ข้าวยำน้ำชาปอเนาะญีฮาด การเมืองภาคประชาชนในแนวทางสันติวิธี

เก็บเนื้อหาเวทีจากงานข้าวยำน้ำชา มวลมหาชนร่วมช่วยเหลือปอเนาะญีฮาดวิทยา คือการเมืองภาคประชาชนในแนวทางสันติวิธี คือหนทางการต่อสู้ที่สวยงาม (พร้อมรวมลิงค์ข่าวปอเนาะญีฮาดวิทยา)

วันเสาร์ที่ 19 มีนาคม 2559 ที่ผ่านมา ศูนย์ประสานงานให้ความช่วยเหลือครอบครัวโรงเรียนปอเนาะญิฮาดวิทยา ร่วมกับ เครือข่ายศิษย์เก่าปอเนาะญิฮาด สมาพันธ์นิสิตนักศึกษามุสลิมแห่งประเทศไทย (สนมท.) สหพันธ์นิสิตนักศึกษา นักเรียน และเยาวชนปาตานี (PerMAS) และเครือข่ายประชาสังคมเพื่อสันติภาพ (คปส.) จัดงานกินข้าวยำเพื่อสมทบทุนช่วยเหลือครอบครัวปอเนาะญิฮาดวิทยาและพัฒนาชุมชนท่าด่าน ต.ตะโละกาโปร์ อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี ให้เป็นศูนย์กลางการศึกษาชุมชนโดยชุมชนเพื่อชุมชน ณ สนามฟุตบอลกลางประจำหมู่บ้านท่าด่าน โดยผู้จัดงานประเมินว่ามีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 50,000 คน โดยมียอดบริจาคที่ได้รับในครั้งนี้มากกว่า 4 ล้านบาท

ในงานมีผู้หลักผู้ใหญ่ในพื้นที่เข้าร่วมงานหลายคน เช่น ผศ. ดร.อิสมาอีลลุตฟี จะปะกียา, ผศ.ดร.อาหมัดอูมาร์ จะปะเกีย อธิการบดีและรองอธิการฯ มหาวิทยาลัยฟาฏอนี บาบออับดุลการีม นาคนาวา ประธานสภาอูลามาอฺฟาฏอนีย์ ดารุสสลาม นายเด่น โต๊ะมีนา นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา นายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ นายนัจมุดดีน อูมา นายมุข สุไลมาน นายนิมุคตาร์ วาบา นายมูฮำมัดอารีฟีน จะปะกิยา นางฟารีดา สุไลมาน ผศ.ดร.วรวิทย์ บารู รศ.อับดุลลอฮฺ อับรู นายอัสมัน โต๊ะมีนา แพทย์หญิงเพชรดาว โต๊ะมีนา เป็นต้น

ในงานนอกจากการเลี้ยงข้าวยำแล้วยังมีการแสดงและกิจกรรมบนเวทีหลากหลายกิจกรรมที่น่าสนใจ เช่น การกล่าวสุนทรพจน์ (PIDATO) ภาษามลายู การแสดงศิลปะป้องกันตัว สีละฮารีเมา การแสดงขับร้องอานาชีด การแสดงละครเวที เป็นต้น

ไฮไลท์ของงานอยู่ที่วงเสวนาสาธารณะหัวข้อ "ปอเนาะญีฮาดวิทยา-บทเรียนและอนาคตชะตากรรมปาตานี" วิทยากรประกอบด้วยนายอับดุลกอฮา อาแวปูเตะ ประธานศูนย์ทนายความมุสลิมจังหวัดปัตตานี นายบัลยาน แวมะนอ ตัวแทนครอบครัวปอเนาะญีฮาดวิทยา นายหะยีอัฮหมัด ฮาซัน ประธานเครือข่ายศิษย์เก่าปอเนาะญีฮาดวิทยา นางชลิดา ทาเจริญศักดิ์ ผู้อำนวยการมูลนิธิศักยภาพชุมชน ดำเนินรายการโดยนายตูแวดานียา ตูแวแมแง ผู้อำนวยการสำนักปาตานีรายาเพื่อสันติภาพและการพัฒนา (LEMPAR)

