สัมภาษณ์พิเศษ เลขาธิการ LDI “จะหนุนงานสันติภาพเดินคู่กับงานพัฒนาชายแดนใต้ต่อไป”

สัมภาษณ์พิเศษ “คณุสสัน ศุภวัตรวรคุณ” เลขาธิการสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา หรือ LDI เผยบทบาทงานด้านสันติภาพที่เดินคู่กับงานพัฒนาชุมชนท้องถิ่นชายแดนใต้ ชี้กลไกสำคัญคือผู้ประสานงานในพื้นที่ “เราไปคลิกนิดเดียว ชาวบ้านก็เผยศักยภาพออกมา” อนาคตที่ต้องเน้นประเด็นสันติภาพและยังต้องหนุนช่วยชุมชน เพราะที่นี่งบลงเยอะจึงต้องให้ชาวบ้านสามารถพัฒนาโครงการได้เอง

LDI หรือ สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา (Local Development Institute) เป็นที่รู้จักกันดีในแวดวงองค์กรภาคประชาสังคม (CSO) หรือองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) มานาน โดยเฉพาะนายแพทย์พลเดช ปิ่นประทีป ประธานมูลนิธิชุมชนท้องถิ่นพัฒนา ที่คลุกอยู่กับงานพัฒนาชุมชนท้องถิ่นน่าจะทั่วประเทศมาอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

LDI กับงานสันติภาพชายแดนใต้

LDI เริ่มลงพื้นที่มาทำงานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ตั้งแต่ปี 2552 ทั้งในฐานองค์กรขับเคลื่อนและองค์กรสนับสนุนหรือเป็นแหล่งทุนให้กลุ่มองค์กรต่างๆในพื้นที่ได้ขับเคลื่อนงานในประเด็นต่างๆ ทั้งด้านการพัฒนาและการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งหรือการสร้างสันติภาพในเกิดขึ้นในพื้นที่นั่นเอง

ผลงานแรกๆที่เป็นที่รู้จักของคนในพื้นที่คือการสนับสนุนการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นในรูปแบบการเมืองการปกครองที่เหมาะสมกับพื้นที่ ด้วยหลักการกระจายอำนาจตามรัฐธรรมนูญถึง 200 เวที

เดินคู่กับงานพัฒนาชุมชนท้องถิ่น

จริงๆแล้ว “คณุสสัน ศุภวัตรวรคุณ” เลขาธิการ LDI บอกว่า เรื่องการกระจายอำนาจเป็นเพียงประเด็นที่เกิดขึ้นระหว่างการทำงาน ตามที่มีภาคประชาสังคมหลายองค์กรเสนอ แต่บทบาทจริงๆ ของ LDI ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มี 2 แนวทางหลักๆ

แนวทางแรก คือ การสนับสนุนในเชิงกระบวนการสันติภาพโดยตรง โดยการสนับสนุนให้ภาคประชาสังคมได้เคลื่อนไหวในเรื่องกระบวนการสันติภาพ ซึ่งปัจจุบันเป็นที่รู้จักกันในชื่อ “โครงการสนับสนุนชุมชนท้องถิ่นเพื่อฟื้นฟูชายแดนใต้ (ช.ช.ต.) แผนงานกองทุนเสริมสร้างสันติภาพ (Peace-building Partnership Fund: PPF)”

แนวทางที่สอง คือการสนับสนุนในเชิงกระบวนการพัฒนาในระดับพื้นที่ เพื่อมุ่งไปสู่การปฏิสัมพันธ์ของผู้คน ตั้งแต่ระดับฐานรากไปจนถึงระดับหน่วยงานรัฐ ระหว่างคนในชุมชนกันเอง ระหว่างคนต่างศาสนิก ระหว่างชุมชนกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)และกับหน่วยงานรัฐ ซึ่งมีกิจกรรมที่สำคัญคือ การทำ“แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาท้องถิ่น” โดยใช้กระบวนการการพัฒนาที่ขับเคลื่อนโดยชุมชนเป็นหลัก (Community Driven Development : CDD)

