ประชาสังคมสร้างสันติภาพ(3)‘DSJ’สื่อสารเพื่อสันติ ถามโต๊ะพูดคุยจะแก้ปัญหารากเหง้าอย่างไร?

ถอดบทบาท 3 องค์กรภาคประชาสังคมร่วมสร้างสันติภาพ“ความรู้ ขับเคลื่อน และสื่อสาร” ผ่านเวทีประชุมวิชาการ“การวิจัยทางสังคมศาสตร์กับการสร้างสันติภาพ”ตอนที่ 3 “DSJสื่อทางเลือกที่พยายามเน้นสื่อสารในแนว Peace Journalism ให้เสียงกลุ่มคนหลากหลาย สร้างความเข้าใจในความแตกต่าง ชี้สื่อต้องเป็นพื้นที่กลาง เพราะในพื้นที่ขัดแย้ง ความจริงเป็นเพียงส่วนเดียว แต่มีความรู้สึก ความเข้าใจ ความภูมิใจและการยอมรับที่ต้องจัดการ ถามถึงโต๊ะพูดคุยจะแก้ปัญหารากเหง้าอย่างไร?

ถอดบทบาท 3 องค์กรภาคประชาสังคมใน“งานความรู้ งานขับเคลื่อน และงานการสื่อสาร”ในการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 1: การวิจัยทางสังคมศาสตร์กับการสร้างสันติภาพ ตอนที่ 3 DSJ” หรือโรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ (Deep South Journalism School) สื่อทางเลือกภาคประชาสังคมที่อยู่ภายใต้ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ หรือ Deep South Watch : DSW ที่พยายามเน้นสื่อสารในแนว Peace Journalism

โดย “มูฮำหมัด ดือราแม” บรรณาธิการ DSJ ได้ถ่ายทอดผ่านเวทีเสวนา“เครือข่ายประชาสังคมกับการสร้างสันติภาพชายแดนใต้” ในการประชุมดังกล่าว ซึ่งจัดโดยโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งและการมีส่วนร่วมในภาคใต้ของประเทศไทย สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาเขตหาดใหญ่ เมื่อ 21 กันยายน 2559 ที่ห้องประชุม 210 สำนักงานอธิการบดี ม.อ. ดำเนินรายการโดย ดร.ธัญรดี ทวีกาญจน์ อาจารย์คณะวิทยาการจัดการ ม.อ.หาดใหญ่

เวทีนี้มี 3 วิทยากรที่เป็นตัวแทนองค์กรภาคประชาสังคมใน 3 บทบาทคือ งานความรู้ งานขับเคลื่อนสันติภาพระดับชุมชน และงานการสื่อสาร ได้แก่ นายแวอิสมาแอล์ แนแซ ผู้อำนวยการวิทยาลัยประชาชน นายตูแวดานียา ตูแวแมแง ผู้อำนวยการ LEMPAR นายมูฮำหมัด ดือราแม บรรณาธิการโรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ (DSJ) และนางสาวนฤดี จันทสิงห์ ผู้จัดการ STEP Project II ในฐานะองค์กรสนับสนุน

มูฮำหมัด ดือราแม บรรณาธิการ DSJ ผลิตสื่อ 2 ภาษา แก้ปัญหาความขัดแย้ง

นายมูฮำหมัด ดือราแม บรรณาธิการโรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ (DSJ) กล่าวว่า DSJ เป็นส่วนหนึ่งของศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ที่รับผิดชอบงานการสื่อสาร ส่วนที่ STEP ให้การสนับสนุนคือการผลิตสื่อ 2 ภาษาที่เน้นภาษามลายู เพราะมองว่าที่นี่มีคู่ขัดแย้งสองกลุ่มหลักๆ คือกลุ่มคนที่ใช้ภาษามลายูกับกลุ่มคนที่ใช้ภาษาไทย

ถ้ามองในเชิงโครงสร้างพบว่าประเทศไทยมีคนใช้ภาษาไทยเป็นคนส่วนใหญ่ มีคนส่วนน้อยที่ใช้ภาษามลายูแต่กลับเป็นคนส่วนใหญ่ในอาเซียน คือคนที่อยู่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ให้เสียงของกลุ่มคนที่หลากหลายออกมา

