“บทเรียนกระบวนการสันติภาพโคลอมเบียและชายแดนใต้” สันติภาพจะเกิดต้องฟังเสียงประชาชน

ศูนย์ข่าวสารสันติภาพ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จับมือ ศูนย์ความร่วมมือทรัพยากรสันติภาพ (PRC) จัดวงเสวนาเรียนรู้ความขัดแย้ง/ความรุนแรงและกระบวนการสันติภาพในโคลอมเบียและชายแดนใต้ วิทยากรชี้ปัญหาความขัดแย้งในโคลอมเบียประชาชนถือเป็นปัญหาของทุกคนและประชาชนต้องการสันติภาพ ขณะที่ความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนใต้ ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศไทยยังไม่ได้รับรู้ข้อมูลเท่าที่ควร

29 พฤศจิกายน 2559 ที่ผ่านมา ศูนย์ข่าวสารสันติภาพ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับ ศูนย์ความร่วมมือทรัพยากรสันติภาพ (Peace Resource Collaborative – PRC) จัดเสวนา ในหัวข้อ “กระบวนการสันติภาพ: ความสำเร็จและความท้าทายในโคลอมเบียและสามจังหวัดชายแดนใต้” โดยมีวิทยากร คือ ดร.เชาวฤทธิ์ เชาว์แสงรัตน์ จากภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อาจารย์ไฟซอล ดาโอ๊ะ จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี และนางสาวรุ่งรวี เฉลิมศรีภิญโญรัช จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย โดยมี ผศ.ดร.จันจิรา สมบัติพูนศิริ จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นผู้ดำเนินรายการเสวนา

เรียนรู้ความขัดแย้งและกระบวนการสันติภาพในโคลอมเบีย

ดร.เชาวฤทธิ์ เชาว์แสงรัตน์ อธิบายความขัดแย้งและความรุนแรงในประเทศโคลอมเบีย โดยย้อนไปถึงต้นศตวรรษที่ 19 ภายหลังจากที่โคลอมเบียได้รับเอกราช ซึ่งมี 2 พรรคการเมืองที่สลับกันมีอำนาจคือพรรคเสรีนิยมและพรรคอนุรักษ์นิยม ทั้งสองพรรคเกิดความขัดแย้งกันจนเกิดสงครามที่เรียกว่าสงครามพันวัน ผลของสงครามในครั้งนั้น ทำให้ปานามาแยกตัวเป็นเอกราชออกจากโคลอมเบีย

ในช่วงปี 1959 แนวคิดคอมมิวนิสต์เริ่มเข้ามาสู่โคลอมเบียและพื้นที่อื่นๆ ของละตินอเมริกา เพราะในช่วงเวลาดังกล่าวในละตินอเมริกามีความไม่เท่าเทียมสูงมาก ผู้คนจึงสนใจแนวคิดสังคมนิยมที่เน้นในเรื่องของความเท่าเทียม

ฟาร์ก จากอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ สู่ค้ายาเสพติด

ในปี 1964 เริ่มมีการก่อตั้งกลุ่มฟาร์ก หรือที่เรียกกันว่ากลุ่มกบฏฝ่ายซ้าย ซึ่งในช่วงที่เข้มแข็งมีกองกำลังมากกว่า 16,000 คน มีเป้าหมายคือต้องการความเท่าเทียม การกระจายรายได้ หรือใช้อุดมการณ์คอมมิวนิสต์ในการขับเคลื่อนกลุ่มมาโดยตลอด แต่เมื่อช่วงหลังปี 1989 แนวคิดคอมมิวนิสต์ไม่เป็นที่นิยม กลุ่มฟาร์กเลยเปลี่ยนมาต่อสู้กับรัฐบาลเพื่อดำเนินธุรกิจยาเสพติดแทน

กลุ่มฟาร์กยังได้ใช้กลยุทธ์การต่อสู้ด้วยการจับตัวคนรวยแล้วเรียกค่าไถ หนึ่งในคนรวยที่ถูกจับเรียกค่าไถและถูกฆ่าคือ พ่อของนายอัลวาโร ยูริเบ ซึ่งต่อมาเขาได้รับการเลือกเป็นประธานาธิบดี

เมื่อคนรวยถูกคุกคามจากกลุ่มฟาร์กโดยที่รัฐบาลไม่สามารถปกป้องได้ กลุ่มคนรวยจึงได้สร้างกองกำลังของตัวเองขึ้นมา หนึ่งในนั้นคือคือพี่ชายของยูริเบ หรือเรียกว่าทหารนอกกฎหมายฝ่ายขวา