ทำให้กระจายอำนาจเป็นรูปธรรมมากขึ้น

คณุสสัน บอกว่า ตัวโครงการของ LDI มีหน้าที่ในแง่การเสริมสร้างความไว้วางใจของคนในพื้นที่ เพราะ LDI ตั้งสมมุติฐานว่า ที่นี่มีปัญหาเรื่องความหวาดระแวงกันของผู้คน LDI จึงต้องทำในด้านตรงกันข้ามกับความหวาดระแวง นั่นคือการสร้างความไว้วางใจกันของผู้คนในพื้นที่ นี่คือเป้าหมาย

“เพราะความหวาดระแวงมีอยู่ทุกระดับ ความสัมพันธ์ของผู้คนมันถูกแทนไปด้วยความหวาดระแวงทุกระดับเช่นกัน” ซึ่งในเรื่องกระจายอำนาจเข้าได้ทั้ง 2 แนวทาง แต่เกี่ยวข้องกับพื้นที่จึงเข้าไปทำงานกับ อปท.

คณุสสัน บอกว่า อปท.ก็คือการกระจายอำนาจอยู่แล้ว แต่ยังไม่เป็นจริงเป็นจังมากนัก เพราะ อปท.เองยังไม่สามารถที่จะใช้เครื่องมือของการกระจายอำนาจได้อย่างดีพอ แต่การทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาท้องถิ่นที่เกิดจากการมีส่วนร่วมของประชาชนทำให้การกระจายอำนาจเป็นรูปธรรมมากขึ้น

อำนาจไม่ได้หยุดแค่ผู้นำท้องถิ่น

เขาอธิบายว่า การกระจายอำนาจในแบบเดิมนั้น อำนาจไปหยุดอยู่ที่ตัวนายก อปท.ซึ่งเป็นจุดอ่อนที่รัฐส่วนกลางโจมตีได้ว่า กระจายไม่ได้หรอกเพราะอำนาจมันหยุดอยู่แค่นั้น ไม่ได้กระจายอำนาจอย่างแท้จริง

“เราพยายามที่จะทำให้จุดอ่อนนี้หายไป”

คณุสสัน บอกว่า ผลที่เกิดขึ้นจากการทำงานกับ อปท.ในเชิงกระบวนการสามารถทำได้พอสมควร ในแง่ที่ อปท.ยอมรับกระบวนการทำแผน แต่ก็ฝืนวัฒนธรรมเดิมพอสมควรในแง่ที่การทำแผนแบบเดิมขึ้นอยู่กับตัวนายก อปท.เอง เพราะเขายังคิดว่าตัวเองมีอำนาจเต็ม

“ดังนั้น LDI จึงพยายามเข้าไปทำงานในรูปแบบของการเสริมให้นายกฯทำงานตรงกับความต้องการของประชาชนมากขึ้น”

แผนงานกองทุนเสริมสร้างสันติภาพให้ 20 องค์กร

สำหรับงานในประเด็นสันติภาพตามแนวทางแรกนั้น คณุสสัน บอกว่า มี 20 กว่ากลุ่มหรือองค์กรที่ LDI ให้การสนับสนุนตามแผนงานกองทุนเสริมสร้างสันติภาพ แต่ปัจจุบันเหลือ 10 กว่ากลุ่มที่ยังรับทุนอยู่ บางกลุ่มก็ปิดโครงการไปแล้วและไปทำเองต่อ ซึ่งนอกจากเป็นการสนับสนุนทุนการทำงานตามแนวทางที่แต่ละองค์กรต้องการแล้ว ยังมีเรื่องการพัฒนาศักยภาพการบริหารจัดการองค์กรด้วย

แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาท้องถิ่นใน 26 อบต.

คณุสสัน บอกอีกว่า ส่วนงานด้านการพัฒนาชุมชนตามแนวทางที่สองนั้น เป็นการทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาท้องถิ่น โดยทำเป็นระยะ ระยะแรกปี 2552-2555 ทำงานกับ 9 ชุมชนก่อนในช่วงปีแรก ในปีที่ 2 และ 3 ขยายเป็น 27 ชุมชนใน 6 ตำบล ได้แก่ ต.พ่อมิ่ง อ.ปะนาเระ และต.ปะเสยะวอ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี, ต.อาซ่อง อ.รามัน และต.ห้วยกระทิง อ.กรงปินัง จ.ยะลา, ต.โคกเคียน อ.เมือง และ ต.เกาะสะท้อน อ.ตากใบ จ.นราธิวาส

