจคือข้อเสนอ เขตปกครองพิเศษ' เช่นนี้ มีปฏิกิริยาอันหลากหลายจากคนอินโดนีเซีย ในมุมของวิรัตมาดินาตา เขาพบว่าประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วย แต่มีนักการเมืองบางคนที่มองว่ารัฐบาลกลางยอมให้กับ GAM มากเกินไป สิ่งที่ตามมามากกว่านั้นคือ มีประชาชนในบางพื้นที่ที่ต้องการได้รับสิทธิเช่นเดียวกันคนอาเจะห์ เช่น การเลือกตั้งท้องถิ่นที่ไม่ต้องสังกัดพรรคการเมือง เป็นต้น

          ขณะที่ด้านความมั่นคง ข้อตกลงเฮลซิงกิได้จัดตั้งคณะผู้สังเกตการณ์อาเจะห์ (AMM) เพื่อเป็นกลไกหลักในการกำกับดูแลกระบนการปลอดอาวุธและลดกำลังพลตามข้อตกลง ซึ่งบุคคลที่มีบทบาทในคณะดังกล่าวก็รวมถึงนายทหารบางส่วนจากประเทศไทยด้วย คณะทำงานดังกล่าวทำหน้าที่เช่นว่า ให้ทางการอินโดนีเซียถอนทหารจำนวน 2.5 หมื่นนายและตำรวจ 6 พันนายออกจากพื้นที่ ในขณะที่ GAM ส่งมอบอาวุธคืนแก่ทางการและปรับสภาพไปเป็นองค์กรภาคประชาสังคม โดยห้ามติดอาวุธอีกต่อไป ทั้งนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีอาวุธอยู่ในพื้นที่อีก

          ส่วนด้านการจัดการสังคม การเมือง และเศรษฐกิจ จะมีกองทุนเพื่อสันติภาพและการฟื้นฟูเพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งและสมาชิกกลุ่มติดอาวุธให้กลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้โดยปกติสุข โดยเฉพาะสมาชิกของ GAM ที่มีอยู่กว่า 1.5 หมื่นคน โดยมีคณะกรรมการ BRA ดูแล กองทุนดังกล่าวนี้มีงบประมาณประมาณ 3 พันล้านรูปี แต่ถึงกระนั้น วิรัตมาดินาตาก็มองว่า การมุ่งช่วยเหลือโดยเอาเงินเป็นตัวตั้งก็อาจจะยังไม่เพียงพอ

          ปัญหาใหญ่ของอาเจะห์หลังกระบวนการสันติภาพคือทำอย่างไรให้นโยบายที่สวยหรูแปรเป็นจริงให้ได้ ในขณะที่ปัญหาใหม่ๆ ก็เข้ามาท้าทายผู้คนในพื้นที่แห่งนี้ โดยเฉพาะสิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนก็คือ ปัญหาอาชญากรรมที่มีสถิติพุ่งสูงขึ้น  ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมๆ กับที่ไม่มีใครสามารถยืนยันข้อมูลได้ชัดเจนว่าจำนวนอาวุธที่ทางสมาชิกกลุ่มเคลื่อนไหวใต้ดินนำมามอบให้กับทางการนั้นยังมีหลงเหลืออีกมากน้อยเพียงใด  ทั้งนี้เพราะตัวเลขในบัญชีส่งมอบนั้นไม่ตรงกับที่มีอยู่จริงมากเช่นกัน

          "ใน GAM เองก็แบ่งเป็นกลุ่มๆ บางกลุ่มเข้าถึงอำนาจ เข้าถึงทรัพยากร ส่วนใหญ่ได้แก่พวกแกนนำ แต่ที่เป็นปัญหาคือ คนที่เข้าไม่ถึง  บางคนก็ยังไม่รู้ว่าจะเข้าสู่สังคมอย่างไร"

          วิรัตมาดินาตา ย้ำว่า จะว่าไปแล้วเรื่องอาชญากรรมหลังยุติความขัดแย้งจะต้องเป็นสิ่งที่ควรวางไว้ในกระบวนการสันติภาพด้วย  ซึ่งเป็นบทเรียนในกรณีของอาเจะห์ที่พบว่า AMM ก็เลิกภารกิจไปเสียเฉยๆ

          ส่วนกลุ่ม BRA ที่ดูแลกองทุนฯ ที่เริ่มต้นด้วยองค์ประกอบอันหลากหลายทั้งนักวิชาการและนักวิชาการ แต่เมื่อรัฐบาลมาเทคโอเวอร์ กลุ่มที่ก่อตั้งเหล่านี้ก็ถอนตัวออกไป ถึงปัจจุบันนี้อาจเรียกได้ว่าองค์กรที่ก่อตั้งตามข้อตกลงสันติภาพเฮลซิงกิไม่ได้ทำงานตามภารกิจให้ลุล่วงสมบูรณ์แต่อย่างใด ในขณะที่กลุ่มต่างชาติที่เข้าให้การช่วยเหลือก็ทยอยกันถอนตัวออกเพิ่มขึ้น หลังจากที่พบเจอปัญหาภายในใหม่ๆ

          ปัญหาสำคัญที่ท้าทายอีกประการเป็นผลมาจากการปรับตัวจากกลุ่มติดอาวุธของ GAM มาเป็นคณะกรรมการเปลี่ยนผ่านแห่งอาเจะห์ (KPA) ซึ่งเป็นองค์กรบนดินที่มีโครงสร้างถอดมาจาก GAM บุคลากรในตำแหน่งก็เป็นคนเดิมที่คุยกันแต่เรื่องเดิมๆ ในขณะที่คนกลางที่เข้ามาสังเกตุการณ์และสรรค์สร้างกระบวนการสันติภาพก็ไม่ได้ติดตามตรวจสอบต่อ