นอกจากนั้นกลุ่มกบฏฝ่ายซ้ายยังมีอีกกลุ่ม คือ กลุ่ม ELN ซึ่งรับแนวคิดมาจากคิวบา กลุ่มนี้ไม่ทำสิ่งที่ผิดกฎหมายเหมือนกลุ่มฟาร์ก แต่เน้นต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมของประชาชน ไม่มีการค้ายาเสพติด แต่ใช้วิธีการถล่มบริษัทขนาดใหญ่ เช่น แป๊ปซี่ เป็นต้น

สรุปแล้ว ในช่วงเวลาดังกล่าวในประเทศโคลอมเบียมีรัฐบาลที่อ่อนแอที่สลับกันมีอำนาจ มีกลุ่มกบฏฝ่ายซ้าย 2 กลุ่ม และทหารนอกกฎหมายฝ่ายขวา แต่รัฐบาลกับฝ่ายขวาจะทำงานเข้ากันได้มากกว่า เช่น รัฐบาลชี้เป้าสถานที่หลบซ่อนของฝ่ายซ้ายให้ทหารนอกกฎหมายฝ่ายขวา ฝ่ายขวาก็ตามไปฆ่าฝ่ายซ้าย และบ่อยครั้งที่เมื่อฝ่ายขวาปราบปรามฝ่ายซ้ายแล้ว ฝ่ายขวาก็คุมพื้นที่และค้ายาเสพติดเสียเอง

ความขัดแย้ง ความรุนแรง ประชาชนคือเหยื่อ

ในช่วงเวลาดังกล่าวประชาชนโคลอมเบียอพยพออกนอกประเทศเพื่อหนีความรุนแรงสูงเป็นอันดับสองของโลก จนทำให้ในช่วงปี 1998-2002 มีความพยายามของผู้นำประเทศในการที่จะเจรจากับกบฏฝ่ายซ้าย โดยการยกพื้นที่ 1 ใน 3 ของประเทศให้กลุ่มฟาร์กได้ดูแล แต่กลุ่มฟาร์กกลับใช้เป็นพื้นที่ปลูกและค้ายาเสพติด  และไม่วางอาวุธ เป็นเหตุให้ประชาชนโคลอมเบียไม่ไว้ใจกระบวนการสันติภาพ

ประชาธิปไตย คือสิ่งที่ประชาชนต้องการ

ในปี 2002 มีคนเสนอตัวเองเพื่อขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี นั่นก็คือ นายอัลวาโร ยูริเบ โดยมีนโยบายที่เป็นประชาธิปไตยที่เน้นความปลอดภัยของประชาชน จนสามารถเอาชนะการเลือกตั้งได้อย่างถล่มทลาย

ในปี 2002-2006 ยูริเบ ปราบปรามฝ่ายซ้ายอย่างหนัก และเจรจาให้ฝ่ายขวาวางอาวุธ ซึ่งก็คุยกันได้ เพราะพี่ชายของยูริเบก็อยู่ฝ่ายขวา ทำให้ในช่วงเวลาดังกล่าว เขาได้รับความนิยมสูงมากจนสามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เขาสามารถลงเลือกตั้งได้อีกครั้งจากเดิมที่สามารถเป็นประธานาธิบดีได้แค่วาระเดียว และยูริเบก็สามารถเอาชนะการเลือกตั้งถล่มทลายอีกครั้ง

ในช่วงปี 2006-2010 ยูริเบพยายามจะแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกครั้งเพื่อให้เขาได้ลงชิงชัยประธานาธิบดีได้อีกครั้ง แต่ครั้งนี้ศาลรัฐธรรมนูญไม่อนุญาตให้มีการแก้ไข ยูริเบจึงส่งไม้ต่อให้นายฮวน มานูเอล ซานโตส อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งเคยปราบปรามกบฏฝ่ายซ้ายมาตลอด

แต่เมื่อซานโตสได้ขึ้นสู่อำนาจ เขาก็หันหลังให้กับนโยบายของยูริเบ โดยการเจรจากับกลุ่มฟาร์ก เพราะซานโตสต้องการสันติภาพ ไม่อยากต่อสู้อีกต่อไปแล้ว และประชาชนเองก็สนับสนุนซานโตส เพราะเบื่อความรุนแรง โดยประชาชนมีการเดินขบวนเพื่อเรียกร้องสันติภาพ

ประชามติที่ไม่ใช่เสียงสวรรค์

หลังจากซานโตสขึ้นสู่ตำแหน่งได้ 2 ปี ก็ได้มีการเจรจากับกลุ่มฟาร์กที่ประเทศคิวบาและคิวบาก็เป็นคนกลางในการเจรจาครั้งนี้ด้วย ซึ่งตกลงกันได้ทุกข้อ แต่ข้อตกลงของการเจรจาจะต้องได้รับความเห็นชอบจากประชาชนเสียก่อน จึงได้จัดทำประชามติเพื่อให้ได้รับความเห็นชอบจากประชาชนเกินครึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิ

โดยมีการทำประชามติในวันที่ 3 ต.ค. 2016 หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าโหวตเยสจะชนะได้ไม่ยาก แม้แต่ซานโตสก็ไม่ได้เตรียมแผนไว้หากเกิดว่าโหวตโนชนะ แต่ผลปรากฏว่าเสียงโหวตโนชนะ ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เอาด้วยกับข้อตกลงสันติภาพกับกลุ่มฟาร์ก เหตุผลส่วนหนึ่งเพราะฝ่ายที่ค้านมองว่ากลุ่มฟาร์กจะได้รับโทษน้อยเกินไปจากข้อตกลงดังกล่าว โดยแกนนำในการค้านครั้งนี้ก็คือยูริเบ อดีตประธานาธิบดี

แต่ในขณะที่ประธานาธิบดีซานโตสหมดกำลังใจ ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไป เพราะไม่ได้เตรียมแผนไว้ ปรากฏว่าซานโตสได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ในวันที่ 7 ต.ค. 2016 ทำให้เขามีความชอบธรรมที่จะเซ็นต์สัญญากับกลุ่มฟาร์กอีกครั้ง โดยเพิ่งเซ็นต์สัญญาไปเมื่อวันที่ 24 พ.ย. 2016 ที่ผ่านมานี้เอง

แต่ครั้งนี้จะไม่เอาข้อตกลงไปให้ประชาชนทำประชามติ แต่จะนำไปให้สภาผู้แทนราษฎรลงคะแนนเสียงรับหรือไม่รับแทน ซึ่งก็ถือว่ามีความชอบธรรม เพราะเป็นผู้แทนของประชาชน และมีโอกาสผ่านมากกว่า เพราะซานโตสก็คุมเสียงในสภาได้ ซึ่งก็ถือได้ว่ากระบวนการสันติภาพโคลอมเบียยังมีความหวัง

ย้อนประวัติความขัดแย้งในสามจังหวัดภาคใต้

รุ่งรวี เฉลิมภิญโญรัช นักวิจัยอิสระซึ่งกำลังศึกษาในระดับปริญญาเอก ที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย ได้กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ คนทั่วไปอาจมองเห็นได้ชัดเจนจากเหตุความรุนแรงช่วงต้นปี 2547  แต่ถ้าในมุมของคนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ความขัดแย้งเกิดขึ้นนานกว่า 100 ปีมาแล้ว

รุ่งรวีอธิบายว่า ชาวมลายูมุสลิมมองตนว่าตกอยู่ภายใต้อาณานิคมของรัฐสยามมายาวนาน ที่ชัดเจนอย่างเป็นทางการก็ตั้งแต่มีการแบ่งเขตแดนอย่างชัดเจนในปี 1909 จากการลงนามสนธิสัญญา Anglo-Siamese Treaty อันส่งผลให้สามจังหวัดภาคใต้ตกเป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทย จนนำไปสู่การต่อสู้เป็นระยะๆ นำโดยเจ้าเมืองเก่า กระทั่งปี 2490 หะยีสุหลง อับดุลกาเดร์ ผู้นำศาสนาได้นำข้อเรียกร้อง 7 ข้อยื่นต่อรัฐบาลหลังจากนั้นถูกจำคุกเป็นเวลา 3 ปีกว่า และหลังจากถูกปล่อยออกมาก็ถูกเรียกไปรายงานตัวโดยสันติบาลไทย  ระหว่างนั้นปรากฏว่าหะยีสุหลงได้สูญหายพร้อมกับลูกชายซึ่งไปเป็นล่ามให้ 

รุ่งรวี ได้สรุปว่าการต่อสู้ของชาวมลายูในช่วงแรกนั้นเป็นการต่อสู้โดยใช้สันติวิธีกระทั่งเกิดเหตุการณ์การหายตัวไปของหะยีสุหลงกลายเป็นจุดเริ่มต้นการก่อตัวของกลุ่มขบวนการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น BNPP PULO BRN เป็นต้น 

รุ่งรวี ให้ข้อสังเกตว่า ในช่วง ปลายของทศวรรษ 1980 และ 1990 ปฏิบัติการทางทหารของกลุ่มขบวนการลดน้อยลง จนรัฐบาลก็คิดว่าขบวนการเหล่านี้น่าจะหมดไปในไม่ช้า แต่อันที่จริงแล้วขณะนั้นเป็นช่วงของการก่อตัวของกลุ่มบีอาร์เอ็น โคออร์ดิเนท  กระทั่งปี 2547 เริ่มมีการปฏิบัติการทางทหารอย่างชัดเจน

