เมื่อ DSJ เข้ากรุงครั้งแรก ‘ฉายภาพสันติ–สื่อสารความรู้สันติภาพ’ ในงานคนไทยขอมือหน่อย2016

เมื่อ DSJ ยกทีมเข้ากรุงเทพครั้งแรก เพื่อฉายภาพปรากฏการณ์สันติและนำเสนอแนวคิดการสื่อสารความรู้สันติภาพให้คนเมืองหลวงฟัง บนเวทีสาธารณะในงานคนไทยขอมือหน่อย 2016 ณ ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ เพราะการสื่อสารจำเป็นต่อการสร้างสันติภาพและสื่อในพื้นที่ขัดแย้งคือตัวกลางเชื่อมโยงคนในกับคนนอก เพื่อสร้างความหวังในสันติภาพชายแดนใต้/ปาตานี

เวลาบ่ายสองครึ่งของวันที่ 17 มกราคม 2559 บนเวทีใหญ่ภายในศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ในงาน“คนไทย ขอมือหน่วย 2016 Ratchaprasong : The Sharing Street ทีมงานโรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ (DSJ) ได้ขึ้นเวทีพูดคุยนำเสนอ “แนวคิดในการทำงานขับเคลื่อนการสื่อสารความรู้เพื่อสันติภาพชายแดนภาคใต้”

นับเป็นครั้งแรกของโรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ที่ได้ยกทีมขึ้นไปนำเสนอเกี่ยวกับการสื่อสารความรู้สันติภาพให้คนกรุงเทพได้ฟังถึงที่อย่างเป็นทางการ ภายในงานที่จัดขึ้นโดยมูลนิธิเพื่อคนไทย ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา สมาคมผู้ประกอบวิสาหกิจในย่านราชประสงค์และภาคีภาคสังคมประมาณ 200 องค์กร ระหว่างวันที่ 14 – 17 มกราคม 2559

โดยทีมงานโรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ที่ขึ้นเวทีมี 3 คน คือนายมูฮำหมัด ดือราแม บรรณาธิการโรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ นายสะรอนี ดือเระ บรรณาธิการโรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ และนายอิมรอน ซาเหาะ ผู้สื่อข่าวโรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้

วงพูดคุยเริ่มต้นด้วยการฉายคลิปวิดีโอ นักข่าวพลเมือง : 12 ปี ชายแดนใต้กับการสื่อสารเพื่อสันติภาพ #ThaiPBS ประกอบการบรรยายเพื่อเป็นการเกริ่นนำทำความเข้าใจเรื่องการสื่อสารสันติภาพความยาว 3 นาที ซึ่งในคลิปนี้ปิดท้ายด้วยคำว่า “เพราะเราเชื่อมั่นว่าการสื่อสารไม่สามารถแยกออกจากการสร้างสันติภาพได้”

 

เพราะการสื่อสารจำเป็นต่อการสร้างสันติภาพ

จากนั้น นายมูฮำหมัดจึงได้เริ่มการบรรยายด้วยประโยคเดียวกันว่า เพราะการสื่อสารไม่สามารถแยกออกจากการสร้างสันติภาพได้ เพราะการสื่อสารมีความจำเป็นในการสร้างสันติภาพ จากนั้นจึงต่อด้วยบรรยายถึงบทบาทของโรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้

มูฮำหมัดนำเสนอว่า โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้เป็นสื่อทางเลือกในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นสื่อที่ตรงอยู่กลางระหว่างคู่ขัดแย้งที่ใช้อาวุธและความรุนแรง คือ ฝ่ายรัฐและขบวนการ แต่ไม่ได้ทำงานอยู่คนเดียว พยายามร่วมกับสื่อทางเลือกอื่นๆในพื้นที่เพื่อสร้างแพลตฟอร์ม (Platform) การสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมายต่างๆในพื้นที่ เช่น สำนักข่าวพลเมืองของสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ก็เป็นเพื่อนสื่อที่พยายามสื่อสารความรู้เกี่ยวกับกระบวนการสันติภาพในพื้นที่

“เราพยายามสื่อสารไปยัง 3 กลุ่มเป้าหมายใหญ่ๆ ที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับความขัดแย้งและการสร้างสันติภาพในพื้นที่ คือ 1.สังคมไทยทั่วไป 2.คนในพื้นที่ซึ่งมีความหลากหลาย เช่น คนมุสลิมมลายู คนไทยพุทธและคนจีน 3.คนในอาเซียน

เรามองคนที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับความขัดแย้งและการสร้างสันติภาพใน 3 ระดับ (Track) คือ Track 1 คือ คู่ขัดแย้ง หมายถึงรัฐกับขบวนการ Track 2 ระดับปัญญาชน องค์กรภาคประชาสังคมและรวมถึงสื่อทางเลือกในพื้นที่ด้วย และ Track 3 คือประชาชน เราเป็นสื่อที่อยู่ใน Track 2 ก็จริงแต่เราพยายามที่จะสื่อสารระหว่าง Track 1 กับ Track 3”

