เก็บตกจากเสวนา "กระเป๋าเป้และแว่นตา : การเดินทางของสันติภาพที่หลากหลาย"

 

เก็บตกจากเสวนา "กระเป๋าเป้และแว่นตา : การเดินทางของสันติภาพที่หลากหลาย"

 

ดร.นพ.มูฮัมมัดฟาห์มี ตาเละ

 

 

ผมคิดว่าตัวเองเป็นคนชอบเรียนรู้ สื่อที่ทำให้ตัวเองได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆที่ผมชอบก็หลายแบบ ทั้งภาพยนตร์ สารคดี หนังสือ สนทนากับคนใหม่ๆ รวมถึงการเดินทาง
นิยามการเดินทางผมง่ายมาก คือไปไหนก็ได้ที่ไม่ใช่ที่เดิม ไปตื่นนอนที่อื่นบ้าง ไปกินที่อื่น ไปดูคนอาศัยใช้ชีวิตที่อื่นที่ใหม่ๆ ลอนดอนกับระนองสำหรับผมมีค่าเท่ากัน คือที่ที่ผมยังไม่ไป และถ้ามีโอกาสก็อยากไป

เดินทางแล้วได้อะไร
ได้หลายอย่างแล้วก็เสียหลายอย่าง เสียอย่างแรกเสียเวลา เสียต่อมาคือเสียเงิน เสียแรง ถ้าจิตใจไม่แกร่งพอก็จะเสียอารมณ์เสียความรู้สึก สิ่งที่ได้มาจะคุ้มหรือไม่คุ้มแล้วแต่รสนิยมของเรา 
ผมไปทุกที่ไม่เคยรู้สึกว่าเสียมากกว่าได้

ต้นทุนชีวิต
คำถามจากฟลอ ทำให้เข้าใจได้ว่าผู้ฟังคิดว่าคนพูดบนเวทีมีโอกาสมากกว่าคนอื่นๆ พูดเรื่องโอกาสความจริงคงไม่มีความเท่าเทียมกันแต่แรก เศรษฐสถานะ ชาติตระกูล ถิ่นกำเนิด การศึกษา ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้โอกาสแต่ละคนไม่เท่ากัน 
ผมเกิดในครอบครัวไม่ร่ำรวย เรียนรร.ใกล้บ้าน เป็นเด็กปอเนาะมาหกปี น่าจะเป็นต้นทุนเริ่มต้นที่คล้ายคนส่วนใหญ่ที่นี่ แต่เป็นคนที่ชอบพาตัวเองไปเจอความแปลกใหม่ตลอด ตอนไม่มีเงินก็นั่งรถไฟฟรีไปกทม. นั่งรถบัสชั้น3 ไปต่างจังหวัด ขนส่งมวลชนทุกประเภทนั่งมาหมด สมัยนั้นขนาดจะจ่ายตั๋วรถสาธารณะยังต้องคิดเสมอว่าเดินไปจะคุ้มกว่าไหม ผมมีต้นทุนบางอย่างที่ดีเช่น ครอบครัวใส่ใจการศึกษา ทำให้พื้นฐานความกล้าและภาษาของผมพอมีบ้าง ผมมีต้นทุนเรื่องทักษะการเรียน เอาความสามารถตรงนี้ไปสอบไปแข่งเพื่อให้ตัวเองได้เดินทาง มีทั้งล้มเหลวและสำเร็จคละกันไป 
ทำไปเรื่อยๆความสำเร็จก็จะเริ่มเป็นสัดส่วนมากขึ้น พอวิชาเริ่มมากขึ้นก็ได้เดินทางท่องโลกกว้างขึ้น ทั้งหมดทั้งมวลนี้ไม่ใช่เรื่องที่ทำวันสองวันแล้วจะได้ผลลัพธ์ ผมเองก็ต้องอดทนทำเรื่องที่ไม่สนุกแบบวัยรุ่นตอนที่ผมเป็นวัยรุ่น ทำซ้ำๆนานนับสิบปี มันถึงจะได้เที่ยวฟรีแบบที่เป็นอยู่นี้

ว่าด้วยพี่สิงห์
เป็นความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเวทีกับพี่สิงห์ ผมได้ยินคำค่อนแคะจากปัญญาชนจำนวนหนึ่ง ที่มองว่าพี่สิงห์คือดาราหน้าตาดี ถ้าลองเปิดใจเสพงานพี่เขาบ้าง สัมผัสจากการปฏิสัมพันธ์ส่วนตัวบ้าง จะได้สัมผัสความลุ่มลึกของความคิดพี่สิงห์ ยิ่งแกได้ไปหลายๆที่ทั่วโลก เรื่องเล่าแกก็ยิ่งคมมากขึ้น พี่สิงห์ไม่ทำให้ต้นทุนชีวิตของตัวเองที่ดีเลิศหล่นหายไร้ประโยชน์เหมือนคนหนุ่มสาวต้นทุนสูงแบบนั้นอีกหลายคน พี่สิงห์เอาตัวเองไปหาคำตอบของคำถามที่หลายคนอยากรู้และแน่นอนทั้งหมดนั้นมันเหนื่อยมาก ถึงจะตังค์ดีก็เถอะ

สรุป
ขอชมทีมงานจัด สร้างสรรค์เรื่องใหม่ๆ เห็นความพยายามตลอดเวลาที่เตรียมงานเพราะอยู่บ้านเดียวกัน ขอบคุณคนฟัง คนคอมเม้น และทุกแรงสนับสนุนและแรงต้านที่ทำให้ผมได้คิดใหม่ในการเดินทางบนเวทีแห่งนี้ครับ

 

 

 

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

อาทิตย์นี้แล้วน่ะ “วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล” กับคนรุ่นใหม่ใฝ่สันติภาพ ในเวที‘กระเป๋าเป้และแว่นตาฯ’ที่ ม.อ.ปัตตานี

ประมวลภาพงานเสวนา "กระเป๋าเป้และแว่นตา : การเดินทางของสันติภาพที่หลากหลาย"