เวทีส่งเสริมสันติสุขย้ำทุกคนต้องมีส่วนร่วมกำหนดอนาคต ดร.ลุตฟีชี้ทำงานสันติภาพคือการญิฮาด

เวทีส่งเสริมกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ อิสมาอีลลุตฟี จะปะกียา ชี้ทำงานเพื่อสันติภาพถือเป็นหนึ่งในการญิฮาด แต่ที่นี่ยังขาดองค์ความรู้ด้านสันติศึกษา ขณะที่ พ.อ.สายน้ำ อธิบายสันติวิธีคือการไม่ใช้ความรุนแรงและเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ ส่วนรอมฎอน ปันจอร์ ย้ำอนาคตเป็นสิ่งที่ทุกคนกำหนดเอง ขณะที่มูฮำมัดอายุบ ปาทาน อธิบายว่าหน้าที่ของภาคประชาสังคมก็คือการหาทางออกโดยไม่ใช่ความรุนแรง

19 สิงหาคม 2559 ที่ผ่านมา ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ร่วมกับ สถาบันอัสสลาม มหาวิทยาลัยฟาฏอนี จัดกิจกรรมเวทีส่งเสริมกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ณ ห้องประชุมอาคารเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยฟาฏอนี ในงานมีการกล่าวปาฐกถา เรื่อง “อิสลามศาสนาแห่งสันติภาพ” โดย ผศ.ดร.อิสมาอีลลุตฟี จะปะกียา อธิการบดีมหาวิทยาลัยฟาฏอนี

กิจกรรมเดียวกันมีการเสวนาเรื่อง “การมีส่วนร่วม การพูดคุย เพื่อการสร้างสันติสุขในจังหวัดชายแดนใต้” วิทยากรโดย ผศ.ดร. สุกรี หลังปูเต๊ะ รองอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์และศิษย์เก่า มหาวิทยาลัยฟาฏอนี มูฮามัดอายุบ ปาทาน ประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้ และรอมฎอน ปันจอร์ บรรณาธิการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ ดำเนินการเสวนาโดยฆอซาลี อาแว เจ้าหน้าที่วิจัยสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล

อิสมาอีลลุตฟี จะปะกียา : ทำงานเพื่อสันติภาพถือเป็นหนึ่งในการญิฮาด

ผศ.ดร.อิสมาอีลลุตฟี จะปะกียา กล่าวว่า อิสลามให้ความสำคัญเป็นอย่างมากในเรื่องของความยุติธรรม และเมื่อพูดถึงการญิฮาด ทุกคนถือว่าเป็นมุญาฮิดกันหมด แม้แต่คนที่ทำงานเพื่อสันติภาพก็ถือว่าเป็นการญิฮาดเหมือนกัน เพราะการทำงานเพื่อสันติภาพก็คือการต่อสู้กับความอยุติธรรมอย่างหนึ่ง

“อิสลามมีคำตอบในทุกคำถาม โดยเฉพาะเรื่องสันติวิธีที่อิสลามเน้นย้ำในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก สิ่งที่ตรงกันข้ามกับสันติวิธีก็คือความรุนแรง ซึ่งปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนใต้ปัจจุบันก็เกิดจากความรุนแรงที่คนในพื้นที่โดนกระทำในอดีต และหากวันนี้เรายังคงใช้ความรุนแรงอยู่ แน่นอนว่าย่อมจะส่งผลกระทบไปจนถึงอนาคต” ผศ.ดร.อิสมาอีลลุตฟี กล่าว

ผศ.ดร.อิสมาอีลลุตฟี กล่าวว่าทุกศาสนาจะมีกลุ่มคนที่มีแนวคิดสุดโต่งอยู่ แต่มีสัดส่วนที่น้อยมาก เราไม่ควรไปสนใจพวกเขาให้มากนัก โดยเฉพาะเยาวชนที่ไม่ควรเอากลุ่มคนเหล่านั้นเป็นแบบอย่าง และเวลาแสดงความเห็นหรือถกเถียงก็ควรแสดงความเห็นที่ดี และควรลดการแสดงอารมณ์หรือความโกรธ ควรปฏิบัติตัวให้พอดี เพราะความพอดีคือแบบอย่างของศาสนาทูตมุฮัมหมัด