หะยีอัฮหมัด ฮาซัน : เราต้องปกป้องปอเนาะด้วยแนวทางสันติ

นายหะยีอัฮหมัด กล่าว่า ในอดีตก่อนจะมีปอเนาะญีฮาด พื้นที่แถวนี้เรียกได้ว่าเป็นพื้นที่ที่ญาฮีลหรือไม่มีการศึกษา สภาพสังคมเต็มไปด้วยสิ่งที่ไม่ดีรวมถึงคนที่ไม่ดี การก่อตั้งปอเนาะญีฮาดของบาบอเฮงจึงมีเจตนารมณ์ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมจริงๆ โดยไม่มีการเก็บค่าเรียนแต่อย่างใด

การใช้ชื่อปอเนาะหรือโรงเรียนว่าญีฮาดวิทยาก็ตรงตามเจตนารมณ์ เพราะญีฮาดไม่ได้แปลว่าการทำสงคราม แต่แปลว่าการทำอะไรที่จริงจัง ซึ่งในที่นี่หมายถึงการจริงจังที่เปลี่ยนจากที่ไม่รู้ไปสู่การมีความรู้ หรือจริงจังกับการเปลี่ยนแปลงสังคมจากที่ไม่ดีไปสู่สังคมที่ดี

ตั้งแต่ปี 2511 ที่ปอเนาะแห่งนี้เปิดสอนมา ถือได้ว่าคนส่วนใหญ่ในบริเวณนี้เป็นศิษย์เก่าของปอเนาะญีฮาด จึงทำให้คนในชุมชนมีความผูกพันต่อปอเนาะแห่งนี้อย่างมาก ศิษย์เก่าบางคนก็ไปได้ดี เช่น บางคนเรียนจบปริญญาเอกทำงานที่ประเทศมาเลเซีย เป็นต้น

สิ่งที่เราทุกคนจะต้องทำก็คือปกป้องปอเนาะหรือสถานศึกษาให้คงอยู่กับชุมชนต่อไป แต่ต้องปกป้องโดยใช้แนวทางแห่งสันติ อย่างกรณีการจัดงานกินข้าวยำสมทบทุนเช่นวันนี้ เป็นต้น

และเราต้องไม่ลืมว่าการที่ปาตานีแห่งนี้ได้ฉายาว่าระเบียงแห่งมักกะฮฺ(อยู่ที่ประเทศซาอุดิอาระเบีย)ก็เพราะเรามีปอเนาะหรือสถานที่เผยแพร่ความรู้มากมายในพื้นที่แห่งนี้ ซึ่งฉายานี้ไม่ใช่ว่าจะได้มาง่ายๆ

ลองเราถามใจตัวเองดูว่า หากวันนี้เราไม่ช่วยกันปกป้องปอเนาะ แล้วสักวันหนึ่งปอเนาะหายไปจากชุมชนของเรา อะไรจะเกิดขึ้นกับชะตากรรมของลูกหลานของเราในอนาคต?

บัลยาน แวมะนอ : เราตัดสินใจออกมาเอง เราเจ็บมามากพอแล้ว

นายบัลยาน กล่าวว่า มีสองประเด็นหลักๆ ที่ต้องการพูดเพื่อสร้างความกระจ่าง เนื่องจากยังมีการถกเถียงต่างๆ นาๆ ในสังคมตอนนี้ ประเด็นแรกคือ เรื่องวากัฟ(สาธารณะ) ที่ความจริงแล้วที่ดินไม่ได้เป็นที่วากัฟเพราะมีเจ้าของถึง 5 คน มี นส.3 ถูกต้องตามกฎหมาย ที่สำคัญและน่าสนใจก็คือทั้ง 5 คนที่เป็นเจ้าของที่ดินไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับคดีความ ส่วนสิ่งที่เป็นวากัฟก็คือ สิ่งก่อสร้างต่างๆ บนที่ดิน เช่น มัสยิด อาคารเรียน บ้านพักนักเรียน เป็นต้น

ประเด็นที่สองก็คือ ทำไมไม่อุทธรณ์? ซึ่งบัลยานได้เล่าเรื่องราวต่างๆ ตั้งแต่อดีตว่า ตนและครอบครัวต้องประสบพบเจอกับอะไรบ้าง เหตุการณ์ความรุนแรงเกิดที่อื่นก็มาปิดล้อมที่โรงเรียน ตนเองก็เคยโดนควบคุมตัวและโดนทรมานในตู้คอนเทนเนอร์ด้วยการเปิดไฟตลอดทั้งวันทั้งคืนและเปิดแอร์เย็นตลอดเวลา รวมไปถึงกรณีพี่ชายที่ถูกยิงเสียชีวิตขณะละหมาดกับเพื่อนอีกสองคน ซึ่งคดีก็ยังไม่คลี่คลายจนถึงปัจจุบัน

