ประสบการณ์การสร้างพื้นที่ปลอดภัยในฟิลิปปินส์ อาเจะห์ เมียนมาร์ ซูดานใต้ เพื่อบทเรียนจังหวัดชายแดนใต้

Nonviolent Peaceforce แนะการสร้างพื้นที่ปลอดภัยในสถานการณ์รุนแรง ใช้ประชาชนที่ไร้อาวุธเพื่อปกป้องประชาชนผู้บริสุทธิ์ พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์การสร้างพื้นที่ปลอดภัยในพื้นที่ความขัดแย้ง การสร้างเขตปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพ ชี้ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมได้หลายรูปแบบ สามารถจัดตั้งกลุ่มตรวจสอบการปกป้องประชาชน ติดตามการหยุดยิง ภาคประชาชนต้องไม่ทำงานแบบทหาร และต้องการให้ความช่วยเหลือเชิงมนุษยธรรมหลังความรุนแรง

เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2559 ที่ผ่านมา ที่ห้องประชุมศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี คณะวิทยากรจาก Nonviolent Peaceforce ประกอบด้วย  Tiffany Easthom Mel Duncan Huibert Oldenhuis และ Delsy Ronnie ได้ร่วมเสวนาในหัวข้อ “การแลกเปลี่ยนประสบการณ์และบทเรียนภาคประชาสังคมในกระบวนการสันติภาพ: ฟิลิปปินส์ เมียนมาร์ และจังหวัดชายแดนใต้” ซึ่งจัดโดย College of Deep South Watch ดำเนินรายการโดย ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตภิรมย์ศรี

Mel Duncan : การใช้ประชาชนที่ไร้อาวุธเพื่อปกป้องประชาชนโดยตรง

Duncan อธิบายหลักการทำงานของ Nonviolent Peaceforce ว่าอยู่บนฐานของหลักคิดในการให้ประชาชนในชุมชนร่วมกันปกป้องประชาชนผู้บริสุทธิ์ด้วยกันเอง ให้ประชาชนเป็นผู้กำหนดเขตพื้นที่ที่ปลอดภัยไม่ว่าจะเป็นตลาด สถานที่ทางศาสนาหรือโรงพยาบาลเป็นต้น  ภายใต้แนวคิด Unarmed Civilian Protection (UCP) หรือ การปกป้องประชาชนที่ไร้อาวุธนั่นเอง

Duncan นำเสนอข้อมูลในช่วงสิบปีที่ผ่านมาว่ามีผู้ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งและภัยพิบัติบ่อยครั้งขึ้นกว่าช่วงทศวรรษก่อนหน้า จากรายงานของ UNHCR เองก็ระบุว่าว่ามีคนกว่า 65 ล้านคนที่ต้องหนีจากสงครามในปีที่แล้ว ซึ่งหากนับแล้วก็มีผู้ลี้ภัยกว่า 34,000 คนต่อวัน

การปกป้องประชาชนที่ไร้อาวุธหรือ UCP เป็นการใช้ประชาชนที่ไร้อาวุธเพื่อปกป้องประชาชนผู้บริสุทธิ์โดยตรง โดยป้องกัน ลด และหยุดความรุนแรงผ่านการป้องปรามและให้กำลังใจ UCP จะเน้นในการป้องกันผลกระทบเชิงกายภาพจากความรุนแรง การช่วยเหลือในด้านความจำเป็นพื้นฐาน การให้ความสำคัญในด้านสิทธิมนุษยชนและการสร้างเงื่อนไขเพื่อปกป้องประชาชนที่ไร้อาวุธ

Duncun กล่าวว่า ในอดีตการปกป้องเชิงกายภาพต่อประชาชนเป็นเรื่องของกองทัพและตำรวจ หากแต่แนวคิดการปกป้องประชาชนของกลุ่มสร้างสันติภาพของสหประชาชาติในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมาเริ่มขยายขอบเขตออกไป ไม่ใช่เพียงแนวคิดเชิงทหาร