ที่นี่ยังขาดองค์ความรู้ด้านสันติศึกษา

ผศ.ดร.อิสมาอีลลุตฟี กล่าวว่า องค์ความรู้เกี่ยวกับสันติศึกษาเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เราควรศึกษาให้ดีๆ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐหรือทหารควรมีรายวิชาสันติศึกษาในการฝึกอบรมด้วย เพราะประเทศไทยยังขาดองค์ความรู้ด้านนี้จนทำให้เกิดปัญหามากมายต้องตามแก้ไขมาจนถึงปัจจุบัน

“ทุกคนต่างก็ต้องการความสันติ แต่ปรากฏว่าไม่ค่อยมีใครสอนเรื่องสันติศึกษา มหาวิทยาลัยฟาฏอนีถือเป็นมหาวิทยาลัยเดียวในประเทศไทยที่กำหนดให้รายวิชาสันติศึกษาเป็นวิชาบังคับที่นักศึกษาทุกคนจะต้องเรียน” ผศ.ดร.อิสมาอีลลุตฟี กล่าว

พ.อ.สายน้ำ : สันติวิธีคือการไม่ใช้ความรุนแรงและเป็นไปอย่างสร้างสรรค์

พ.อ.สายน้ำ พินิจอักษร รองหัวหน้าแผนกพูดคุยเพื่อสันติสุข ศูนย์สันติวิธี กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า กล่าวว่าวัตถุประสงค์ที่เราสนับสนุนเวทีในลักษณะดังกล่าวนี้ ก็เพื่อเปิดเวทีพูดคุยกับทุกกลุ่มเพื่อความไว้วางใจและความเข้าใจในที่สุด และที่สำคัญ กลุ่มใดที่ใช้ความรุนแรงให้เปลี่ยนมาใช้แนวทางสันติวิธี สันติวิธีในที่นี่หมายถึงไม่ใช้ความรุนแรงและเป็นไปอย่างสร้างสรรค์

พ.อ.สายน้ำกล่าวด้วยว่า ในความเป็นจริงแล้วความขัดแย้งเป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ ดังนั้น ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาคือ จะจัดการกับความรุนแรงอย่างไร หากไม่สามารถบริหารความขัดแย้งให้ดีมันจะก่อตัวเป็นสงคราม แรกๆ อาจเกิดแค่สงครามทางความคิดและอาจนำไปสู่สงครามด้วยอาวุธซึ่งจะทำให้เกิดความสูญเสียต่อทุกฝ่าย แต่หากสามารถบริหารจัดการความขัดแย้งให้ดีก็จะไม่นำไปสู่ความรุนแรงอย่างแน่นอน

รอมฎอน ปันจอร์ : อนาคตของท่าน ท่านจะต้องกำหนดเอง

นายรอมฎอน ปันจอร์ กล่าวว่า เมื่อพูดถึงปัญหาในพื้นที่ชายแดนใต้ รัฐไม่ยอมบอกประชาชนตามตรงว่ากำลังเผชิญอยู่กับอะไร และไม่ทำให้เป็นประเด็นที่แหลมคม ในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามก็ทำให้เป็นเรื่องความลับจนกลายเป็นเอกลักษณ์

สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ มีประชาชนจำนวนหนึ่งตั้งคำถามว่าไปคุยทำไมกับโจรหรือกบฏในขณะที่แนวร่วมของขบวนการปลดปล่อยก็ถามเช่นกันว่าทำไมต้องไปคุยกับนักล่าอาณานิคมที่ยึดครองเรา

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันมีอำนาจในการใช้ ม.44 แต่ทำไมต้องไปคุยกับคนที่โดนเรียกว่าโจรใต้ ความหมายก็คือ สันติภาพเป็นเรื่องที่ใหญ่กว่ารัฐบาล อีกประเด็นคือ เพราะสังคมได้เปลี่ยนไปแล้ว เพราะแม้ว่ารัฐบาลที่มีความเผด็จการแค่ไหนก็ตามก็ต้องจัดให้มีการพูดคุยเพื่อสันติภาพ หรือแม้แต่ในฝ่ายขบวนการปลดปล่อยหรือยูแวที่คัดค้านการพูดคุยก็มีปีกการเมืองที่เห็นด้วยในแนวทางการพูดคุยก็ตั้งทีมเจรจาขึ้นมา