นอกจากนั้นยังมีกรณีที่นำปืนของกำนันมาตั้งที่ห้องพักครูในโรงเรียน แล้วกล่าวหาว่าเจอปืนในโรงเรียน และมีเรื่องราวต่างๆ เกิดขึ้นอีกมากมายก่อนจะมาถึงเรื่องที่ดินโดนยึด ซึ่งตอนแรกทางการจะยึดที่ดินของบิดาตนเท่านั้น โดยกล่าวหาว่าเป็นสถานที่ฝึกการก่อการร้าย ซึ่งที่ดินบางส่วนก็ถูกทะเลกลืนไปแล้ว เรียกได้ว่าที่ดินที่เขากล่าวหาว่าเป็นที่ฝึกอยู่ในทะเลไปแล้ว หลายคนคงตั้งคำถามว่าแล้วจะฝึกในทะเลได้อย่างไร?

ต่อมาก็มีหนังสือจะยึดที่ดิน 14 ไร่ ตรงที่ตั้งปอเนาะญีฮาด ซึ่งเราก็สู้คดีในศาล และขึ้นไปกรุงเทพฯโดยการยืมเงินชาวบ้าน เมื่อเราแพ้คดีเราก็เคารพศาล โดยการย้ายออก เพราะหากเราอยู่ต่ออาจโดนข้อหาบุกรุกที่ดินของรัฐได้ แม้จะมีหลายฝ่ายพยายามที่จะผลักดันให้เรากลับไปอยู่ที่เดิม แต่เรายังยืนยันคำตอบเดิมว่าจะไม่กลับไปแล้ว เพราะที่เดิมถูกทำให้กลายเป็นสถานที่ที่มีมลทินไปแล้ว

ช่วงหลังมีคนวิพากษ์วิจารณ์ว่าที่เราออกมาเพราะทนายความแนะนำ ซึ่งเราขอยืนยันตรงนี้ว่า ทนายความแนะนำให้อุทธรณ์ต่อไป แต่เราตัดสินใจออกมาเองหลังจากที่ปรึกษากับชาวบ้านแล้ว บางคนกล่าวหาว่าเราออกมาเพื่อปลุกระดมคน ทั้งที่จริงแล้วที่เราออกมาเพราะเราเหนื่อยแล้ว เราเจ็บมาเยอะ พี่ชายผมก็ถูกยิงเสียชีวิต ใครไม่เชื่อก็ลองมาเป็นครอบครัวของเราดูจะได้เข้าใจเรามากขึ้น

ที่ผ่านมาเราอยู่เหมือนกับว่าเราเป็นผี เพราะไม่มีใครกล้ามาเยี่ยมเยียน ไม่มีใครกล้ามาถามข่าวคราว แต่พอเราออกไปอยู่ที่โรงเรียนตาดีกา ที่มัสยิด ก็มีพี่น้องแห่มาเยี่ยมเยียนเราไม่ขาดสาย ซึ่งเราถือเป็นสิ่งที่ดีที่เกิดหลังจากมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้ ถือเป็นฮิกมะฮฺ(วิทยปัญญา)ของเหตุการณ์ในครั้งนี้

อับดุลกอฮา อาแวปูเตะ : ถือเป็นการเมืองภาคประชาชนจริงๆ

ทนายอับดุลกอฮา กล่าวว่า ในช่วงที่มีการออกหมายจับนายดุลเลาะ แวมะนอ บาบอปอเนาะญิฮาดในขณะนั้น เจ้าหน้าที่ใช้หลักฐานจากการซักถามในการออกหมายจับ โดยออกหมายจับทั้งหมด 38 คน มอบตัว 18 คน และสู้คดีในศาลชนะทั้งหมดหรือยกฟ้องทุกคน ซึ่งตนเชื่อว่าหากคนอื่นที่เหลือมามอบตัวก็จะชนะคดีเช่นกัน เพราะโดนข้อกล่าวหาเดียวกัน และใช้หลักฐานเดียวกันในการต่อสู้คดี

แต่ที่น่าแปลกใจก็คือ คดีต่างๆ ที่ถูกกล่าวหาหลุดหมด(ยกฟ้อง) แต่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ต้องการจะยึดที่ดิน โดยตอนแรกจะยึดที่ดินของนายดุลเลาะบิดาของบัลยาน ด้วยข้อกล่าวหาว่าเป็นที่ฝึกแนวร่วม ซึ่งที่ดินบางส่วนก็ถูกทะเลกลืนไปแล้ว คำถามก็คือจะฝึกในทะเลได้อย่างไร?