ให้พื้นที่สื่อสารแก่คนทุกกลุ่ม

“เราแบ่งคนในพื้นที่ ออกเป็น 4 กลุ่ม 1.กลุ่มชาตินิยม ทั้งชาตินิยมสยามและชาตินิยมมลายู 2.กลุ่มที่มีแนวคิดจารีตนิยม 3.กลุ่มพหุวัฒนธรรม 4.กลุ่มคนที่มีแนวคิดสมัยใหม่ เราพยายามไปสัมภาษณ์กลุ่มคนเหล่านี้ โดยถามว่ามีความคิดเห็นอย่างไรกับการสร้างสันติภาพ คุณมีทางเลือกอะไรบ้างที่ไม่ต้องใช้ความรุนแรง เพราะเราคิดว่าความรุนแรงเกิดขึ้นมาเพราะการไม่มีพื้นที่ของการสื่อสารความต้องการออกมา จึงมีการแสดงออกด้วยความรุนแรง

โดยเราได้ไปสัมภาษณ์ผู้นำศาสนา กลุ่มผู้หญิง กลุ่มเคลื่อนไหวต่างๆในพื้นที่ กลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุไม่สงบในพื้นที่ และกลุ่มคนที่มีความคิดเห็นต่างจากรัฐทั้งในพื้นที่และที่อยู่ต่างประเทศ เราไปสัมภาษณ์กลุ่มที่มีกำลังอาวุธในมือจากทั้ง 2 ฝ่าย แล้วเราก็สื่อสารเรื่องราวของพวกเขาเหล่านั้นออกสู่สาธารณะ

จากการสื่อสารที่ผ่านมา เราค้นพบว่าบุคคลเหล่านี้มีจุดร่วมบางอย่าง เช่น ทุกคนต้องการพื้นที่ปลอดภัย ไม่ต้องการเห็นผู้บริสุทธิ์ตกเป็นเหยื่อ นอกจากนี้เราพบว่าแม้ในพื้นที่มีเหตุไม่สงบจำนวนมาก มีผู้สูญเสียจำนวนมาก ขณะเดียวก็มีเวทีสาธารณะจำนวนมากเช่นกัน ซึ่งคนในพื้นที่สามารถแสดงความคิดเห็นในประเด็นต่างๆ ได้ เราก็ติดตามและนำประเด็นจากเวทีเหล่านี้มาสื่อสารต่อสาธารณะ เพราะนี่คือที่มาของความรู้สันติภาพ

การสื่อสารความรู้และบทเรียนสันติภาพ

นับตั้งแต่เริ่มมีการพูดคุยสันติภาพ เราพบว่า มีคำอธิบายต่างๆ มากมายเกี่ยวกับกระบวนการพูดคุยสันติภาพ เพราะเป็นเรื่องที่มีความซับซ้อน ดังนั้นเราจึงไปสัมภาษณ์นักวิชาการในสถาบันการศึกษาในพื้นที่ เพื่อให้เขาได้อธิบายที่เกี่ยวกับกระบวนการสันติภาพว่าเป็นอย่างไร และเราก็ได้คำอธิบายที่หลากหลายมาก

นอกจากนี้เรายังพบว่า ในช่วงหลายปีมานี้มีนักวิชาการหรือผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเดินทางลงไปในพื้นที่จำนวนมาก บางคนเราได้สัมภาษณ์เขาว่า โดยถามว่าคุณมีบทเรียนการสร้างสันติภาพจากต่างประเทศอย่างไรบ้าง รวมทั้งได้สัมภาษณ์นักวิชาการในกรุงเทพที่ทำงานในพื้นที่ เพราะเราคิดว่าคนในกรุงเทพก็มีบทเรียนและประสบการณ์จากความขัดแย้งและความรุนแรงด้วยเช่นกัน เพื่อเป็นองค์ความรู้ให้แก่คนในพื้นที่และสามารถนำไปขับเคลื่อนต่อไปได้

ขณะเดียวกัน ความพยายามปรับตัวของคนในหรือความพยายามสร้างความเข้มแข็งของคนในพื้นที่เองก็ได้ทำให้เกิดองค์ความรู้สันติภาพหรือบทเรียนสันติภาพขึ้นมาด้วยเช่นกัน เช่น เครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ที่พัฒนามาจากกลุ่มผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบจากเหตุไม่สงบในพื้นที่ รวมทั้งกลุ่มคนไทยพุทธที่ปัจจุบันได้ตั้งเป็นเครือข่ายชาวพุทธเพื่อสันติภาพแล้ว เราก็ไปสัมภาษณ์บุคคลเหล่านี้และสื่อสารเรื่องราวของพวกเขาออกสู่สาธารณะเช่นกัน

