“ถ้าอยากได้ Real Peace ต้องสอนให้คนเห็นภัยของสงคราม” CCSPCสถาบันสอนสันติภาพมินดาเนา

Dr.Norodin D.Salam จากวิทยาลัยโปลีเทคนิคโกตาบาโต CCSPC ฟิลิปปินส์ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์การศึกษาสันติภาพในมินดาเนาถึงที่ปัตตานี ชี้ถ้าอยากได้ Real Peace ต้องเริ่มจากสอนให้คนเห็นภัยของสงคราม ถ้าเกลียดสงคราม สันติภาพก็ต้องอยู่ในจิตใจด้วย สุดเจ๋งสอนสันติภาพด้วยทักษะวิทยาศาสตร์และภาษาอังกฤษ ใช้เรื่องเล่าเป็นพื้นฐาน มองจากฐานภาคประชาสังคมแต่ไม่ปฏิเสธพรรคการเมือง ย้ำต้องกล้าคิดแบบวิพากษ์และต้องสร้างเครือข่าย

ภาพถ่ายโดย Sukkriyah Baheh

Dr.Norodin D.Salam ผู้อำนวยการฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ วิทยาลัยโปลีเทคนิคแห่งรัฐโกตาบาโต (CCSPC) เมืองโกตาบาโต บนเกาะมินดาเนา ทางตอนใต้ของประเทศฟิลิปปินส์ ได้มาถ่ายทอดประสบการณ์เรื่อง การให้การศึกษาสันติภาพกับคนหนุ่มสาวในมินดาเนาให้นักศึกษาของวิทยาลัยประชาชน ในงานเสวนา “ความขัดแย้งในระยะเปลี่ยนผ่าน ปาตานี-มินดาเนา และพิธีมอบประกาศนียบัตร” เมื่อ 7 ธันวาคม 2559 ที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาเขตปัตตานี

สถาบันสอนสันติภาพ วิทยาลัยโปลีเทคนิคโกตาบาโต

สิ่งที่น่าสนใจคือ วิทยาลัยโปลีเทคนิคแห่งรัฐโกตาบาโต (CCSPC) เปิดสอนหลักสูตรสันติภาพในระดับปริญญาโทและปริญญาเอกด้วย ถ่ายทอดประสบการณ์ครั้งนี้ แปลเป็นภาษาไทยโดย รศ.ดร.วิชัย กาญจนสุวรรณ ผู้อำนวยการสถาบันสันติศึกษา ม.อ.หาดใหญ่

Dr.Norodin กล่าวถึงการศึกษาสันติภาพว่า ในบางสิ่งบางอย่างไม่ได้มีความเหมือนกันระหว่างอาเจะห์ ประเทศอินโดนีเซีย มินดาเนา ประเทศฟิลิปปินส์ และที่ปาตานี แต่มีเป้าหมายเดียวกันคือ สันติภาพ

ข้อมูลที่ผิดพลาดเป็นหนึ่งปัญหาสันติภาพ

Dr.Norodin กล่าวว่า เส้นทางของกระบวนการสันติภาพเป็นเรื่องที่ท้าทาย คือสิ่งที่สร้างความขัดแย้งขึ้นมาคือเรื่องการให้ข้อมูลที่ผิดพลาด เป็นหนึ่งในปัญหาที่จะสร้างความรุนแรงให้เกิดขึ้น

“ในการอธิบายผมจะใช้รูปภูเขาน้ำแข็งในการอธิบายความขัดแย้งที่มันเกิดขึ้นระหว่างสิ่งที่ปรากฏผิวเผินกับสิ่งฝังรากลึกลงไปในสังคม”

Real Peace เริ่มจากสอนให้คนเห็นภัยของสงคราม

Dr.Norodin กล่าวต่อไปว่า การเริ่มต้นที่จะสอน Real Peace ในโลกนี้ และการที่จะให้คนเห็นภัยอันตรายของสงคราม ต้องเริ่มต้นจากจิตสำนึกและสามารถปลูกฝังอยู่ในจิตสำนึก

ข้อเขียนของ Betty Reardon บอกว่า การจะเข้าถึงสันติภาพได้ เราก็ต้องมีการสอนสันติภาพ หมายถึงต้องมีการเรียนการสอน