ตัวอย่างของแนวคิด UCP ที่สะท้อนสู่ 2 รายงานสำคัญ คือ รายงานการปฏิบัติการสันติภาพของสหประชาชาติ ระบุว่า “ยุทธศาสตร์ที่ปราศจากอาวุธจะต้องเป็นแนวคิดหลักของความพยายามของสหประชาชาติในการปกป้องประชาชน” และรายงานการศึกษาการประยุกต์ใช้ Resolution 1325 ของสภาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ระบุว่า “การปกป้องประชาชนที่ไร้อาวุธเป็นแนวทางการปกป้องโดยตรงของประชาชนและเป็นการลดความรุนแรงที่ได้ปฏิบัติและได้รับการยอมรับมากขึ้น ในไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประสิทธิภาพของแนวทางนี้สะท้อนได้จากการปกป้องผู้หญิงและเด็กผู้หญิง”

ระหว่างช่วงปี 1990-2015 UCP ได้ถูกนำไปใช้โดย 56 องค์กร ใน 37 ประเทศทั่วโลก ซึ่งทำงานอยู่บนสามหลักคิด คือ การปกป้อง (ประชาชนที่ไร้อาวุธ องค์กรภายในและระหว่างประเทศ ปกป้องประชาชนโดยตรงภายใต้สถานการณ์ความรุนแรงโดยไม่ใช้อาวุธ) การสนับสนุน (สนับสนุนองค์กรภาคประชาสังคมท้องถิ่นและชุมชนให้ปกป้องตนเองให้ดีขึ้น และป้องกันจากการเกิดความรุนแรงอื่นๆ ต่อไป) และ การเสริมสร้างศักยภาพ (ส่งเสริมศักยภาพของกลไกการป้องกันและโครงสร้างสันติภาพท้องถิ่นที่มีอยู่เดิมแล้ว)

Duncan กล่าวสรุปบทเรียนจากแนวทางของ UCP คือ การใช้วิธีการนี้สามารถช่วยชีวิตคนได้ ชุมชนสามารถอยู่ที่บ้านของตนได้ งานสันติภาพและสิทธิมนุษยชนเป็นงานที่สามารถนำเอาคนในวงกว้างเข้ามามีส่วนได้ เพื่อเป็นตัวช่วยการสร้างความสัมพันธ์ในชุมชนที่แตกแยกขึ้นมาได้ใหม่ พฤติกรรมของตัวแสดงที่ติดอาวุธก็จะเปลี่ยนไป ฉะนั้นแล้วก็อาจกล่าวได้ว่าความรุนแรงและภัยคุกคามของความรุนแรงนั้นสามารถสั่นคลอนได้ด้วยประชาชนที่ไร้อาวุธที่ได้รับการฝึกฝน แต่ต้องใช้เวลากว่าที่จะเห็นผล

Tiffany Easthom : ตัวอย่างของการสร้างพื้นที่ปลอดภัย

Tiffany ได้กล่าวถึงการประยุกต์ใช้ UCP ในการปฏิบัติงาน โดยยกตัวอย่างว่า การทำงานขององค์กรที่ดำเนินงานนั้นจะมีการอบรมผู้เชี่ยวชาญพิเศษให้ทำงานเต็มเวลา โดยในการทำงานต้องรวมเอาความหลากหลายที่มีในสังคมเข้ามาและทำงานบนฐานพหุวัฒนธรรม ตลอดจนเน้นความสมดุลของเพศ ซึ่งจะมีผู้หญิงเข้ามาร่วมทำงานกว่าครึ่งหนึ่ง ต่างจากกองกำลังทหารที่มีผู้หญิงเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ นอกจากนั้นคนทำงานจะมาจากประเทศนั้นๆ มากกว่าครึ่งหนึ่ง ทำงานอย่างมียุทธศาสตร์ ว่องไว เข้ากับชุมชน และให้เกิดประสิทธิผล

Tiffany ยกตัวอย่างการทำงานบางแนวทาง (จากแนวทางทั้งหมด ตามภาพ 1.) โดยระบุว่าตัวอย่างการทำงานขององค์กร คือ การร่วมกันปกป้องคุ้มครองประชาชน กล่าวคือ ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากความรุนแรง อาจเคลื่อนย้ายคนบริสุทธิ์เข้าสู่พื้นที่ที่ได้รับการปกป้อง ในส่วนนี้อาจต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกฝ่ายรวมถึงกองทัพ เพื่อให้เข้าถึงประชาชนและทำงานได้ง่ายขึ้น  ในกรณีการปฏิบัติงานในศรีลังกาองค์กรสามารถส่งเด็กผู้ชายที่ถูกลักพาและบังคบเป็นทหารเด็กจำนวน 26 คนกลับบ้าน  