ในช่วงที่ ปปง. ลงมาสอบถาม บัลยานเป็นคนตรงๆ ก็เลยบอกทางเจ้าหน้าที่ ปปง.ว่า ที่ดินของปอเนาะญิฮาดนั้นมี นส. 3 ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับที่ดินที่ทาง ปปง. จะมายึดในตอนแรก หลังจากนั้น ปปง.ก็กลับไปประชุม และกลับมาอีกครั้งด้วยหนังสือที่ต้องการจะยึดที่ดิน 14 ไร่ ตรงที่ตั้งปอเนาะญีฮาด ซึ่งตนตั้งข้อสังเกตว่า ปปง.ต้องการจะยึดที่ดินตรงที่ตั้งปอเนาะตั้งแต่แรก แต่เข้าใจผิดคิดว่าที่ดินของนายดุลเลาะคือที่ตั้งของปอเนาะหรือไม่? จนมาทราบภายหลังและกลับไปประชุมกันใหม่

หลังจากแพ้คดี ตนอายที่จะบอกกับบัลยาลว่าแพ้ เพราะมั่นใจมาตลอดว่าจะชนะคดี แต่เมื่อบอกบัลยานไปแล้ว ตนรู้สึกว่าบัลยานไม่ได้ตกใจ แต่ยังมีสีหน้าที่ยังมีความหวังอยู่ ซึ่งเมื่อบันยาลมาบอกว่าจะไม่อุทธรณ์แล้ว ตนรู้สึกตกใจมาก แต่พอบันยาลบอกว่าได้ปรึกษากับชาวบ้านแล้ว และชาวบ้านรับปากจะช่วย ตนก็สบายใจ

ภาพของการให้ความช่วยเหลือครอบครัวปอเนาะญิฮาด ถือเป็นการเมืองภาคประชาชนจริงๆ ซึ่งตนอยากให้เราคอยช่วยเหลือซึ่งกันและกันแบบนี้ในยามที่พี่น้องเดือดร้อน เพราะมันทำให้เห็นว่าเรายังมีความหวังกับอนาคตของปาตานีแห่งนี้

ชลิดา ทาเจริญศักดิ์ : สันติวิธีคือทางเลือกที่กล้าหาญและงดงาม

นางชลิดา กล่าวว่า วันนี้ถือเป็นวันสำคัญสำหรับตน สำคัญกว่าการได้ไปพูดที่สหประชาชาติเสียอีก เพราะนักสิทธิมนุษยชนควรอยู่ข้างผู้ที่อ่อนแอหรือผู้ที่โดนรังแก การพูดคุยเป็นสิ่งสำคัญเพราะจะทำให้เกิดความเข้าใจ และทำให้เกิดปัญญา ปัญหาชายแดนใต้ถือเป็นวาระแห่งชาติที่จะต้องช่วยกันหาทางออก

ประเด็นที่จะกล่าวถึงก็คือ คดีนี้เป็นการพิจารณาโดยศาลแพ่งเพราะไม่ได้ผิดในทางอาญา เรื่องนี้ละเอียดอ่อนตรงที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของวากัฟ(สาธารณะ) ซึ่งผู้พิพากษาไม่เข้าใจเรื่องวากัฟ ดังนั้นความผิดพลาดของศาลก็คือตัดสินไปตามตัวบทกฎหมาย แต่ไม่ได้หยิบยกมิติทางด้านศาสนาและวัฒนธรรมมาร่วมพิจารณาด้วย

การจัดงานครั้งนี้เพราะไม่อยากกลับไปที่เก่าถือเป็นการเลือกที่กล้าหาญมาก ทำให้เห็นถึงการไม่เชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมไทย ซึ่งงานนี้ถือเป็นหนทางแห่งสันติวิธี ไม่มีการก่อกวนแม้จะมีปัญหาการสกัดกั้นบ้างบนถนน และในวันเดียวกันนี้รัฐสั่งให้จัดงานและดึงคนไปร่วมด้วยหลายที่

ตนขอตั้งข้อสังเกตว่าเหตุเกิดที่เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส จะเกี่ยวข้องกับการไม่พอใจที่ปอเนาะญิฮาดถูกยึดหรือไม่? ซึ่งยังไม่มีใครสามารถที่จะยืนยันได้ แต่การจัดงานในครั้งนี้ถือเป็นเรื่องของศาสนาและวัฒนธรรม ซึ่งเป็นหนทางแห่งสันติวิธี ดังนั้นรัฐจึงควรสนับสนุนงานในวันนี้ สิ่งที่ตนไม่เข้าใจก็คือเจ้าหน้าที่สกัดบนถนนหรือทำให้การจราจรยุ่งยากทำไม?