จากนั้นระยะที่สอง ขยายเป็น 43 ชุมชน เพื่อให้เต็มพื้นที่ทั้ง 6 ตำบลจึงขยายให้เต็มทุกหมู่บ้าน คือ 43 หมู่บ้าน คือการสนับสนุนการทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาท้องถิ่นให้ อบต.(องค์การบริหารส่วนตำบล) ทั้ง 6 ตำบลดังกล่าว ซึ่งทำมา 2 ปีแล้ว

ปีนี้เป็นที่ 3 ปีซึ่งเป็นปีสุดท้ายของโครงการ มีการขยายเรื่องการทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาท้องถิ่นให้ อบต.ข้างเคียงอีก 20 ตำบล รวมเป็น 26 ตำบล ซึ่งที่ผ่านมามีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจาก อบต.ส่วนขยายเหล่านี้แล้วว่า มีความคิดเห็นอย่างไร จะเสนออะไร

กลไกสำคัญคือผู้ประสานงานในพื้นที่

คณุสสัน บอกถึงสิ่งที่ได้จากงานนี้ว่าได้ประสบการณ์หรือความรู้ที่เกิดขึ้นหลายอย่างระหว่างทาง แต่สิ่งที่น่าสนใจ คือ ผู้ประสานงานที่กระจายอยู่ในพื้นที่ เพื่อสนับสนุนการทำงานในเชิงกระบวนการให้ชาวบ้านกลุ่มเป้าหมาย

“ผู้ประสานงานในพื้นที่ เป็นตัวพิสูจน์ได้ว่าจะทำให้ประชาชนในพื้นที่มีการพัฒนาที่เข้มข้นกว่าเดิม ทั้งในเชิงการทำงาน ในเชิงกระบวนการ การให้คำแนะนำ มีการจัดพูดคุยต่อเนื่อง จนทำให้มีความสนใจจากหน่วยงานอื่นๆ ที่มาให้ทุนคนในพื้นที่ด้วย เช่น Unicef (กองทุนเด็กแห่งสหประชาชาติ)”

Unicef สนใจกระบวนการและโครงสร้างแบบนี้ น่าเอามาใช้ทำต่อได้เลย แม้แต่ทหารก็เริ่มมองว่าสามารถนำประยุกต์อะไรได้บ้าง แต่ยังไม่ชัดว่าเขาจะไปประยุกต์อย่างไรแค่ไหน

“เราไปคลิกนิดเดียว ชาวบ้านก็เผยศักยภาพออกมา”

คณุสสัน บอกว่า เมื่อมีการพัฒนาที่เข้มข้น เราพบว่าชาวบ้านที่เป็นคณะทำงานชุมชนกับคณะทำงานตำบลเป็นคนเก่งขึ้นเยอะมาก หลายสิบคนจาก 43 พื้นที่ เก่งทั้งเรื่องการจัดกระบวนการ มีความคิดในการออกแบบงาน บางคนเก่งกว่าผู้ประสานงานของโครงการด้วยซ้ำ ในแง่การเจรจา การใช้คำ ภาษาในการสื่อสารก็ชัดเจน

“ที่จริงเขาอาจจะเก่งอยู่แล้ว เพียงแต่เราไปคลิกนิดเดียวเขาก็ได้เผยศักยภาพของตัวเองออกมา”

สามารถถ่ายทอดให้เพื่อนชุมชนข้างเคียงได้

คณุสสัน บอกว่า สิ่งที่ชาวบ้านเริ่มเก่งอีกด้านคือการบริหารจัดการ การเงิน บัญชี บางคนเรียนจบแค่ ป.4 แต่สามารถทำได้ดีมาก เก่งกว่าเจ้าหน้าที่ของ LDI อีก และเขายังสามารถถ่ายทอดให้เพื่อนชุมชนข้างเคียงได้ด้วย ซึ่งการถ่ายทอดแบบนี้ดีกว่าที่เราไปทำเอง

