“มารา ปาตานี” กับกลยุทธ์การสื่อสารกับสื่อมวลชนในรอบปี 2559

ตูแวดานียา มือรีงิง นักข่าวท้องถิ่นและผู้สื่อข่าวสำนักข่าว BERNAMA และ TV3 ของมาเลเซียประจำพื้นที่ชายแดนใต้เสนอบทวิเคราะห์และมุมมองต่อกระบวนการสันติภาพผ่านบทบาท MARA PATANI ด้านการสื่อสารสาธารณะและงานด้านการประชาสัมพันธ์ในรอบหนึ่งปีที่ผ่านมาที่ฉายให้เห็นถึงกลยุทธและปรากฏการณ์ใหม่บนเส้นทางสู่สันติภาพ

............................................

สถานการณ์ทางการเมืองของประเทศไทยในช่วงเวลาสองปีที่ผ่านมาส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกระบวนการพูดคุยสันติภาพเพื่อร่วมการหาแนวทางการแก้ไขปัญหาความไม่สงบ ยุติปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ปาตานี

หลังจากที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถูกยึดอำนาจจากการก่อรัฐประหารในปี 2557 การบริหารประเทศของผู้นำกองทัพในเวลาต่อมาก็เกิดการปรับเปลี่ยนครั้งสำคัญ สิ่งที่เห็นชัดคือ การยุติการพูดคุยกับฮาซัน ตอยิบ ตัวแทนจากบีอาร์เอ็น เพราะเป็นการพูดคุยกับตัวแทนขบวนการเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น  ในขณะที่ทางการไทยก็เปลี่ยนตัวแทนจากฝ่ายไทยเกือบทั้งชุด รัฐบาลยังเปลี่ยนจากการเรียกขาน “การพูดคุยเพื่อสันติภาพ” ไปเป็นการพูดเพื่อสันติสุขอีกด้วย

การพูดคุยในช่วงเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมาภายใต้ร่มของมาราปาตานีซึ่งประกอบด้วยตัวแทนของกลุ่มขบวนการต่อสู้ของปาตานีหกกลุ่มในตอนแรก ประกอบด้วย กลุ่มพูโล 3 กลุ่ม บีอาร์เอ็น บีไอพีพี และมูจาฮีดีนอิสลามปาตานี แต่กลุ่มพูโลที่นำโดยซัมซูดิง คานได้แยกตัวออกจากการการพูดคุยด้วยเหตุผลบางประการ ทำให้มีกลุ่มที่อยู่ภายใต้ร่มของมาราปาตานีห้ากลุ่มหลักๆ ถึงแม้ว่ามีเสียงจากกลุ่มบีอาร์เอ็นออกมาปฏิเสธตลอดว่ากลุ่มที่เข้าร่วมพูดคุยภายใต้มาราปาตานีกับรัฐบาลไทยไม่ใช่กลุ่มที่ได้รับมติความเห็นชอบจากสภาผู้นำของกลุ่ม (Dewan Pimpinan Parti, DPP) และยังมีบีอาร์เอ็นบางคนออกมาให้สัมภาษณ์สื่อ ว่ากลุ่มกองกำลังในพื้นที่ไม่ยอมรับการพูดคุยที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้

มาราปาตานี ภายใต้การนำของอาวัง ญาบะ และสุกรี ฮะรี ที่เป็นแกนหลักในด้านการนำ และมีอาบูฮาฟิส อัลฮากีม ในฐานะโฆษกของมาราปาตานีดูจะมีความโดดเด่นในงานการประชาสัมพันธ์และสร้างความเข้าใจทั้งในระดับประเทศ ภูมิภาคและในระดับโลก เปิดเผยตัวตน ไม่กลัวสื่ออีกต่อไป

ทำงานกับสื่อไทย สร้างความเข้าใจกับคนในพื้นที่และในประเทศ

หากย้อนไปในอดีต การที่สื่อมวลชนจะได้นั่งคุยหรือสัมภาษณ์คนของขบวนการสักคนหนึ่งเป็นเรื่องที่ยากลำบากมาก โดยเฉพาะสื่อไทย และที่ยากกว่าคือนักข่าวที่เป็นชาวไทยพุทธ ดังนั้นการที่เราจะได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารของขบวนการต้องหาอ่านหรือดูจากสื่อต่างชาติ ซึ่งก็มีน้อยมาก

การลงนามพูดคุยสันติดภาพในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร การเข้าถึงตัวของ ฮะซัน ตอยิบ ก็เข้ายาก ดังนั้น การสื่อสารของฮะซัน ตอยิบจึงใช้สื่อสังคมออนไลน์ในการแถลงหรือสื่อสารกับประชาชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ และบางครั้งถูกมองว่ามี “ตัวแสดงที่สาม” อยู่เบื้องหลัง เนื่องจากไม่กล้าเปิดตัวกับสื่อ แต่เป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ของปาตานี ที่มีการประสานงานของ “คนกลาง” อดีตนักข่าวอาวุโสท่านหนึ่งนำสื่อมวลชนจากภาคใต้ “มีเดียสลาตัน” เข้าสัมภาษณ์ฮะซัน ตอยิบ ที่กัวลาลัมเปอร์เพื่อสื่อสารกับประชาชนในพื้นที่ ก่อนที่จะมีคำสั่งปิดวิทยุชุมชนขึ้นทั่วประเทศ รวมถึง “มีเดียสลาตัน” ด้วย

แต่หลังจากที่การพูดคุยรอบสองระหว่างมาราปาตานีในฐานะเป็นองค์กรร่มของฝ่ายขบวนการกับฝ่ายทางการไทย บทเรียนจากการพูดคุยในครั้งแรกถูกนำมาปรับปรุงแก้ไข โดยเฉพาะด้านการสื่อสารระหว่างมาราปาตานีกับสื่อมวลชน หากมองอีกด้าน มาราปาตานีรุกหาสื่อเพื่อเปิดเผยข้อมูล ความคืบหน้า และบางครั้งก็นำสื่อไทยบุกรังถึงถิ่นของขบวนการที่อาศัยอยู่ในมาเลเซีย ซึ่งก่อนหน้านี้เรามักจะได้ยินมาตลอดว่า ทางการไทยมักกล่าวหามาเลเซียว่าให้ที่พักพิงแก่สมาชิกขบวนการ และมาเลเซียเองก็ออกมาปฏิเสธตลอดเวลาว่าไม่เป็นความจริง

จากการเปิดตัวตนของสมาชิกขบวนการต่อสู้เพื่อปาตานีหรือขบวนการปลดปล่อยปาตานีบ้าง ถึงแม้ว่าฝ่ายไทยจะเรียกว่า “กลุ่มที่เห็นต่างจากรัฐ” ทำให้ประชาชนได้รับรู้มุมมองต่อความจริงอีกด้านหนึ่งเกี่ยวกับตัวตนของพวกเขา ก่อนหน้านี้ พวกเขามีฐานะคล้ายกับ “ผี” หรือ “Ghost” (ในงานเขียนภาษาอังกฤษ) ที่ไม่ปรากฎตัวให้เห็นอย่างเด่นชัด ดูเหมือนว่ามาราปาตานีนั้นทำหน้าที่นี้ได้เป็นอย่างดี ไม่เฉพาะเปิดตัวผู้ที่ทำหน้าที่โฆษกอย่างเป็นทางการเท่านั้น ล่าสุด สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสได้บุกถึงถิ่นของ GMIP (กลุ่มมูจาฮีดีน) เพื่อสัมภาษณ์เจะกูแม กูเตะและหัวหน้ากองกำลัง นาซอรี เซ็งซะ ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ใหม่ของประวัติศาสตร์การต่อสู้ของปาตานีที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ทำงานกับสื่อเสือเหลือง สร้างความเชื่อมั่นกับมาเลเซียและอาเซียน

การที่มาเลเซียเป็นผู้อำนวยการความสะดวกในการพูดคุย หรือ Facilitator นั้น ผู้คนในมาเลเซียก็ต้องการความเชื่อมั่นจากมาราปาตานีเช่นกัน ดังนั้น สื่อของมาเลเซียที่เกาะติดการพูดคุยมาตลอดคือ สำนักข่าวแห่งชาติมาเลเซีย Berita Nasional Malaysia (BERNAMA) และสถานีโทรทัศน์ยักย์ใหญ่ของมาเลเซียคือ TV3 ที่อยู่ภายใต้บริษัทมีเดียพรีมา (MEDIA PERIMA) ที่มีโทรทัศน์อีกหลายช่อง และหนังสือพิมพ์อีกหลายฉบับ

ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการเกาะติดกระแสการพูดคุยของสื่อที่เป็นผู้อำนวยการความสะดวกคือกุญแจสำคัญที่จะบอกกับประชาชนชาวมาเลเซียให้รับรู้ว่าพื้นที่ชายแดนของเขาหรือประเทศเพื่อนบ้านของมาเลเซียว่ายังมี “คนมลายู” นับถือศาสนาอิสลามและเคยมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติกันอย่างไรในอดีต ไม่ว่าจะกับผู้คนในกลันตัน ตรังกานู เคดาห์ หรือเปอร์ลิส อย่างน้อยคนมาเลเซียก็เป็นกลุ่มชาติพันธุ์เดียวกับกับคนปาตานี และที่สำคัญสุดคือรัฐบาลมาเลเซียจะช่วยแก้ปัญหาความไม่สงบได้อย่างไร เนื่องจากสิ่งที่เกิดขึ้นได้สร้างผลกระทบให้มาเลเซียไม่น้อยจากความรุนแรงที่เกิดขึ้น

ทำงานกับสื่อนอก เปิดประตูปัญหาท้องถิ่นสู่นานาชาติ

ในระยะหลังๆ มาราปาตานีไม่เพียงแต่เปิดพื้นที่ให้กับสื่อไทยและสื่อมาเลเซียเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับสื่อจากตะวันตก อย่างเบอร์นาร์นิวส์จากสหรัฐอเมริกา และจากสแกนดินีเวีย เช่น สวีเดน เดนมาร์ค เป็นต้น หรือแม้แต่สื่อจากประเทศโลกอาหรับอย่างอัลจาซีร่า

ไม่เฉพาะมาราปาตานีเท่านั้นที่ต้องการสื่อสารกับสื่อมวลชนต่างประเทศ สมาชิกบีอาร์เอ็นบางคนที่ไม่ได้ร่วมกับมาราปาตานี ก็ใช้สื่อเหล่านี้เพื่อบอกกับชาวโลกว่า เหตุใดพวกเขาต้องจับอาวุธต่อสู้ ทำไมคนปาตานีจึงแตกต่างกับคนไทยที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ

“ที่ผ่านมาเราไม่ได้โทษสื่อที่ไม่เข้าใจเรา ที่เรียกเราว่าผู้ก่อการร้ายบ้าง เรียกเราว่าเป็นโจรบ้าง เป็นเพราะตัวเราเองที่ไม่กล้าที่จะพบกับสื่อ ไม่กล้าที่จะบอกกับสื่อ และปิดตัวเองจากโลกภายนอก แต่วันนี้ถึงเวลาแล้วที่เราต้องเปิดตัวเอง กล้าที่จะพบสื่อ บอกกับสื่อว่า ทำไมเราต้องจับอาวุธต่อสู้ เราไม่ชอบที่จะใช้ความรุนแรง แต่ความรุนแรงที่เราใช้เป็นเพียงส่งสัญญาณให้กับฝ่ายไทยว่าเรายังมีอยู่และเราพร้อมที่จะก่อเหตุที่ไหน เมื่อไร เวลาใด” แกนนำบีอาร์เอ็นท่านหนึ่งกล่าวกับสื่อมวลชนจากสแกนดีนีเวียน โดยย้ำด้วยว่า ความรุนแรงด้วยอาวุธไม่สามารถยุติปัญหาได้ นอกเสียจากการพูดคุยเจรจา แต่ต้องเป็นการพูดคุยที่เป็นระบบ และเป็นธรรม เป็นที่ยอมรับของประชาคมโลก 

 

ตูแวดานียา มือรีงิง

ปัจจุบัน

- ผู้สื่อข่าว TV3 Malaysia และ BERNAMA

- ช่างภาพสำนักข่าวเอเอฟพี (AFP) ประจำจังหวัดปัตตานี

- ผู้ประสานงานผู้สื่อข่าวต่างประเทศ