 ดัชนีความขัดแย้งและกระบวนการสันติภาพของโลก

รุ่งรวี ได้หยิบยกการสำรวจของ Global Terrorism Index (ดัชนีการก่อการร้ายทั่วโลก) ในปี 2015  พบว่า ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 10 ของโลก ส่วนในหนังสือ The 2015 Yearbook on Peace Processes  ระบุว่า การพูดคุยสันติภาพมีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาในระยะยาวมากกว่าการใช้การปราบปรามทางการทหาร โดยการสำรวจชิ้นนี้พบว่า  ในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา มี 44 ประเทศสิ้นสุดความขัดแย้งด้วยกระบวนการพูดคุยสันติภาพ และมีเพียง 11 ประเทศเท่านั้นที่จบด้วยการปฏิบัติการทางทหาร

เส้นทางกระบวนการพูดคุยสันติภาพ/สันติสุขในสามจังหวัดภาคใต้

ในปี 2547 รัฐบาลไทยยังไม่ยอมรับและไม่เห็นด้วยกับการพูดคุยสันติภาพ  และหากใครพูดถึงการเจรจากับขบวนการแล้วรัฐบาลก็จะตอบโต้ทันทีเนื่องจากรัฐบาลเกรงว่าจะเป็นการยกระดับของฝ่ายขบวนการ หากแต่ระหว่างนั้นรัฐบาลไทยก็พยายามหาช่องทางพูดคุยกับขบวนการอย่างเป็นระยะๆ แต่เป็นลักษณะทางลับ

รุ่งรวี กล่าวถึงประวัติการพูดคุยสันติภาพในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า การพูดคุยสันติภาพในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น  เริ่มต้นจากการพูดคุยที่ลังกาวีในช่วงระหว่างปี 2548-2549 นำโดย ดร.มหาเธร์ บิน โมฮัมหมัด อดีตประธานาธิบดีประเทศมาเลเซีย แต่เป็นการคุยอย่างไม่เป็นทางการ มีข้อเสนอให้รัฐบาลทักษิณ แต่ไม่ทันได้มีการพิจารณา เพราะถูกมรสุมการเมืองเสื้อเหลืองในส่วนกลาง ทำให้ข้อเสนอดังกล่าวก็ตกไป

ต่อมาคือ การพูดคุยที่ โบกอร์ เกิดขึ้นในช่วงปี 2551 เป็นการพูดคุยที่มีนายยูซุฟ คาลาร์ รองประธานธิบดีอินโดนีเซียในขณะนั้น ซึ่งเคยมีบทบาทในการเป็นคนกลางในอาเจะห์ ประเทศอินโดนีเซีย ฝ่ายไทยมี พล.อ.ขวัญชาติ กล้าหาญ อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 ขณะที่ฝ่ายขบวนการมีจำนวน 15 คน แต่ส่วนใหญ่ไม่มีบทบาททางการทหารแล้ว แต่คุยได้เพียงครั้งเดียว เพราะทางอินโดนีเซียได้เปิดเผยเรื่องการพูดคุยต่อสื่อมวลชนทำให้ฝ่ายไทยโกรธมากและปฏิเสธการพูดคุยดังกล่าว

ในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ OIC ได้จัดคุยที่ประเทศมาเลเซียและประเทศซาอุดีอารเบีย แต่เมื่อทางรัฐบาลรับทราบความเคลื่อนไหวดังกล่าวก็มีการประท้วงมาเลเซีย และลอบบี้ OIC เป็นระยะๆ โดยมีการเชิญที่ปรึกษา OIC เข้ามาในประเทศไทยเพื่อให้เห็นความก้าวหน้าของการแก้ปัญหาภาคใต้ แต่เมื่อ OIC กลับไปก็มีการรายงานในเชิงลบว่า ปัญหาภาคใต้มีความก้าวหน้าเพียงเล็กน้อยเท่านั้นทำให้ประเทศไทยไม่พอใจ ทั้งนี้ OIC ได้เสนอให้รัฐบาลแก้ปัญหาด้วยการพูดคุย

ความพยายามสร้างการพูดคุยอีกกรอบหนึ่งคือกระบวนการเจนีวา (Geneva Process)  ซึ่งนำโดย Center for Humanitarian Dialogue (The HD Center)  HD ได้ทำงานร่วมกับ สมช.  แต่เป็นการเคลื่อนไหวแบบเงียบ ๆ โดยมีการเชื่อมต่อกับขบวนการต่างๆ อย่างลับๆ แต่กลุ่มขบวนการดังกล่าวที่ไปคุยนั้นไม่ได้รับการฉันทามติจากสภาหากแต่ไปในนามส่วนตัว   

กระทั่งปี 2555 ในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกทักษิณได้ไปพูดคุยกับนาจิบ ราซัค นายกรัฐมนตรีของประเทศมาเลเซีย  เพื่อริเริ่มให้มีการพูดคุย โดยมีฝ่ายไทยนำโดย พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร  และพล.ต.ทวี สอดส่อง ซึ่งเป็นคนที่มีบทบาทสำคัญในการพูดคุยครั้งนี้ ทั้งคู่มีความใกล้ชิดกับทักษิณ อดีตนายกรัฐมนตรี  กระทั่งต้นปี 2556 เกิดการลงนามพูดคุยสันติภาพที่เมืองกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