“เราพบคนแบบนี้เยอะ ซึ่งกลายเป็นทุนที่ดีมาก พอมาย้อนดูก็พบว่า เราสร้างคนแบบนี้มาเยอะมาก.. ผมก็เพิ่งรู้เมื่อเดือนที่แล้วเองว่า ตอนที่ไปขยายในตำบลข้างเคียง ผมนึกว่าผู้ประสานงานเราไปทำเป็นหลัก แต่ปรากฏว่าพวกเขามีบทบาทเยอะมาก จึงเห็นว่าในอนาคตพวกเขาน่าจะเป็นวิทยากรในพื้นที่ตัวเองเป็นหลักได้ จะทำให้เราทำงานเบาขึ้น ขณะเดียวกันเขาก็มีความภูมิใจ”

โครงการของ LDI มีส่วนแก้ไขความขัดแย้งได้อย่างไร

คณุสสัน ตอบว่า ช่วยในเชิงเฉพาะจุดหรืออาจเป็นกิจกรรมนำร่องได้ แต่จะบอกว่าสามารถลดความรุนแรงใน 3 จังหวัดหรือไม่นั้นยังพูดไม่ได้

“เราทดลองทำเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงเล็กๆตรงนี้ก่อน ใส่ Input เข้าไปแล้วสร้างความเปลี่ยนแปลงตรงนั้นอันนี้เราพูดได้ ถ้าทำเยอะมันก็น่าจะดีขึ้นในระดับกว้างขึ้น”

ในกรณีนี้ คณุสสันบอกว่า LDI มีการประเมินโดยการเก็บตัวเลขการปฏิสัมพันธ์ของคนในพื้นที่โดยทำแบบสอบถามพบว่า ความสัมพันธ์ของคนในพื้นที่ค่อนข้างดีอยู่และหลังจากทำโครงการก็ดีขึ้นพอสมควร ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจศึกษา แต่ก็มีปัจจัยอื่นๆด้วย

หลายโครงการเป็นจุดเริ่มต้นทำความเข้าใจสันติภาพ

คณุสสันได้ตัวอย่างบางโครงการแผนงานกองทุนเสริมสร้างสันติภาพว่า เป็นจุดเริ่มต้นในการทำความเข้าใจในเรื่องการสร้างสันติภาพได้ซึ่งต้องทำต่อไป เช่น เรื่องหลักสูตรเพื่อสันติภาพกับประชาชนฐานราก ซึ่งมี 4-5 องค์กรที่ทำเรื่องแนวนี้ ทั้งเรื่องหลักสูตรสันติภาพ การเรียนรู้สันติภาพสำหรับประชาชนฐานรากซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ และเรื่องการสื่อสารเพื่อสันติภาพ

อนาคต LDI เน้นประเด็นสันติภาพโดยตรง

ถามว่าในอนาคต LDI จะเน้นประเด็นสันติภาพโดยตรงหรือไม่ คณุสสันตอบคำถามนี้ว่า เป็นสิ่งที่ต้องทำ เช่นเรื่องหลักสูตรสันติภาพมีการคุยกันว่าจะทำอย่างไรให้สอดคล้องกับพื้นที่มากขึ้น

เพราะตอนนี้ คนทำงานพยายามยกตัวเนื้อหาที่ได้เรียนมาจากต้นทาง เช่น ดร.โนเบอร์ต โรเปอร์ส, ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ หรือ ดร.โคทม อารียา แล้วนำไปถ่ายทอดให้ประชาชนฐานราก โดยมุ่งหวังว่าประชาชนจะมีความเข้าใจด้านสันติภาพ

ให้ถ่ายทอดระหว่างกันอย่างปลอดภัยหรือเสี่ยงน้อยลง

“ซึ่งประชาชนฐานรากไม่ใช่คนที่ใช้ความรุนแรง แต่สามารถที่จะกดดันคนที่ใช้ความรุนแรงได้ เพราะเขาเป็นพี่น้องกันหรือเป็นเพื่อนกัน เราคาดหวังอย่างนั้น”

คณุสสัน บอกว่า โจทย์คือจะทำอย่างไรที่จะทำให้การสื่อสารหรือการถ่ายทอดระหว่างกันมีประสิทธิภาพมากขึ้น สอดรับมากขึ้น หรือในแง่มุมที่ทำให้ประชาชนฐานรากสามารถอยู่ได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น หรืออยู่ได้บนฐานความเสี่ยงที่น้อยลง ซึ่งแน่นอนว่า LDI ต้องสนับสนุนให้งานนี้เดินต่อไปได้