          "คนกลางที่จะเข้าไปทำงานในพื้นที่ความขัดแย้งจะต้องอยู่ให้นาน เพื่อผูกมัดกับคนในพื้นที่ เพื่อติดตามดูว่ากลุ่มติดอาวุธเช่น GAM เปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง"

          ในมุมของเอ็นจีโออย่างเขา วิรัตมาดินาตามองเห็นว่า วินาทีนี้กลุ่มประชาสังคมในอาเจะห์เองก็ยังมีความอ่อนแอและไม่พร้อมที่จะทำงานตรวจสอบและกำกับการเปลี่ยนแปลงของ GAM และรัฐบาลอาเจะห์เพียงพอ บทบาทของคนนอกที่เป็นกลางซึ่งเริ่มหายไปเป็นสิ่งที่เขากังวลยิ่ง

          "เป็นไปไม่ได้หรอกที่จะสร้างสันติภาพได้ในช่วงเวลาแค่ 18 เดือน แม้ว่าแกนนำของ GAM จะได้เข้าไปมีตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลอาเจะห์ก็เถอะ คนชอบพูดกันว่าเรามีสันติภาพแล้ว แต่จริงๆ ข้างในมันไม่ใช่หรอก"

          นอกจากปัญหาอาชญากรรมที่เพิ่มขึ้นจะเป็นสัญญาณที่บ่งให้เห็นแนวโน้มแล้ว เลขาธิการฟอรั่มเอ็นจีโออาเจะห์ ยังชี้ให้เห็นความขัดแย้งครั้งใหม่ที่กลุ่ม Aceh Leuser Antara (ALA) และ Aceh Barat-Selatan (ABAS) ซึ่งเป็นกลุ่มย่อยภายในที่เรียกร้องแยกตัวเป็นเอกราชจากอาเจะห์อีกที นอกจากนี้ ยังมีสัญญาณจากการที่ข้อตกลงเฮลซิงกิไม่ได้มีการระบุถึงกระบวนการผลักดันระบบศาลชะรีอะห์ ซึ่งเคยเป็นข้อเรียกร้องส่วนหนึ่งของความเป็น รัฐอิสลาม' จากแกนนำปีกศาสนาของ GAM ว่าอาจจะเป็นชนวนของความขัดแย้งรอบใหม่

          "หากเกิดอะไรที่มันรุนแรงขึ้นมาอีก ผมก็ไม่รู้สึกแปลกใจอะไรเลย".

 

ลงทะเบียนรับข่าวสาร |
RSS Feed Twitter
บล็อกล่าสุด
Summarizing Six Years of the Southen Fire: Dynamics of Insurgency and Creation of a Vision of Instigating Violence
สรุปหกปีไฟใต้: พลวัตการก่อความไม่สงบกับการสร้างจินตกรรมของการก่อความรุนแรง
อัตลักษณ์นักศึกษามุสลิมกับปัญหาการอยู่ร่วมในรั้วมอ.หาดใหญ่
วิวาทะการทำหน้าที่สื่อมวลชนแบบไทยไทยที่ชายแดนใต้กับการโต้ตอบของคนสามจังหวัด
อัตลักษณ์
บทเรียนจากเครื่อง จีที 200 - 1 ชั่วโมงเต็ม
VIS Report: Surveillance of Injuries over the past 3 years (January 2007 - December 2009)
ทหารไม่เปลี่ยนใจ ยังคงมั่นใจในความแม่นยำของเครื่องจีที 200 ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ และระบุว่า จะใช้งานเครื่องจีที 200 ต่อไป"
ภายใต้ดวงอาทิตย์ประเทศสารขัณฑ์ ไม่มีอะไรที่รัฐบาล ทหาร ตำรวจ ทำไม่ได้
จดหมายเปิดผนึก: กองทัพบกต้องเลิกใช้ GT200 และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ
จีที 200 :คนใช้ก็อันตราย คนตกเป็นเป้าหมายก็สูญเสีย
ผ่าการ์ด GT200 แม่ง ขาวโอโม ดีจัง ไม่เห็นอะไรเลย
สิทธิวิวาทะ...ชาวบ้านเขียนกฎหมาย ได้จริงหรือ?
GT200 ตรวจจับความไม่โปร่งใสในการสั่งซื้อ ได้แม่นยำกว่าระเบิด
ใครช่วยไปปราบเซียนทีเถิด รุ่นนี้มีแบตด้วย ปล่อยไว้นานความเชื่อจะซึมลึก เป็นภัยมหันต์
โปรดฟังชัดๆ อีกครั้ง ll โยนกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีลงพื้นที่อธิบาย นอกจากนี้ยังจะฉวยโอกาสซื้อของที่แพงกว่าจีที 200 !!!
นักข่าวพลเมือง สื่อใหม่ขับเคลื่อนสังคมไทย
CNN แฉ GT200 ที่ทหารไทยใช้ ลวงโลก แหกตา
วิพากษ์ภาพยนตร์โฆษณา “ตลาด” และ “รถเมล์” กับการลดความรุนแรงต่อสตรีในสังคมไทย
วิวาทะการทำหน้าที่ “สื่อมวลชนแบบไทย ไทย ที่ชายแดนใต้ ” : กับการโต้ตอบของคนสามจังหวัด