เอกสารลงนาม BRN ไม่ถูกระบุอย่างชัดเจน

รุ่งรวี ได้ให้ข้อสังเกตว่า ในเอกสารลงนามพูดคุยสันติภาพ รัฐบาลไทยกับขบวนการในปี 2556 นั้น ไม่ได้ระบุฝ่ายขบวนการว่าเป็นใคร หากแต่ระบุว่าเป็นผู้เห็นต่างจากรัฐ หรือปาร์ตี้ B  แต่ในเอกสารกลับมีการประทับตราของ BRN อย่างชัดเจน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงว่ารัฐบาลยังมีความกังวลในการเรียกชื่อขบวนการ

อย่างไรก็ตามรุ่งรวี ได้กล่าวว่า การพูดคุยครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีการพูดคุยอย่างเป็นทางการมาก่อน โดยการพูดคุยมีทั้งหมด 4 ครั้ง และในโต๊ะพูดคุยดังกล่าวนั้น ฝ่ายปาร์ตี้ B เองก็มีโอกาสได้พูดถึงสาเหตุและที่มาที่ไปของการต่อสู้  ในขณะนั้นเองฝ่ายปาร์ตี้ B ก็ได้ออกคลิปวิดิโอรวมทั้งหมด 6 ครั้ง

 5 ข้อเรียกร้อง ใครเป็นคนเขียน?

รุ่งรวี เผยต่อว่า มีการตั้งข้อสงสัยต่อข้อเรียกร้อง 5 ข้อของปาร์ตี้ B ที่ประกอบด้วยรายละเอียด 38 หน้าว่า ใครกันแน่เป็นคนเขียน ในเอกสารไม่ได้ระบุว่าต้องการเอกราชแต่อย่างใด หากแต่บอกเพียงแค่ต้องการปกครองพิเศษเท่านั้นซึ่งมีรายละเอียดมากพอสมควร 

รุ่งรวีกล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม การพูดคุยครั้งนี้ก็ไม่สามารถก้าวไปสู่การพูดคุยในระดับเนื้อหา เพราะมีการยุบสภาเสียก่อน

ประยุทธ์ จันทร์โอชา สานต่อการพูดคุยสันติภาพ

รุ่งรวี กล่าวว่า หลายคนต่างคิดว่า การที่ประเทศไทยอยู่ภายใต้การปกครองของทหาร น่าจะไม่มีการสนับสนุนการพูดคุยสันติภาพที่เป็นทางการต่อ เพราะช่วงการพูดคุยสมัยยิ่งลักษณ์กลุ่มกองทัพต่างก็ต่อต้านไม่เห็นด้วย  แต่รัฐบาลประยุทธ์กลับประกาศว่าจะสานต่อ หากแต่มีการเปลี่ยนชื่อ จากการพูดคุยสันติภาพ เป็นการพูดคุยสันติสุข

และกล่าวอีกว่า ด้าน BRN บางส่วนไม่ต้องการพูดคุยภายใต้รัฐบาลทหารก็ตาม ผู้ที่ต้องการจะเข้าร่วมการพูดคุยได้ร่วมก่อตั้ง MARA Patani อันประกอบด้วยตัวแทนของกลุ่มขบวนการหลายกลุ่มไม่ว่าจะเป็น BRN PULO DSPP GMIP BPP เป็นต้น  แต่ก็ยังมีคำถามว่า MARA Patani มีอำนาจในการควบคุมกองกำลังปฏิบัติการในพื้นที่ได้มากน้อยแค่ไหน

TOR กรอบข้อตกลงในการพูดคุย

รุ่งรวี ได้กล่าวว่า MARA Patani  ได้ยื่นข้อเสนอ  3 ข้อ ก่อนการร่างกรอบกติกาการพูดคุย (TOR) ประกอบด้วย 1) การพูดคุยสันติสุขต้องเป็นวาระแห่งชาติ (National Agenda)  2) ยอมรับว่าตัวแทนการพูดคุยสันติภาพคือ MARA patani และสุดท้ายคือ 3) Immunity หรือการให้เอกสิทธิ์รคุ้มกันคุ้มกันทางคดี

เธออธิบายเพิ่มอย่างน่าสนใจว่า  3 ข้อเสนอของฝ่าย MARA Patani ดังกล่าวรัฐไทยยอมรับได้เพียงข้อแรก หากแต่สองข้อสุดท้ายรัฐไทยไม่สามารถยอมรับได้ จึงเป็นที่มาของการไม่ยอมรับ TOR ที่ได้ร่างร่วมกัน เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2559 นั่นเอง ในร่างฉบับดังกล่าว  มีการหาออกในประเด็นดังกล่าวด้วยการใส่เชิงอรรถว่า ฝ่ายปาร์ตี้ A เรียกฝ่ายปาร์ตี้บีว่า “ผู้เห็นต่างจากรัฐ”  ส่วนฝ่ายปาร์ตี้ B เรียกตนเองว่า MARA Patani ส่วนเรื่องเอกสิทธิคุ้มกันทางคดีนั้นได้ใช้คำว่า protection from prosecution  (การปกป้องจากการถูกดำเนินคดี) แทนคำว่า immunity อย่างไรก็ดี ทางรัฐบาลไทยก็ยังไม่สามารถยอมรับ TOR ฉบับดังกล่าวได้  