แต่ LDI เองยังทำให้ประชาชนไปทำงานได้ไม่เต็มที่

คณุสสัน พูดถึงปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงานของ LDI ด้วยว่า อยู่ที่ระบบภายในของ LDI เองที่ยังไม่เข้าที่หรือยังไม่ลงตัวในการหนุนเสริมทั้งในส่วนของภาคประชาสังคม และภาคประชาชนฐานราก ที่แม้มีคนเยอะและมีงบประมาณพอสมควร แต่การจัดระบบยังกระท่อนกระแท่นอยู่ซึ่งต้องแก้ไข

“นี่เป็นตัวสำคัญ เพราะเรามุ่งหวังให้ประชาชนฐานรากทำงานสร้างปฏิสัมพันธ์ สร้างความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐ และรัฐก็พร้อมที่จะเข้าไปทำงานกับประชาชน แต่ LDI เองที่ยังทำให้ประชาชนไปทำงานได้ไม่เต็มที่ เช่น เรื่องการเก็บเกี่ยวความรู้ การสื่อสาร การนำเสนอ เรายังช่วยเขาไม่ได้เต็มที่”

ต้องเดินต่อ เพราะยังต้องหนุนช่วยชุมชนท้องถิ่น

คณุสสัน เสริมว่า ตอนนี้เป็นช่วงท้ายของโครงการ ปีนี้เป็นปีสุดท้ายซึ่งก็ต้องดำเนินการไปให้ครบตามแผน แต่ได้คุยกับทางธนาคารโลก(ผู้สนับสนุนทุนของ LDI)ว่าควรจะต้องขยายในระยะต่อไปอีก

“อย่างเช่น อบต.ตอนนี้ได้ใช้เครื่องมือแล้ว สามารถที่จะใช้เครื่องมือได้เองในอนาคตต่อไป แต่ตอนนี้ LDI ยังเข้าไปช่วยอยู่ ส่งคนเข้าไปทั้งกระตุ้น ทั้งเชิญชวนจัดประชุมและช่วยวางแผน เพื่อให้ อบต.ใช้เครื่องมือได้อย่างสะดวก ถ้าเลิกกลางคันแบบนี้มันยังไม่ติด ต้องให้ติดลมบนหน่อย คือใช้แล้วขาดตอนไม่ได้”

ยังต้องเติมศักยภาพในภาพรวม

คณุสสัน บอกว่า ในส่วนของชาวบ้านเองก็เหมือนกัน แม้ถึงขั้นเพื่อนสามารถช่วยเพื่อนได้แล้ว หลายคนเก่งแล้ว แต่การจัดระบบให้เพื่อไปช่วยนั้นยังไม่สามารถช่วยกันเองได้โดยอัตโนมัติ เรายังต้องไปจัดสภาพแวดล้อมให้เกิดการสนับสนุนซึ่งกันและกันได้ หรือบางพื้นที่ชาวบ้านอยากฟังนักวิชาการมากกว่าชาวบ้านด้วยกันเองก็เป็นได้

“เรายังต้องเติมศักยภาพในภาพรวม เช่น การคิดเชิงระบบเพื่อให้สามารถพัฒนาโครงการด้วยตัวเองก็ยังไม่เต็มที่นัก”

เพราะงบลงเยอะต้องให้ชาวบ้านพัฒนาโครงการได้เอง

คณุสสัน ทิ้งท้ายว่า “การพัฒนาโครงการด้วยตัวเองได้มีสำคัญมาก เพราะพื้นที่นี้มีงบประมาณลงมาเยอะมาก ถ้าประชาชนสามารถพัฒนาโครงการได้เอง ก็ทำให้เขาสามารถบริหารจัดการทุนที่เข้ามาได้เอง เราต้องช่วยหนุนตรงนี้แต่มันยังไม่เต็มที่ แต่เราพยายามที่จะค่อยๆ เสริมให้เขา”

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ปี 2016

บทเรียนและข้อเสนอจากงานพัฒนาของ ช.ช.ต.