แต่สิ่งที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ การกำหนดอนาคตของพื้นที่แห่งนี้ทำไมต้องให้ขึ้นอยู่กับโต๊ะการเจรจาที่มาเลเซีย ในเมื่อมันเป็นอนาคตของพวกท่าน (หมายถึงนักศึกษาในห้องประชุม) พวกท่านควรจะมีส่วนร่วมในเรื่องนี้ด้วย

สุกรี หลังปูเต๊ะ : ในความเป็นมนุษย์ คนเราก็ต้องการสิ่งที่คล้ายๆ กัน

ผศ.ดร.สุกรี หลังปูเต๊ะ กล่าวถึงกรณีความขัดแย้งที่เคยเกิดขึ้นในอาเจะห์ว่า การเจรจาสันติภาพในอดีตระหว่างขบวนการปลดปล่อยอาเจะห์กับรัฐบาลอินโดนีเซียเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะถือเป็นการพูดคุยระหว่างชนชั้นสูงของทั้งสองฝ่าย ปัจจุบันผ่านช่วงเวลากระบวนการสันติภาพไปแล้วกว่า 10 ปี พบว่าในอาเจะห์กลุ่มคนที่เคยต่อสู้ร่วมกันมาได้ตั้งพรรคการเมืองขึ้นมา ปัจจุบันกำลังจะแตกออกเป็น 2-3 พรรค

ดังนั้นการพูดคุยเพื่อสันติภาพของปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนใต้ จะต้องรองรับอนาคตที่จะมีการแตกออกเป็นหลายกลุ่มด้วย

ในพื้นที่ความขัดแย้งในหลายๆ ประเทศทั่วโลก บทบาทของมหาวิทยาลัยมีความสำคัญมาก สิ่งที่จะต้องทำก็คือ ส่งเสริมให้คนสร้างประโยคบอกเล่าเกี่ยวกับสันติภาพ เราเรียกวิธีการนี้ว่า thesis และจากนั้นก็ให้สร้างประโยคต่างหรือประโยคที่แย้งกัน ซึ่งเราเรียกวิธีการนี้ว่า antithesis และแน่นอนว่าจะมีประโยคที่สมบูรณ์ออกมา ซึ่งเราเรียกวิธีการนี้ว่า synthesis

“เราจะเห็นได้ว่าที่ผลของการเจรจาไม่ค่อยจะเป็นผลเท่าไหร่ เพราะไม่สามารถสังเคราะห์ข้อเสนอของทั้ง 2 ฝ่ายให้เป็น  synthesis ออกมาได้” ผศ.ดร.สุกรี กล่ว

มูฮำมัดอายุบ ปาทาน :หน้าที่ของภาคประชาสังคมก็คือการหาทางออกโดยไม่ใช้ความรุนแรง

นายมูฮำมัดอายุบ ปาทาน กล่าวว่าภาคประชาสังคมนิยามตัวเองมาโดยตลอดว่าไม่ใช่รัฐและไม่ถือปืน ดังนั้นหน้าที่ของภาคประชาสังคมคือการหาทางออกโดยไม่ใช้ความรุนแรง ปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่อื่นๆ ทั่วโลกยังสามารถจัดการด้วยสันติวิธีได้ ทำไมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้แห่งนี้จะจัดการไม่ได้

นายมูฮำมัดอายุบ กล่าวว่าในรอบ 3 ปีที่ผ่านมามีปรากฏการณ์และความเคลื่อนไหวหลายประเด็นน่าสนใจ อาทิ มีข้อเรียกร้องของประชาชนต่อคู่ขัดแย้งทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งปกติจะเรียกร้องฝ่ายเดียว นอกจากนั้นชุมชนยังมีการเรียกร้องที่ต้องการจะมีส่วนร่วมในกระบวนการพูดคุยมากขึ้น เกิดเครือข่ายต่างๆ มากขึ้น ผู้คนต้องการพื้นที่กลางเพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้มากขึ้น

“ที่สำคัญมีข้อเสนอว่าควรให้ความรู้แก่ประชาชนให้มากขึ้น โดยเฉพาะความรู้ในเรื่องของกระบวนการสันติภาพ ให้มีเวทีประชาคมผู้นำศาสนาในประเด็นที่เกี่ยวกับกระบวนการสร้างสันติภาพ และอีกประเด็นที่สำคัญคือ มีข้อเสนอว่าควรศึกษาความต้องการของประชาชนที่อยู่ตรงกลางระหว่างคู่ขัดแย้ง” นายมูฮำมัดอายุบ กล่าว