นายมูฮำหมัด กล่าวว่า บทบาทด้านการสื่อสารของ DSJ ในพื้นที่ขัดแย้ง นอกจากเรื่องของคู่ขัดแย้งหลักทั้งสองฝ่ายแล้ว ยังมีกลุ่มอื่นๆอีกในพื้นที่และมีความคิดเห็นหรือมีชุดความรู้ที่แตกต่างกันด้วย เราจึงพยายามสื่อสารเรื่องราวของกลุ่มต่างๆหลากลาย โดยเฉพาะกลุ่มคนที่พยายามพัฒนาศักยภาพของตัวเองขึ้นมา โดยพยายามนำเสนอทางออกหรือทางเลือกเพื่อแก้ปัญหาของตัวเอง ซึ่งในพื้นที่เราเห็นหลายกลุ่ม

ในระดับภาคประชาสังคมเราแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ 1.กลุ่มภาคประชาสังคมที่อิงกับภาครัฐ 2.กลุ่มที่อิงกับคนในพื้นที่หรือกับขบวนการชาตินิยมมลายูปาตานี และ 3.กลุ่มที่อยู่ตรงกลาง

“ทั้งสามกลุ่มเราพยายามสื่อสารให้เรื่องราวของพวกเขาออกมา เพราะคิดว่าถ้าไม่มีพื้นที่ให้แสดงออก มันก็จะแสดงออกไปในทางการใช้ความรุนแรง”

สื่อสารความเข้าใจในความแตกต่างหลากหลาย

นายมูฮำหมัด กล่าวว่า ในการสื่อสารเราพยายามเปิดพื้นที่และขยายความเข้าใจของคนในพื้นที่ออกมา ทั้งจากประชาชนหรือตัวองค์กรแล้ว ยังนำเสนอประเด็นใหม่ๆ ความรู้ความเข้าใจใหม่ๆ มานำเสนอต่อสังคมไทยด้วย เพราะเราตั้งสมมติฐานว่าสังคมไทยยังรับรู้และยอมรับในความหลากหลายอาจจะยังไม่มากพอ อันนี้เป็นจุดมุ่งหมาย

สื่อต้องเป็นพื้นที่กลาง

นายมูฮำหมัด กล่าวว่า ในการสื่อสารเราใช้ทั้งการจัดเวทีหรือสื่อสารประเด็นใหม่ๆออกมาเกิดการบอกต่อหรือนำไปขยายต่อ ทำให้ตัวตน บุคคลและองค์กรในพื้นที่ปรากฏออกมา ซึ่งเป็นความพยายามที่จะแสดงตัวตนออกมาในท่ามกลางความขัดแย้ง สะท้อนให้เห็นว่าความขัดแย้งที่ผ่านมาเป็นเรื่องของความเข้าใจแบบหนึ่งที่ไปกดทับความเข้าใจอีกแบบหรือเปล่า หรือปรากฏมาแล้วแต่ฝ่ายต่างๆยังไม่ยอมรับ

 “เราพูดถึงเรื่องการแลกเปลี่ยนกันของคนในสังคม พื้นที่ในการแลกนี้เราเรียกว่าพื้นที่สาธารณะหรือพื้นที่กลางที่ทุกคนสามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้ ซึ่งสื่อต้องเป็นพื้นที่กลาง”

ในความขัดแย้ง ความจริงเป็นแค่ส่วนเดียว

นายมูฮำหมัด กล่าวว่า “แล้วสิ่งที่เอามาแลกกันคืออะไร ในเมื่อที่นี่มีสองฝ่ายที่เป็นคู่ขัดแย้งหลัก และในความขัดแย้งนี้ ความจริงอาจเป็นแค่ส่วนเดียวจากหลายๆส่วนที่ต้องแก้ไข เช่น เราบอกว่าต้องเปิดเผยคนที่อยู่เบื้องหลัง ถามว่าเมื่อเปิดเผยแล้วปัญหาความขัดแย้งจะจบหรือเปล่า อาจจะจบหรือไม่จบก็ได้ แล้วส่วนอื่นๆคืออะไร ผมขอยกตัวอย่างจากข่าวที่ DSJรายงานออกไป แต่อาจยังไม่ครอบคลุมมาก”

ในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา DSJ นำเสนอประเด็นหลักๆ คือ ประเด็นกระบวนการสันติภาพ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเจรจาสันติภาพหรือการพูดคุยในระดับต่างๆ ประเด็นความมั่นคงที่รัฐจัดการกับเหตุรุนแรงอย่างไร ประเด็นกระบวนการยุติธรรม ประเด็นประชาสังคม ประเด็นอัตลักษณ์ ประเด็นเด็ก ประวัติศาสตร์ ศาสนาและประเด็นอื่นๆที่สำคัญๆ

จะเห็นได้ว่าเรื่องการจัดการความจริงมีแค่ 2 ประเด็นคือ ประเด็นความมั่นคงกับประเด็นกระบวนการยุติธรรม แต่กระบวนการยุติธรรมอาจมีทั้งเรื่องความจริงและความรู้สึกด้วย

ความรู้สึก ความเข้าใจ ความภูมิใจและการยอมรับ

นายมูฮำหมัด กล่าวว่า ความรู้สึกนี้คืออะไร ยกตัวอย่างเช่น เหตุเจ้าหน้าที่ปิดล้อมและวิสามัญฆาตกรรมจนทำให้นักศึกษาและชาวบ้านเสียชีวิต 4 ศพที่ อ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี ต่อมามีการตั้งคณะกรรมการค้นหาความจริงและผลก็ออกมาบอกว่าเจ้าหน้าที่รัฐกระทำเกินกว่าเหตุ เมื่อความจริงออกมาแล้วระดับหนึ่งแม้ศาลยังไม่ตัดสิน ถามว่าความจริงชุดนี้จะแก้ปัญหาความรู้สึกของคนมลายูที่มีต่อรัฐได้หรือไม่

ความรู้สึกคนมลายูต่อการใช้สันติวิธี

นายมูฮำหมัด กล่าวว่า อีกตัวอย่างคือ กรณีหะยีสุหลงซึ่งเป็นนักต่อสู้ที่ใช้สันติวิธี ไม่มีปืนสักกระบอก แต่สุดท้ายก็ถูกจับกุมและนำไปสู่การหายตัวไป ถามว่าความรู้สึกของคนมลายูต่อการใช้สันติวิธีในการแก้ปัญหานั้น เขายังเชื่อว่าสันติวิธีแค่ไหนว่าจะได้ผล ในเมื่อตัวอย่างมีให้เห็นมานานแล้ว

“จะบอกว่าในพื้นที่ขัดแย้ง ความจริงเป็นแค่ส่วนหนึ่งที่ต้องจัดการ เช่นเดียวกับอีกหลายส่วนที่สำคัญที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ขัดแย้งในเชิงชาติพันธุ์ คือ ความรู้สึก ความรู้ ความเข้าใจ ความภูมิใจและการยอมรับ”

กระบวนการสันติภาพต้องอธิบายด้วยความรู้

นายมูฮำหมัด กล่าวว่า ปัจจุบันมีกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพ แต่ทั้งคนในพื้นที่หรือภาครัฐรู้สึกว่าเมื่อพูดคุยกันแล้วทำไมความรนแรงยังไม่หยุด ซึ่งก็มีทั้งความรู้ ทฤษฎี รวมทั้งตัวอย่างจากต่างประเทศเยอะแยะที่อธิบายได้ว่าทำไมถึงเป็นอย่างนี้ ซึ่งรัฐเองก็ใช้แนวทางต่างๆ ทั้งการสร้างความไว้วางใจ การใช้ความรู้

โต๊ะพูดคุยจะแก้ปัญหารากเหง้าอย่างไร?

นายมูฮำหมัด กล่าวว่า ส่วนความภาคภูมิใจ เป็นความภาคภูมิใจในภาษาของตัวเอง ประเพณีวัฒนธรรม อัตลักษณ์ รวมทั้ง ความภาคภูมิใจในการเสียสละของบรรพบุรุษในอดีต ที่ต้องให้เปิดเผยออกมาด้วย ถ้าไม่ออกมาก็เกิดความเข้าใจผิด แต่เมื่อออกมาแล้วจะทำอย่างไรให้เกิดการยอมรับ ให้มีสถานะ ให้มีพื้นที่ ให้มีที่ทางของมัน