ถ้าเกลียดสงครามอยู่ในจิตใจ สันติภาพก็ต้องอยู่ในจิตใจด้วย

Dr.Norodin ได้ยกโองการหนึ่งในคัมภีร์อัลกุรอานที่มีความหมายว่า “การจะรักผู้อื่นหรือการที่จะเข้าใจสันติภาพ หรือการที่จะเข้าใจผู้อื่นก็ต้องเข้าใจตัวเองด้วย”

กระบวนการเรียนรู้เพื่อเข้าใจเรื่องสันติภาพ มันต้องยู่ในจิตใจ ทั้งคนหนุ่มและคนที่อาวุโส สงครามก็เช่นกัน การเกลียดชังสงครามก็ต้องอยู่ในจิตใจของมนุษย์เช่นกัน จึงพูดได้ว่าสันติภาพมันก็ต้องอยู่ในจิตใจของมนุษย์

ประเด็นหลักคือ ตามข้อเขียนของ Cora Weiss บอกว่า การปลูกฝังเมล็ดพันธ์ของสันติภาพที่จะยกเลิกสงครามนั้นต้องเริ่มต้นที่การศึกษา

สันติภาพในอิสลามมีเป้าหมายเพื่อมนุษยชาติทั้งหมด

Dr.Norodin กล่าวต่อไปว่า สันติภาพในอิสลาม คือสันติ ดังที่เราพูดว่า“สลาม”นั่นเอง ซึ่งเราต้องซื่อตรงต่ออัลลอฮเราจึงจะได้สันติภาพที่สมบูรณ์แบบในจิตใจเรา

สันติภาพในอิสลามมีเป้าหมายสูงสุดคือไม่เฉพาะมุสลิมเท่านั้น แต่เพื่อมนุษยชาติทั้งหมด ดังนั้นต้องผสมกับองค์ความรู้ที่แตกต่างกันตามความหลากหลายของคน เพื่อให้มีสันติให้ได้

วัฒนธรรมก่อความรุนแรง กับวัฒนธรรมก่อสันติภาพ

Dr.Norodin ได้เปรียบเทียบระหว่างวัฒนธรรมที่ทำให้เกิดความรุนแรงกับวัฒนธรรมที่ก่อให้เกิดสันติภาพหรือไม่ก่อความรุนแรงด้วยว่า

วัฒนธรรมที่ก่อความรุนแรงมักเกิดจากความเชื่อในอำนาจ โดยเชื่อในพื้นฐานของการใช้กำลังและมักมองคนอื่นเป็นศัตรู อย่างรัฐแบบอำนาจนิยม มักจะใช้การโฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda) เอาเปรียบประชาชน โดยให้ผู้ชายเป็นใหญ่ และเอาเปรียบธรรมชาติ

วัฒนธรรมก่อสันติเข้าใจปัญหาสากล เคารพสิทธิประชาชน

Dr.Norodin กล่าวว่า แต่วัฒนธรรมที่ก่อสันตินั้นจะเน้นการศึกษาเพื่อก่อให้เกิดสันติสุขภายใน เน้นความอดทน เน้นความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว พยายามเข้าใจระดับปัญหาสากล เป็นรัฐบาลมีส่วนร่วมเหมือนประชาธิปไตย ไม่มีการกีดกันข้อมูล รัฐบาลที่เปิดเผยข้อมูลให้กับประชาชน เคารพสิทธิเสรีภาพของประชาชน ไม่ส่งเสริมการสะสมอาวุธ เน้นการพัฒนาอย่างยืน ที่สำคัญคือให้เสมอภาคทั้งชายและผู้หญิง

วัฒนธรรมสงครามหรือความรุนแรงนั้นอยู่ด้วยความโกลาหล อยู่ด้วยความเครียดและความทุกข์ แต่วัฒนธรรมสันติภาพนั้นอยู่ด้วยความสันติสุข อยู่อย่างสงบ มีความร่มเย็น

ศึกษาสันติภาพด้วยทักษะวิทยาศาสตร์และภาษาอังกฤษ

Dr.Norodin กล่าวว่า วิธีการศึกษาสันติภาพที่ใช้ เริ่มจากรักธรรมชาติ รักสิ่งแวดล้อม รักประเทศ ถัดมาคือการให้เกียรติของคนที่แตกต่างกัน ทั้งศาสนาและวัฒนธรรม ฯลฯ

ทักษะพื้นฐานการเข้าใจ มาจากทักษะการสังเกต ทักษะทางด้านคอมพิวเตอร์ก็เอามาใช้ในการศึกษาสันติภาพได้ และทักษะพื้นฐานจากวิชาจำพวกคณิตศาสตร์ในการคิดคำนวณต่างๆก็เอามาใช้ด้วย