ข้อสังเกตของจากกระบวนการพูดคุยสันติภาพ/สันติสุข

รุ่งรวีได้ตั้งข้อสังเกตจากการพูดคุยสันติภาพนี้ว่า

1.การริเริ่มพูดคุยสันติภาพอย่างเป็นทางการ หมายถึงการยอมรับความขัดแย้งว่าเป็นมิติทางการเมืองไม่ใช่อาชญากรรมทั่วไป

2. การที่ประเทศไทยยอมรับให้ประเทศมาเลเซียเป็นผู้อำนวยความสะดวก ต่อไปนั้น ถือว่าเป็นความก้าวหน้า เพราะที่ผ่านมาทหารไม่ยอมรับการพูดคุยที่เป็นทางการเพราะกลัวการยกระดับ ซึ่งเป็นสิ่งบ่งชี้ว่า ทหารเริ่มยอมรับว่าไม่สามารถทำให้ความขัดแย้งจบลงได้ด้วยการปราบปราม

3. การพูดคุยที่เป็นทางการส่งผลให้ BRN เริ่มออกมาสื่อสารผ่านสื่อสาธารณะเป็นครั้งแรก และใช้พื้นที่นี้เป็นการสร้างพื้นที่ในการต่อรองทางการเมือง

4. การตั้งคำถามว่า ตัวแทนที่มาพูดคุยนั้นมีอำนาจในการควบคุมกองกำลังทหารได้หรือไม่ ช่วงที่มีการตกลงลดความรุนแรงในช่วงเดือนรอมฎอน ปี 2556 นั้น ปรากฏว่าจากสถิติชี้ชัดว่า สถานการณ์ลดลงจริง แต่หลังจากนั้นเหตุการณ์กลับเพิ่มขึ้นโดย BRN อ้างว่าฝ่ายรัฐมีการละเมิดข้อตกลงก่อน ทำให้ความขัดแย้งกลับรุนแรง ซึ่งเมื่อดูในรายละเอียดตรงนี้แล้ว ก็จะเห็นได้ว่าตัวแทนที่เข้าไปพูดคุยสามารถจะสั่งการผู้ปฏิบัติการในพื้นที่ได้อย่างมีนัยสำคัญ 

5.ปัญหาภาคใต้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการจัดการความสัมพันธ์ทางอำนาจ  ในการพูดคุยสันติภาพ รัฐบาลต้องเตรียมข้อเสนอในเรื่องการกระจายอำนาจ  ถ้ามีการยกประเด็นนี้แล้วจะคุยอย่างไร จะต่อรองอย่างไร เพราะการพูดคุยคงไม่ได้หยุดอยู่เฉพาะประเด็น พื้นที่ปลอดภัยเท่านั้น

องค์ประกอบความสำเร็จในการพูดคุยสันติสุข?

รุ่งรวี กล่าวถึงปัจจัยสำคัญต่อการพูดคุยสันติภาพให้ประสบความสำเร็จว่า  หากจะให้การพูดคุยสันติภาพในสามจังหวัดภาคใต้ประสบความสำเร็จ ต้องทำงานใน 3 ประเด็นที่สำคัญคือ 1)  ต้องสร้างความไว้วางใจ (confidence building)  ประเด็นตัวแทนที่ไปคุยนั้นเป็นคนที่คุมกำลังจริงหรือไม่ อาจจะไม่ใช่คำถามที่สำคัญนัก  เพราะผู้มีอำนาจจริงเขาไม่ออกมาแน่ แต่ว่าพวกเขามีการเชื่อมต่อกัน ความสำคัญคือฝ่ายรัฐต้องสร้างความมั่นใจมากพอที่ทำให้วันหนึ่งพวกเขาจะกล้าเข้าร่วมอย่างเป็นทางการ  2)  ต้องให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม  เพราะผู้สูญเสียมีความหลากหลายทั้งไทยพุทธ มลายูมุสลิม รวมถึงคนไทยนอกพื้นที่ความขัดแย้ง ดังนั้นควรนำเสียงของกลุ่มต่างๆ ทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่  เนื่องจากคนในหมู่บ้านยังไม่ค่อยรู้เกี่ยวกับกระบวนการสันติภาพ แต่ภาคประชาสังคมก็ต่างพยายามลงพื้นที่ในชุมชนเพื่อทำความเข้าใจกับกระบวนการเหล่านี้  