การสร้างปอเนาะขึ้นมาใหม่จะเป็นศูนย์รวมทางด้านจิตใจของคนในชุมชนอีกครั้ง และรัฐควรเปิดโอกาสให้เปิดปอเนาะอีกครั้ง เพื่อเป็นพื้นที่ปลอดภัย และเป็นพื้นที่แห่งการขัดเกลาให้ผู้คนเป็นคนดี เป็นแหล่งบ่มเพาะคนดีให้สังคม แม้จะมีบางกรณีที่เหตุการณ์จะเกี่ยวข้องกับคนในปอเนาะ ก็ควรพิจารณาหรือจัดการบุคคลเป็นรายๆ ไป ไม่ใช่จัดการกับปอเนาะหรือโรงเรียน

ที่สำคัญประชาชนจะต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกันต่อไป เพราะนี่คือหนทางของประชาชนที่จะสามารถแก้ปัญหาของประชาชนเองได้

สุดท้ายมี 3 ข้อที่ต้องการจะทิ้งท้าย 1.ปอเนาะ ตาดีกา คือสิ่งที่อยู่คู่กับอิสลามและมลายู ลบล้างไม่ได้ ต้องอยู่ตลอดไป 2.แนวทางชุมชนที่คอยช่วยเหลือซึ่งกันและกันเป็นแนวที่ทางที่ทรงพลัง เป็นแนวทางที่งดงาม เป็นแนวของพลังศรัทธา และเป็นแนวทางที่จะต้องสานต่อต่อไป 3.สันติวิธีคือหนทางที่เราจะต้องเดินไป ไม่ว่าจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาใดก็ตามๆ ขอให้ยึดมั่นในแนวทางสันติวิธีต่อไป

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

“หนังสั้นบนแผ่นดินฟาตอนี” ครั้งแรกของเสียงเรียกร้องความเป็นธรรมบนแผ่นฟิล์ม

คณะผู้นำศาสนายื่น 3 ข้อแก้ปมที่ดินญีฮาดวิทยา ครอบครัวแวมะนอไม่สน ยันเลี้ยงชาหางบซื้อที่ใหม่

ดึงสำนักจุฬาฯมาคุยปอเนาะญีฮาด ขอให้กลับไปที่เดิม นักศึกษาร่วมช่วยหางบซื้อที่ใหม่

เปิดใจ'บันยาล แวมะนอ' : “ญีฮาดฯ ไม่กลับไปที่เดิมอีกแล้ว”

หลักการอิสลามว่าด้วย“วะกัฟ” กับข้อท้าทายของปอเนาะและโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม

"ฉันชื่อ นาดา"(ถ่ายทำที่ปอเนาะญีฮาด) กับ 7หนังสั้นที่รอมานาน จะได้ฉายกัน

คนแห่เยี่ยมครอบครัวญีฮาดวิทยา ศิษย์เก่าตั้งศูนย์ช่วยระหว่างพักมัสยิด เจ้าหน้าที่กล่อมให้กลับที่เดิม

 ปิดฉากปอเนาะญีฮาดวิทยา ครอบครัวไม่ยื่นอุทธรณ์ ขนของย้ายไปอยู่มัสยิด

 รัฐเล็งฟื้นปอเนาะญีฮาดวิทยาให้ชุมชนอีกครั้ง ทีมทนายเตรียม 2 ประเด็นสู้ชั้นอุทธรณ์ –

บล็อคที่เกี่ยวข้อง

อัพเดทภาคใต้: ปอเนาะญีฮาดวิทยากับสถานะใหม่

งานศิลปะที่ปอเนาะญิฮาด สุนทรียศาสตร์ในเส้นทางแห่งสันติวิธี

"ปอเนาะญิฮาดวิทยา" ญิฮาดแห่งสันติวิธี มีอยู่จริง

กินข้าวยำปอเนาะญีฮาด ปฏิบัติการสันติวิธีที่งดงามที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา

คลื่นมหาชนและยอดบริจาคสูงลิ่วแสดงนัยยะอะไรทางการเมืองเรื่องกระบวนการสันติภาพ