อีกหนึ่งตัวอย่างจากซูดานใต้ คือการสร้างพื้นที่ปลอดภัยผ่านการไกล่เกลี่ยของประชาชนทั่วไป  โดยใช้วิธีการแบ่งทีมและเข้าไปพูดคุยกับคู่ขัดแย้งสองฝ่าย แล้วดึงเอาประเด็นมาวิเคราะห์ จากนั้นก็ใช้การพูดคุยระหว่างสองฝ่าย โดยในขั้นตอนนี้จำเป็นต้องใช้วิธีการที่หลากหลายเข้ามาช่วย จนผู้นำชุมชนสามารถเจรจาแล้วนำไปสู่กลยุทธ์ในการอยู่ร่วมกัน ในแง่นี้ถือเป็นการสร้างกระบวนการสันติภาพขึ้นในชุมชนผ่านการตกลงกันเอง ซึ่งจะมีส่วนที่หนุนเสริมสันติภาพในระดับใหญ่ต่อไป

Tiffany ยกอีกหนึ่งตัวอย่าง คือ การสร้างทีมผู้หญิงเพื่อรักษาสันติภาพ โดยเธอระบุว่า กระบวนการสันติภาพส่วนใหญ่ที่มีผู้หญิงเกี่ยวข้องในกระบวนการและบนโต๊ะเจรจานั้นมีแนวโน้มว่าจะนำไปสู่ความสำเร็จได้มากกว่า ซึ่งกลุ่มผู้หญิงเหล่านี้จะทำหน้าที่ในการประสานงานไกล่เกลี่ยและเข้าพูดคุยกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเป็นต้น

Delsy Ronnie : การสร้างเขตปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพ

Ronnie ได้พูดถึงประเด็น การสร้างเขตปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพ โดยอาศัยบทเรียนจากกรณีอาเจะห์และฟิลิปปินส์ ซึ่งเขาบอกว่า การใช้คำว่าพื้นที่หรือเขตปลอดภัยใช้กันหลากหลายคำ ไม่ว่าจะเป็น peace zones, safe zones, demilitarized zones, protected zones ขึ้นอยู่กับการนิยามในแต่ละบริบท

Ronnie กล่าวถึงพื้นที่ปลอดภัยกรณีชายแดนใต้ว่ามีเป้าหมายเพื่อสร้างเงื่อนไขการใช้ชีวิตที่ปลอดภัยและมั่นคง เพื่อลดอิทธิพลของผู้ใช้ความรุนแรง เพื่อเพิ่มกำลังใจและความมั่นใจของประชาชนให้รู้สึกมีความสบายใจในการพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ

สำหรับกรณีอาเจะห์ พื้นที่สันติภาพ (Peace Zone) เป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงหยุดยิงเพื่อสร้างความมั่นใจว่าการถอนกำลังทหารจะเกิดขึ้นและเป็นการวางแนวทางสู่การช่วยเหลือทางมนุษยธรรมและการเยียวยา ส่วนฟิลิปปินส์นั้น พื้นที่ปลอดภัยถูกนำเสนอโดยภาคประชาสังคมและกลุ่มทางศาสนาในหมู่บ้าน โดยสนับสนุนให้ชาวบ้านประกาศพื้นที่ปลอดภัยด้วยตนเอง และเป็นแรงกดต่อคู่ขัดแย้งให้หาแนวทางแก้ไขปัญหาในวิถีทางการเมืองต่อไป

ประชาชนสามารถมีส่วนในพื้นที่ปลอดภัยได้หลายรูปแบบ

Ronnie ตั้งคำถามว่าเหตุใดการสร้างพื้นที่ปลอดภัยจึงสำเร็จบ้างและไม่สำเร็จบ้าง เขาเห็นว่ามีจุดต้องคำนึงคือ กลไกในการให้ความหมายและตีความมีความชัดเจนหรือไม่ ทีมเจรจาสามารถเป็นตัวแทนผลประโยชน์ของแต่ละฝ่ายได้หรือไม่ แต่ละฝ่ายสามารถควบคุมกองกำลังของตนได้หรือไม่ ข้อตกลงได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มสำคัญในวงกว้างได้หรือไม่ Party A และ B มีแรงจูงใจเดียวกันหรือไม่ และความเชื่อใจได้รับการพัฒนามาระดับหนึ่งหรือไม่