งานพัฒนาจะสร้างสันติภาพได้อย่างไร(2) ดูผลสำเร็จใน 5 พื้นที่ขัดแย้ง-กองทุนสันติภาพในไทย

งานพัฒนาจะสร้างสันติภาพได้อย่างไร(1) รูปธรรมจากชุมชน-วัฒนธรรม-ตาดีกา-ประชาสังคม

เปิดประชุมวิชาการระดับชาติ LDI หมอพลเดชชี้ต้องฟื้นฟูชายแดนใต้ต่ออีก 10 ปี

ช.ช.ต.กับการหนุนเสริมองค์กรสร้างสันติภาพในชุมชน จากตาดีกาสู่พิราบสันติ

LDI จัดประชุมวิชาการระดับชาติ สานภาคีพัฒนาสู่การสร้างสันติภาพชายแดนใต้

สภาประชาสังคมใต้จับมือสถาบันวิชาการร่วมขับเคลื่อนสันติภาพ เตรียมยื่นข้อเสนอ12เวทีครูเอกชนต่อรมช.ศึกษาฯ

กลุ่มอาวัณบุ๊กเปิดตัวฟอนต์ยาวี ชวนคนรุ่นใหม่ใช้สื่อใหม่พัฒนาภาษามลายู

‘อบต.อาซ่อง’จ.ยะลา โชว์ของดีมีที่เที่ยวทั้งตำบล ทั้งเชิงนิเวศและแหล่งเรียนรู้

‘กาวันกีตอ’สร้างครอบครัวสื่อศานต์สุข มอง‘สันติภาพคือเพื่อน’เมื่อขัดแย้งก็ต้องคุยกัน

คลิปวิทยุออนไลน์ภาษามลายู “Damai itu Indah” สันติภาพนั้นงดงาม

เครือข่ายครูบันดาลใจ มุ่งถอนวัฒนธรรมความรุนแรงฝังหัว มุ่งสร้างภูมิคุ้มกันสันติภาพให้เด็ก

“ครูอาสาจากอาเจะห์และมาเลย์” ร่วมเพาะเมล็ดพันธุ์สันติภาพ พัฒนาทักษะภาษามลายู

ปี 2015

ช.ช.ต.ดันโครงการพัฒนา 43 ชุมชนพร้อมควบคู่โครงการพนมของศอ.บต.

LDI หนุนเครือข่ายเยาวชนปาตานีเตรียมความพร้อมสู่สนามสันติภาพ

วางอนาคต 20 ปีชายแดนใต้ อยากให้ศาสนาเป็นเสาหลัก ภาคประชาชนเป็นผู้นำแก้ปัญหา

“บทเรียนสร้างสันติภาพ” จาก 16 เครือข่ายเยาวชนปาตานี

ผุดโครงการ TADIKA BESTARI สร้างมาตรฐานนำร่อง แก้ปัญหาใช้หลักสูตรอิสลามต่างกัน

วิทยุกระจายเสียงเพื่อสันติภาพยังคงเดินหน้า พัฒนารายการภาษามลายู

‘อัฮหมัดสมบูรณ์ บัวหลวง’ กับ 5 บทบาทเพื่อสันติภาพปาตานี (3) : ริเริ่ม-ก่อร่าง-สร้างพลังการสื่อสารจากข้างใน

ปี 2014

LDI เดินหน้าโครงการ ช.ช.ต.ระยะ 2 หนุนเครือข่ายประชาสังคมสร้างภูมิปัญญาและสันติภาพ

LDI ร่วม UNICEF จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการคุ้มครองเด็กในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

LDI พัฒนาศักยภาพประชาสังคม รู้-เข้าใจพื้นฐานการทำงานด้านสันติภาพ

LDI เตรียมงบหนุนเครือข่ายต่อเนื่อง 3 ปี พร้อมเปิดพื้นที่กลางร่วมถกสันติภาพ

ปี 2013

‘บูหงารายา’ รุ่นใหม่ เป้าหมายเพื่อสันติภาพและการพัฒนาคน

Save ‘Anwar’ ผู้ปลุกชีวิตมลายู ผู้ปลดเงื่อนไขความรุนแรง

ปี 2012

ประเดิม 200 เวทีสู่ชายแดนใต้จัดการตนเอง

LDI เปิดเวทีโชว์ผลงานสร้างชุมชมเข้มแข็ง

ปี 2011

ชุมชนท้องถิ่นชี้รัฐต้องหนุนเสริมชาวบ้านฐานล่างอย่างจริงจัง

LDIลุ้นตั้งศูนย์ประสานงาน เครือข่ายเยาวชนชายแดนใต้