“ทั้งความจริง ความรู้สึก ความภาคภูมิใจต่างๆนี้ ผมคิดว่าสามารถจัดการได้ ผมไม่ได้มองปลายทางของปัญหาว่าจะเป็นอย่างไร แต่มองว่ากระบวนการสันติภาพจัดการเรื่องนี้อย่างไรเป็นสิ่งสำคัญ”

นักวิชาการด้านสันติภาพหลายๆคน บอกว่านี่คือสันติภาพในเชิงบวก คือ สันติภาพที่ไปจัดการรากเหง้าของปัญหา ไม่ใช่แค่หยุดความรุนแรงอย่างเดียว ซึ่งทุกคนสามารถมีส่วนร่วมแก้ปัญหาและสร้างสันติภาพได้

นฤดี จันทสิงห์ ผู้จัดการ STEP Project ll

นางสาวนฤดี จันทสิงห์ ผู้จัดการ STEP Project ll กล่าวว่า STEP Project เป็นหน่วยงานขององค์การสหประชาชาติหรือ UN โดยโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ หรือ UNDP (United Nations Development Program: UNDP) ทำโครงการหนึ่งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ตั้งแต่ปี 2010 ในเรื่องการเสริมสร้างความเข้มแข็งการมีส่วนร่วมในภาคใต้ ภายใต้ชื่อ ” Southern Thailand Empowerment and Participation” ในระยะแรกตั้งแต่ปี 2010-2014

เมื่อเห็นว่ามีพัฒนาการในหลายๆเรื่อง จึงดำเนินการในระยะที่ 2 ตั้งแต่ปี 2015 อาจจะถึงปี 2017 หรือไม่ก็ต้องดูกันต่อไป

ทำงานสันติภาพ ยุติธรรม พัฒนาคุณภาพชีวิต

นางสาวนฤดี กล่าวว่า STEP มุ่งเน้นวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1.ใช้เครือข่ายที่ทำงานด้านสันติภาพ ภาคประชาสังคม ภาคประชาชนหรือองค์กรพัฒนาเอกชน มีการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร 2.การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม 3.การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐในภาคใต้ โดยมีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี และสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ เป็นภาคีหลัก

“เราทำงานกับสถาบันการศึกษา โดยอยากให้เครือข่ายภาคประชาชนมีส่วนในการขับเคลื่อนงานร่วมกับหลายๆองค์กร โดยสถาบันการศึกษาเป็นหลัก”

สันติภาพเป็นอะไรได้มากมาย

นางสาวนฤดี กล่าวว่า สันติภาพจะเกิดหรือนำมาใช้ก็ในพื้นที่ความขัดแย้ง ในพื้นที่มีความรุนแรงอย่างในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เรามองเรื่องความขัดแย้งเป็นอะไร ในภาคประชาสังคมต้องมีหน้าที่อะไร แล้วบทบาทของสันติภาพคืออะไร คือการเข้าถึงประชาชนให้มาก การเชื่อมโยงเพื่อยุติความรุนแรง

“สันติภาพเป็นอะไรได้มากมาย ขึ้นอยู่กับว่าพื้นที่สาธารณะที่ให้กับประชาชน เพราะฉะนั้น ภาคประชาชนก็เป็นส่วนหนึ่งเป็นฐานเรื่องสันติภาพ เราต้องดูว่าพื้นที่จะบูรณาการสันติภาพคืออะไร แต่ ณ วันนี้สันติภาพคือการไม่อยากให้ความรุนแรงเกิดขึ้นในพื้นที่ของเรา”

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ประชาสังคมสร้างสันติภาพ(1)‘วิทยาลัยประชาชน’ ให้ความรู้ผู้นำประชาชนเพื่อเปลี่ยนผ่านความขัดแย้ง

ประชาสังคมสร้างสันติภาพ(2)‘LEMPAR’ ผู้ใช้ความรู้ขับเคลื่อน Kampong Damai ในพื้นที่สีแดง

ศ.สุริชัย หวันแก้ว “การวิจัยสันติภาพ คือการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนร่วมกัน"

ผลวิจัยสถานการณ์ผู้ชายชายแดนใต้ชี้ชัด ชีวิตขาดอิสระ ไม่เชื่อกระบวนการยุติธรรม

Jacke Lynch : ‘วารสารศาสตร์เพื่อสันติภาพ’ คือการปฏิรูปการนำเสนอข่าวของทั่วโลก