Ronnie ระบุว่าประชาชนสามารถมีส่วนในพื้นที่ปลอดภัยได้หลายรูปแบบ ประชาชนควรทำงานร่วมกันและเชื่อมโยงกับตัวแสดงที่มีอิทธิพล ซึ่งประชาชนเหล่านี้ควรมีวิสัยทัศน์เดียวกันที่จะไปสู่สันติภาพ นอกจากนั้นประชาชนยังต้องพัฒนาตนเอง ด้วยการอบรมในด้านต่างๆ เช่น การติดตามงานในพื้นที่ปลอดภัย กระบวนการและขั้นตอนในการสร้างพื้นที่ปลอดภัย การเตือนภัยล่วงหน้า การควบคุมข่าวลือ การสื่อสารกับทุกฝ่าย การตรวจสอบและการรายงาน การรักษาความปลอดภัย หรือการปกป้องประชาชนที่ไร้อาวุธ เป็นต้น

ประชาชนจัดตั้งกลุ่มตรวจสอบการปกป้องผู้บริสุทธิ์

Ronnie กล่าวว่า สิ่งที่ประชาชนจะทำได้คือการจัดตั้งกลุ่มตรวจสอบการปกป้องประชาชน ซึ่งสิ่งสำคัญในส่วนนี้คือการตอบสนองต่อภัยคุกคามความรุนแรงต่อประชาชนเพื่อเพิ่มความปลอดภัย อาจใช้วิธีการหลักๆ คือ การสังเกตการณ์ การประสานงาน การส่งเสริมงาน และการเอื้ออำนวยต่อการช่วยเหลือเชิงมนุษยธรรม

ในพื้นที่ปลอดภัย Ronnie เสริมว่า มีสิ่งที่ประชาชนสามารถทำได้คือ การตรวจสอบการประยุกต์ใช้เขตพื้นที่ปลอดภัย การจัดตั้งระบบเตือนภัยล่วงหน้า การใช้การประเมินการสร้างความมั่นใจ การสนับสนุนสันติภาพ การตอบสนองต่อการเผชิญหน้าทางอาวุธ การสืบสวนและการร่วมมือในด้านต่างๆ

Huibert Oldenhuis : การปกป้องประชาชนผ่านการติดตามการหยุดยิง

Huibert ได้แลกเปลี่ยนในประเด็น การปกป้องประชาชนผ่านการติดตามการหยุดยิงกรณีของเมียนมาร์ที่มีสงครามกลางเมืองมาเป็นระยะเวลานาน มีกลุ่มติดอาวุธกว่าสามสิบกลุ่มที่ต่อสู้กับรัฐบาล ซึ่งในช่วงแรกเมื่อแต่ละกลุ่มเข้าสู่การพูดคุยต่อกัน Huibert มองว่าต้องให้ประชาชนเข้ามามีส่วนตั้งแต่เริ่ม เมื่อทุกฝ่ายตกลงร่วมกันที่จะลดความรุนแรง ทุกกลุ่มก็จะมีพันธะและข้อผูกพันต่อข้อตกลงสันติภาพนั้น รวมไปถึงกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชน

ข้อตกลงที่เกิดขึ้น หากมีส่วนที่จะให้เกิดการมีส่วนร่วมของชุมชนก็จะช่วยหนุนให้งานไปสู่พื้นที่ได้ สิ่งที่ทางกลุ่มพยายามหนุนเสริมในกระบวนการสันติภาพในทุกระดับของเมียนมาร์นั้น คือ การให้มีตัวแทนภาคประชาชนเข้าไปมีส่วน สำหรับขณะนี้แม้ว่าในระดับทางการนั้นอาจจะยังคงต้องใช้เวลา แต่กลุ่มทำงานนั้นเริ่มทำในระดับชุมชนที่ให้ประชาชนในชุมชนร่วมกันสร้างพื้นที่ปลอดภัยขึ้นมา เพื่อในอนาคตเองก็จะมีส่วนเสริมให้ข้อตกลงในระดับประเทศเดินต่อได้ง่ายขึ้น