ใช้เรื่องเล่าเป็นพื้นฐาน

Dr.Norodin กล่าวว่า ในการศึกษาสันติภาพใช้เรื่องเล่าเป็นพื้นฐาน ซึ่งอาจให้คุณค่าในเรื่องสันติ และการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษด้วยเพื่อให้เข้าใจเหตุการณ์ปัจจุบันและเพื่อเข้าใจคุณค่าของสันติภาพ ซึ่งเรื่องเล่าของเยาวชนผู้เรียนมีความสำคัญมาก

นอกจากเรื่องเล่าแล้ว เรามีโครงการที่จะทำให้เข้าใจให้ลึกซึ้งมากขึ้น คือเพิ่มทักษะทางวิทยาศาสตร์ เช่น สอบสวนเรื่องราวแล้วมาเขียนเป็นภาษาอังกฤษเพื่อพัฒนาภาษาอังกฤษไปด้วย

มองจากฐานภาคประชาสังคม แต่ไม่ปฏิเสธพรรคการเมือง

Dr.Norodin กล่าวว่า ที่สำคัญ ฐานในการเรียนรู้เพื่อสร้างสันติภาพนั้น มองจากฐานของภาคประชาสังคม โดยสนับสนุนเรื่องสิทธิมนุษยชน โดยมีองค์กรที่เกี่ยวข้องคือ Bangsa Moro Organization League พร้อมทั้งไม่ปฏิเสธที่จะสร้างพรรคการเมืองในมินดาเนา หมายถึงเราไม่ปฏิเสธผู้นำพรรคการเมืองที่จะเรียนรู้เรื่องเหล่านี้

ตัวอย่างพรรคการเมืองที่ยึดมั่นในสันติภาพ คือ พรรค United Bangsa Moro Justice Party : UBJP สามารถดูในเว็บไซต์ได้ว่าพรรคการเมืองนี้มีนโยบายเรื่องสันติภาพอย่างไร

เน้นความสัมพันธ์ ทรัพยากร เพศ ยุติธรรม สิทธิฯ

Dr.Norodin กล่าวต่อไปว่า หัวข้อที่สำคัญที่มาเรียนรู้ มีตั้งแต่การให้คุณค่าอย่างไร มีพัฒนาการอย่างไร ความเป็นบุคคลเกี่ยวข้องกับคนอื่นอย่างไร การมีทรัพยากรที่จำกัดจะอยู่กันอย่างไร เพื่อให้มีความรักประเทศ แต่ต้องระมัดระวังเรื่องความแตกต่างทางเพศ ต้องมีความยุติธรรม โดยเน้นการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ โดยเคารพสิทธิมนุษยชนและการเคารพสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น

ต้องกล้าคิดแบบวิพากษ์

Dr.Norodin กล่าวต่อไปว่า อีกทักษะที่จะเข้าใจสันติภาพเพื่อการพัฒนา คือต้องมีความกล้าคิดแบบวิพากษ์ คิดอย่างใคร่ครวญลุ่มลึก และสามารถผสมผสานสิ่งต่างๆเข้ามา ซึ่งมาจากความคิดของมาร์กซิส คือมีการโต้แย้งว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ต้องหาข้อสรุปให้ได้

เรามีโครงการที่มีผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ครู แพทย์ พยาบาล วิศวกร มาสนับสนุนกระบวนการสันติภาพ และพัฒนาเพื่อให้เกิดสันติภาพ มีผู้นำบังซาโมโรมาร่วมตัวกัน

ขณะเดียวกันมีการพัฒนาสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของผู้นำบังซาโมโร เช่น สถานที่เกิด อาจมีการจัดทริปไปดู

การเล่าเรื่องเป็นเทคนิคเข้าใจสันติภาพ แต่ก็ต้องฝึกฟัง เพราะบางทีไม่เข้าใจ จึงต้องฟังแบบใคร่ครวญ ฝึกฟังจากสารคดี จากวีดิโอก็ดี เพื่อฝึกฟังให้เข้าใจเรื่องราว