สุดท้ายคือ รัฐต้องไม่คิดเพียงประเด็น พื้นที่ปลอดภัยเท่านั้น หากแต่ประเด็นการกระจายอำนาจ การจัดสรรผลประโยชน์ ควรเป็นอย่างไร  เพราะขบวนการคงไม่เรียกร้องแค่พื้นที่ปลอดภัยเท่านั้นเนื่องจากพวกเขาสูญเสียมามากย่อมจำเป็นต้องได้อะไรมากกว่า พื้นที่ปลอดภัย

รัฐควรเน้นสันติภาพเชิงบวก

ไฟซอล ดาโอ๊ะ อธิบายความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนใต้หรือปาตานีว่า ไม่ได้มีแค่ความรุนแรงทางตรงที่เราเห็นตามข่าวหน้าหนังสือพิมพ์เท่านั้น แต่ยังมีความรุนแรงเชิงโครงสร้างและความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมด้วย ดังนั้น ต่อให้รัฐปราบปรามกลุ่มติดอาวุธในปัจจุบันจนความรุนแรงทางตรงหมดไป แต่ไม่นานความรุนแรงทางตรงก็จะปะทุขึ้นมาอีก เพราะความรุนแรงเชิงโครงสร้างและความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม ซึ่งเป็นที่มาของความรุนแรงทางตรงยังคงมีอยู่ในพื้นที่

ดังนั้น ความรุนแรงทางตรงย่อมจะลดลงได้ หากไม่มีความรุนแรงเชิงโครงสร้างและความรุนแรงทางวัฒนธรรม ที่สำคัญการแก้ไขปัญหาของรัฐเองก็มีปัญหา เพราะรัฐมุ่งที่จะสร้างสันติภาพเชิงลบเท่านั้น กล่าวคือ รัฐต้องการยุติความรุนแรงเท่านั้น

ในขณะที่บวนการต่อสู้เน้นไปที่สันติภาพเชิงบวกมากกว่า เพราะพวกเขาต้องการความยุติธรรม ต้องการรักษาอัตลักษณ์ และต้องการภูมิใจในประวัติศาสตร์ของตัวเอง เป็นต้น

รัฐอย่าสร้างเงื่อนไข การซ้อมทรมานต้องหมดไป

ไฟซอล กล่าวด้วยว่า ที่สำคัญรัฐไม่ควรสร้างเงื่อนไขให้เกิดความรุนแรงเพิ่มขึ้น อย่างในอดีตก็มีการซ้อมทรมาน จนสร้างความแค้นให้กับเหยื่อผู้ถูกกระทำและสร้างเงื่อนไขให้รุนแรงในพื้นที่ยังคงดำเนินต่อไป ประเด็นที่น่าสนใจคือในอดีตมีการซ้อมทรมานแบบทิ้งร่องรอยที่ร่ายกายเหยื่อ แต่ปัจจุบันการซ้อมทรมานถูกพัฒนาไม่ให้เห็นร่องรอยว่าโดนซ้อมทรมาน

ดังนั้น รัฐจึงควรระวังไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้อมทรมานขึ้นอีก โดยเฉพาะการซ้อมทรมานแบบปกปิดร่องรอยได้ เพราะต่อให้ไม่มีร่องรอย เหยื่อก็สามารถสื่อสารกับคนรอบข้างได้ ประเด็นความยุติธรรมจึงสำคัญให้การแก้ไขปัญหาความสงบในพื้นที่ชายแดนใต้

การจะแก้ไขปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนใต้ รัฐจึงควรเน้นในเรื่องของสันติภาพเชิงบวกให้มากขึ้น ที่สำคัญอย่าลืมว่าการที่ขบวนการเคลื่อนไหวอยู่ได้จนถึงปัจจุบัน ส่วนหนึ่งเพราะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนในพื้นที่ ดังนั้น รัฐจึงต้องเอาชนะใจประชาชนให้ได้

โดยเฉพาะงบประมาณมหาศาลที่ใช้ในการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนใต้ หากรัฐใช้อย่างเป็นประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่ก็จะสามารถเอาชนะใจของประชาชนได้ไม่ยาก

และต้องย้ำว่าไม่ควรสร้างเงื่อนไขเพิ่ม เพราะหากยังมีการสร้างเงื่อนไขจะทำให้การแก้ไขปัญหามีความสลับซับซ้อนมากขึ้น ที่สำคัญ เมื่อถึงเวลาต้องเจรจาต่อรอง แล้วเราอยากจะได้ทุกอย่างโดยไม่เสียอะไรเลย มันคือการต่อรองหรือไม่ ประเด็นนี้ก็สำคัญไม่แพ้กัน