ภาคประชาชนต้องไม่ทำงานแบบทหาร

Huibert ระบุต่อว่า สิ่งหนึ่งที่สำคัญในการทำงานของภาคประชาชนในมิติด้านการติดตามการหยุดยิง คือ ภาคประชาชนต้องไม่ทำงานแบบทหารหรือแบบกองทัพ ประชาชนควรมุ่งเน้นไปที่ประเด็นทำงานของตนเอง คือเน้นในส่วนที่ว่าความรุนแรงกระทบต่อประชาชนอย่างไร ซึ่งหากดำเนินการในทางที่มีจุดเน้นนี้ก็จะทำให้เกิดการยอมรับให้ประชาชนเข้ามามีส่วนต่อการร่วมแก้ปัญหาได้มากขึ้น

นอกจากนั้นบทบาทการติดตามเฝ้าระวังของประชาชนไม่ควรเน้นประเด็นใดประเด็นหนึ่งมากเกินไป แต่ต้องคงไว้ซึ่งความเป็นกลาง เพราะจะสามารถสร้างความไว้วางใจได้ แม้ว่าจะจำเป็นต้องมีการทำงานของภาคประชาสังคมในเชิงวิพากษ์ แต่ในอีกแง่การทำงานของประชาชนนั้นจะต้องไม่ใช้วิธีการเผชิญหน้า แต่ต้องสร้างความสัมพันธ์เพื่อไม่ให้เกิดความหวาดระแวง

Huibert กล่าวต่อว่า การทำงานลักษณะนี้ สิ่งที่ทำคือ การให้ประชาชนตระหนักถึงข้อตกลงหยุดยิงและดึงเอาความกังวลของชุมชนรวมถึงความต้องการในการปกป้องประชาชนออกมา ซึ่งจำเป็นต้องพูดคุยกับคนหลายกลุ่มเพื่อทำความเข้าใจร่วมกันก่อนจะเข้าสู่การพูดคุย บางครั้งอาจมีการจัดเวทีในชุมชน

ทั้งนี้ถ้ามีประเด็นความมั่นคงก็เชิญทหารตำรวจที่เกี่ยวข้องร่วมชี้แจงแบ่งปันกันได้ นอกจากนั้นการทำงานนี้ยังต้อหาข้อมูลที่ถูกต้องแล้วรายงานผลการหยุดยิงหรือการละเมิดการหยุดยิงแล้วส่งข้อมูลไปสู่กลุ่มพูดคุย ในบางครั้งการทำงานนี้ก็อาจนำเอาเหยื่อที่ได้รับผลกระทบพูดกับฝ่ายที่เกี่ยวข้องโดยตรง

การให้ความช่วยเหลือเชิงมนุษยธรรมหลังความรุนแรง

Huibert กล่าวอีกว่า การให้ความช่วยเหลือเชิงมนุษยธรรมหลังความรุนแรง มีการเยียวยา กลุ่มที่เข้าไปทำงานควรร่วมทุกข์ร่วมสุขกับคนในพื้นที่ความรุนแรง ช่วยแก้ไขปัญหาของคนในชุมชนโดยเฉพาะผู้หญิงและเด็ก ตลอดจนพัฒนาระบบการเตือนภัยล่วงหน้า การสร้างเครือข่ายประชาชนที่อยู่ในวงล้อมการสู้รบปกป้องคุ้มครองเหยื่อผ่านการร่วมมือของผู้นำท้องถิ่น ผู้นำศาสนา และประสานกับฝ่ายทหารเพื่อช่วยเหลือประชาชนก็เป็นสิ่งที่จำเป็น

อาจกล่าวได้ว่าต้องอาศัยวิธีการที่หลากหลายเพื่อช่วยในการแก้ปัญหาในบริบทที่ต่างกันไป การพัฒนาแนวทางเช่นนี้จะส่งผลให้ชุมชนร่วมเฝ้าระวัง เตือนภัย เมื่อเกิดเหตุการณ์ และจะสามารถช่วยผู้บริสุทธิ์ออกจากวงความรุนแรงนั้นๆ ไปสู่การเยียวยาและกลับสู่การตัดสินใจร่วมกันของชุมชนอีกครั้งต่อการหาแนวทางป้องกันความรุนแรงในครั้งต่อไป