โพลิกามี่จะดีได้ก็ต่อเมื่อสังคมนั้นดีจริง

 

 

อันนี้เป็นความเห็นและความเชื่อส่วนตัวของผม

โพลิกามี่ในอิสลาม ดูเหมือนเป็นแค่เรื่องครอบครัว แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่

กฎเกี่ยวกับโพลิกามี่ เป็นเหมือนหมุดทางสังคมอีกหมุดหนึ่ง ที่ช่วยชี้ทิศทางในการสร้างสังคมที่สมบูรณ์

เราจะเห็นว่า ทุกครั้งที่มีคนทำโพลิกามี่ แล้วข่าวแพร่ออกไป มันมักจะเป็นประเด็นที่มีการถกเถียงกันอย่างรุนแรง ทั้งๆ ที่หลักการมันทำได้ แต่ความรู้สึกของหลายๆ คนกับรู้สึกว่า ไม่ควรทำ คนในยุคนี้ยังไม่ดีพอที่จะทำ เพราะอะไร? ผมคิดว่า มันมีมูลเหตุที่เข้าใจได้

เหตุผลที่เกิดความย้อนแย้งนี้ขึ้นเสมอ เพราะหลายๆ คนลืมคิดไป ว่าเรื่องนี้ มันไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัวเท่านั้น อะไรที่เป็นหลักการศาสนาที่เกี่ยวกับครอบครัว แปลว่ามันเป็นอะไรที่สำคัญต่อสังคมในภาพรวมเช่นกัน เวลาเราพูดเรื่องโพลิกามี่ จึงไม่ควรจะหยุดกันแค่ว่า เรื่องของใครของมัน ใครชอบก็ชอบ ใครไม่ชอบก็ไม่ชอบ แบบนี้มันจะกลายเป็นแค่ประเด็นถกเถียงที่ไม่สามารถนำไปต่อยอดอธิบายกันได้ ว่าหลักการข้อนี้ ทำให้สังคมดีขึ้นเช่นไร

และบางทีอาจไม่ใช่ว่า โพลิกามี่เป็นเครื่องมือที่ทำให้สังคมมันดี อย่างทีฝั่งขวาพยายามโปรโมทกันจนฝั่งซ้ายหมั่นไส้ กลับกัน มันอาจเป็นหน้าที่ของมุสลิม ที่จะสร้างนิเวศน์ทางสังคมที่ทำให้คนสามารถทำโพลิกามี่ที่โปร่งใสยุติธรรมได้

#แทนที่เราจะโหนโพลิกามี่ว่าดีเช่นนั้นเช่นนี้ #กลับกันบางทีโพลิกามี่จะดีได้ก็ต่อเมื่อสังคมมันดีจริง

นี่เป็นแนวคิดที่ผมพอคิดได้ ผมคิดว่าสังคมที่มีโพลิกามี่ที่ดี ควรจะเป็นสังคมที่การทำโพลิกามี่ เกิดจากอิสระทางการเลือกของบุคคลอย่างแท้จริง นั่นคือไม่ใช่ทำบนฐานของสังคมที่กดขี่ ไม่ใช่ทำบนฐานของสังคมที่ผู้หญิงไม่มีทางเลือก

จะดีที่สุด ถ้าสังคมหนึ่ง แม้จะเป็นไปไม่ได้ที่ทุกคนจะได้แต่งงาน แต่สังคมนั้นมีรากฐานสาธารณูปโภคที่ทำให้ความสะดวกปลอดภัยของผู้หญิง ไม่ได้ขึ้นกับการแต่งงาน หากผู้หญิงคนหนึ่ง เลือกที่จะไม่แต่งงานเพราะไม่เจอคนที่ถูกใจ เขาก็ควรจะทำได้โดยไม่มีอะไรกดดัน ในขณะเดียวกันหากผู้หญิงคนหนึ่งตัดสินใจเข้าสู่ครอบครัวโพลิกามี่ ก็เข้าเพราะผลประโยชน์ในระยะยาวของตนเช่นกัน กล่าวคือ มีสามีดีกว่าไม่มี ไม่ใช่เพราะต้องมีสามีเท่านั้น จึงจะรอดได้ในสังคม และผู้หญิงควรจะได้เลือกผู้ชายคนหนึ่งๆด้วยความยกย่องพึงพอใจอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพราะโดนหลอก หรือต้องเกาะผู้ชายรวยเพื่อรอด

สังคมที่ทำโพลิกามี่ได้ดี ไม่ใช่สังคมที่ผู้ชายพยายามกดผู้หญิงทุกอย่างให้ไม่มีทางเลือก ไม่ให้สามารถเจริญก้าวหน้าได้ด้วยตนเอง จนสุดท้ายต้องจำยอมทำโพลิกามี่ แต่ต้องเป็นสังคมที่เท่าเทียมจริงๆในเรื่องทางเลือก ในสังคมประเภทนี้ ผู้ชายจะไม่เห็นผู้หญิงเป็นเครื่องประดับของตน แต่เห็นเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีสิทธิในการเลือกอย่างเต็มที่เหมือนตน ในสังคมประเภทนี้ ผู้ชายต้องโปร่งใสจริงๆ ซึ่งสังคมมีหน้าที่ที่ต้องฝึกผู้ชายให้สำเร็จ

เมื่อเราคิดได้เช่นนี้แหละ เรื่องโพลิกามี่ จะไม่ใช่แค่เรื่องการงัดข้อระหว่างเพศชายและหญิงไปจนวันสิ้นโลก แต่มันจะกลายเป็นวาระระดับอุมมะฮ ว่าจะสร้างสังคมอย่างไร ที่คนที่เลือกจะทำหรือไม่ทำโพลิกามี่ เลือกด้วยอิสรภาพ ในสังคมที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง ซึ่งนี่จะทำให้เกิดองค์กรการกุศลในการดูแลประชากรที่บอบบาง เช่นผู้หญิงที่เลือกจะไม่แต่งงาน ไม่ได้แต่งงานและอื่นๆอีกมากมาย

หลังจากนั้นแหละ จึงจะสามารถคุยกันด้วยหลักการศาสนาได้ ไม่ใช่ด้วยอารมณ์ ไม่ใช่ด้วยสภาวะความกดดันทางสังคม และไม่ใช่ด้วยเกมส์