ต้องสร้างเครือข่ายสันติภาพ จับมือกับคนอื่นด้วย

Dr.Norodin กล่าวด้วยว่า อีกประเด็นที่สำคัญเพื่อสร้างสันติภาพคือ ต้องเพิ่มผู้มีส่วนได้เสียเข้ามาร่วมให้มากขึ้น พยายามสร้างเครือข่ายสันติภาพ พยายามจับมือกับคนอื่นด้วย

“การสร้างสันติภาพต้องเริ่มต้นจากกลุ่มเราที่ตั้งใจ ค่อยๆคิดไป ร่วมมือร่วมใจ ถ้ามีปัญหาก็แก้ไป เป้าหมายสุดท้ายคือทำให้มีความสุข”

เปิดสอน ป.เอก,ป.โท สาขาสันติภาพ

ในส่วนคำถามจากผู้เข้าร่วมที่ถามว่า วิทยาลัยโปลีเทคนิคแห่งรัฐโกตาบาโต(CCSPC) มีการจัดอบรมให้ความรู้เรื่องสันติภาพอย่างไร

Dr.Norodin ตอบว่า มีการเปิดสอนระดับปริญญาเอก 15 คน และระดับปริญญาโท 15 คน และยังมีการอบรมย่อยๆอีก

ทางวิทยาลัยมีการอบรมตั้งแต่เรื่องการเข้าใจเรื่องการเจรจาไกล่เกลี่ย โดยให้การบ้านไปทำเป็นเวลา 6 เดือนเพื่อดูว่าจะแก้ปัญหาได้หรือไม่ ซึ่งผู้เรียนต้องใช้ความอดทนมาเพื่อให้มีเรื่องเล่ามาศึกษาวิเคราะห์กัน

นอกจากนี้ยังมีเวิร์คช็อบให้กลุ่มต่างๆได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยทุกคนถูกแอดไซด์ให้ไปค้นหาโจทย์และพยายามแก้โดยใช้องค์ความรู้ทางด้านสันติภาพและด้านวิทยาศาสตร์มาร่วมกันแก้ปัญหา แน่นอนบางอย่างแก้ไม่ได้ก็ให้คนที่เรียนสูงกว่าค่อยๆไปสืบค้นเพื่อให้ลึกขึ้นเพื่อจะแก้ปัญหา

เผยผู้หญิงมินดาเนาช่วยเขียนกฎกติกาสันติภาพ

ส่วนคำถามที่ว่า ผู้หญิงมีส่วนในกระบวนการสันติภาพอย่างไร Dr.Norodin ตอบว่า บทบาทผู้หญิงมีความสำคัญทั้งในเรื่องเศรษฐกิจและสังคม แต่เน้นใน 2 ประเด็น คือ การเลี้ยงชีวิตให้อยู่ได้ในสังคม ผู้หญิงมีหน้าที่ดูแลครอบครัวเป็นหน้าที่หลัก ทำอย่างไรให้สมาชิกในครอบครัวอยู่ได้

แต่ในมินดาเนาผู้หญิงมีบทบาทที่สำคัญกว่านั้น คือผู้หญิงได้รับการรับฟังความคิดเห็นในการตั้งกฎกติกาของการเจรจา ผู้หญิงช่วยเขียนกฎกติกาซึ่งดีมาก เพราะผู้หญิงเข้าใจความอ่อนโยน เข้าใจในวิถีชีวิต ไม่แข็งกร้าวเหมือนผู้ชาย จึงค่อนข้างประสบความสำเร็จในกำหนดกฎกติกา

ยกระดับสันติภาพไม่ง่ายอย่างที่คิด

ส่วนคำถามที่ว่า กระบวนการสันติภาพของมินดาเนาที่ได้รับการยอมรับจากประชาชนมีการเริ่มต้นอย่างไร และเหตุใดทุกฝ่าย ทุกอาชีพและทุกศาสนามารวมตัวกันสร้างสันติภาพ

Dr.Norodin ตอบว่า มีเสตปจากระดับชุมชนไปจนถึงระดับสูง แต่ไม่ง่ายอย่างที่เราคิด เพราะสังคมในบังซาโมโรเป็นมุสลิม แต่สังคมส่วนใหญ่เป็นคาธอลิก ซึ่งแน่นอนว่าต้องใช้เวลาในการทำความเข้าความมุ่งมั่นว่าเราจะไปสู่สันติภาพ จากชุมชนที่มีความต้องการ แล้วก็มีพลังทำให้ผู้นำข้างบนมีความมั่นใจในการที่จะคุยกับผู้นำในระดับสูงในรัฐบาล