ปัญหาสามจังหวัดเกี่ยวข้องกับคนไทยหรือไม่ 

ดร.เชาวฤทธิ์ ได้ให้ข้อสังเกตว่า การที่กระบวนการสันติภาพในประเทศโคลอมเบียประสบความสำเร็จนั้นเพราะชาวโคลอมเบียทั่วประเทศให้ความสนใจเพราะปัญหาข้องเกี่ยวกับพวกเขา ในขณะที่ปัญหาสามจังหวัดภาคใต้ต่างกันที่ว่าปัญหาของสามจังหวัดภาคใต้เป็นปัญหาของคนสามจังหวัดเท่านั้น

รุ่งรวี กลับมองประเด็นนี้ต่างกันว่า สิ่งที่เกิดขึ้นที่ผ่านมาบางเหตุการณ์ก็ข้องเกี่ยวกับคนต่างพื้นที่ เช่น กรณีระเบิดที่เซ็นทรัลเวิล์ด มีข่าวบอกว่า เป็นฝีมือของขบวนการในสามจังหวัด หรือแม้แต่เหตุระเบิด 7 จังหวัดที่ผ่านมาก็มีข่าวว่าเป็นฝีมือขบวนการเช่นกัน ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่คนไทยควรตระหนักและให้ความสนใจกับสถานการณ์

ไฟซอล กล่าวว่า สังคมส่วนใหญ่ของประเทศไทยรับรู้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ชายใต้น้อยมาก ดังนั้น หากต้องการจะแก้ไขปัญหาจริงๆ จะต้องมีการทำความเข้าใจกับประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศด้วย เพราะท้ายสุดแล้ว การตัดสินใจก็อาจจะต้องถามประชาชนทั้งประเทศหรือไม่ก็ต้องตัดสินใจกันในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งก็เกี่ยวข้องกับประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศอยู่ดี

กระบวนการยุติธรรมภายหลังความขัดแย้ง

ดร.เชาวฤทธิ์ กล่าวว่า สาเหตุที่กลุ่มขบวนการฟาร์กยินยอมเข้าสู่กระบวนการพูดคุยกับรัฐบาลโคลอมเบียนั้น สาเหตุหนึ่ง รัฐบาลไม่มีการลงโทษกลุ่มขบวนการ เพราะหากมีประเด็นนี้กลุ่มฟาร์กไม่ยอมวางอาวุธหรือเข้าสู่กระบวนการพูดคุยอย่างแน่นอน เพราะต้องไปขึ้นศาลที่ประเทศอเมริกา ซึ่งประเด็นนี้ ยูริเบอดีตประธานาธิบดีเห็นว่าไม่ควรให้อภัยต่อขบวนการฟาร์ก

รุ่งรวีได้เปรียบเทียบประเด็นนี้กับสามจังหวัดภาคใต้ว่า รัฐบาลได้ใช้ พรบ.มาตรา 21 ซึ่งเป็นกฎหมายที่เป็นการอภัยโทษไม่ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องระมัดระวัง เช่นกัน เพราะในมุมของคนพุทธอาจไม่เห็นด้วยกับมาตรการนี้ ดังนั้นเป็นประเด็นที่ต้องศึกษาจากต่างประเทศว่าเขาจัดการกันอย่างไรบ้าง เช่น ออกมาพูดความจริง และไม่เอาความผิด (Impunity) ซึ่งประเด็นนี้ทาง Amnesty ก็ไม่เห็นด้วยเช่นกันเพราะถือเป็นการไม่เคารพหลักนิติรัฐ

ขบวนการอ่อนล้าแล้วหรือยัง

ดร.เชาวฤทธิ์ ได้อธิบายว่า สาเหตุที่พรรค FARC ยินยอมให้เกิดการลงนามพูดคุยสันติภาพนั้นเนื่องจากกองกำลังรู้สึกเหนื่อยล้าจนทำให้ยอมรับข้อตกลงของรัฐบาล

รุ่งรวี ได้เปรียบเทียบประเด็นนี้กับสถานการณ์ภาคใต้ว่า  กลุ่มขบวนการรุ่นเก่าส่วนใหญ่ที่ถูกรีครูด หรือเข้าสู่ขบวนการมาตั้งแต่ก่อนปี 2547 พวกเขารู้สึกเหนื่อยล้า เพราะไม่สามารถกลับไปอยู่บ้าน หรือการใช้ชีวิตในต่างแดนก็ค่อนข้างลำบาก ในขณะที่กลุ่มขบวนการรุ่นใหม่ที่มีอุดมการณ์และเข้าสู่ขบวนภายหลังปี 2547 ยังมีไฟในการต่อสู้อยู่

ไฟซอล กล่าวว่า กรณีของโคลอมเบียเห็นได้ชัดถึงความอ่อนล้าของกลุ่มฟาร์ก แต่ในกรณีชายแดนใต้ยังไม่ปรากฏอาการอ่อนล้าของขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อปลดปล่อยปาตานีแต่อย่างใด