แม้กระทั่งการปรับตัวของฝ่ายเจ้าหน้าที่ความมั่นคงของรัฐด้วย เช่น กองอำนายการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน. ) พยายามเปิดพื้นที่การพูดคุยระดับพื้นที่ให้มากขึ้น เราก็ไปสัมภาษณ์และนำเสนอออกสู่สาธารณะ ซึ่งการเปิดพื้นที่ของรัฐหลายครั้งก็นำไปสู่การมีข้อเสนอต่อกระบวนการพูดคุยสันติภาพด้วยและเราก็สื่อสารเรื่องเหล่านั้นออกมา เช่น ข้อเสนอที่ให้หยุดทำร้ายเป้าหมายอ่อนแอ ข้อเสนอเรื่องการสร้างพื้นที่ปลอดภัย เป็นต้น

สร้างสื่อ สร้างนักสื่อสาร สร้างสันติภาพ

ในขณะที่โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้กำลังสื่อสารอยู่นั้น เราก็พยายามสร้างนักสื่อสารรุ่นใหม่ๆ ออกมาด้วยโดยผ่านอบรมข่าวมาแล้วหลายรุ่น และมีส่วนกระตุ้นให้องค์กรภาคประชาสังคมในพื้นที่พยายามพัฒนางานการสื่อสารของตัวเองให้มากขึ้นด้วน เพื่อให้สามารถนำเสนอทางเลือกในการสร้างสันติภาพโดยไม่ต้องใช้ความรุนแรงได้โดยไม่ต้องรอสื่อมวลชนไปทำข่าว

“เพราะเราคิดว่าในกระบวนการสันติภาพ จำเป็นต้องนำประเด็นเหล่านั้นไปพูดคุยเพื่อหาทางออกหรือสร้างสันติภาพ ซึ่งเราเรียกว่า “สันติภาพเชิงบวก” คือไปนำสู่การแก้ปัญหารากเหง้าอย่างแท้จริงได้ ไม่เพียงแค่หยุดความรุนแรงเท่านั้น นี่คือบทบาทของเรา” มูฮำหมัด กล่าวทิ้งท้าย

อิมรอน ซาเหาะ : สื่อทางเลือกฉายภาพเชิงบวกจากพื้นที่

จากนั้นนายอิมรอน ซาเหาะ ผู้สื่อข่าวโรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้นำเสนอต่อในประเด็น ปรากฏการณ์การสื่อสารสันติภาพในพื้นที่ชายแดนใต้ โดยฉายให้เห็นภาพปรากฏการณ์เชิงบวกในพื้นที่ และยกตัวอย่างการทำงานของโรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ซึ่งเน้นการนำเสนอข่าวความเคลื่อนไหวในพื้นที่สาธารณะของพื้นที่ ซึ่งบ่อยครั้งที่สื่อระดับชาตินำไปขยายความต่อ เช่น สถานีโทรทัศน์ช่อง 3 เว็บไซต์ประชาไท เป็นต้น รวมทั้งกรณีเครือข่ายผู้หญิงชายแดนใต้ที่พยายามนำเสนอประเด็นต่างๆในช่วงนักข่าวพลเมืองทางช่อง ThaiPBS หรือกลุ่มช่างภาพในพื้นที่ที่ตระเวนถ่ายภาพสวยๆ ในพื้นที่ แล้วนำมาจัดนิทรรศการในบางโอกาส

อิมรอนเล่าว่า บางองค์กรหรือเยาวชนกลุ่มต่างๆ มักจะทำวีดีโอปรากฏการณ์เชิงบวกของพื้นที่แล้วนำไปเผยแพร่ในโลกออนไลน์ เช่นเดียวกับการโพสต์ภาพแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ในพื้นที่บนโซเชียลมีเดีย ซึ่งการสื่อสารสันติภาพลักษณะนี้ก็เริ่มมีขึ้นหลังจากเกิดเหตุรุนแรงมาตั้งแต่ต้นปี 2547 แล้ว เพื่อค้านกับภาพความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ เพราะคนเริ่มตระหนักรู้ถึงความสำคัญของสันติภาพและพยายามขับเคลื่อนด้วยความรู้มากขึ้น

เพื่อให้เห็นภาพแห่งสันติภาพดังที่กล่าวไว้ อิมรอนจึงได้เปิดคลิปวีดีโอชื่อ Amazing Pattani ซึ่งจัดทำโดย IDIO Cinematography เป็นการประมวลสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ในจังหวัดปัตตานีเป็นตัวอย่างด้วย และยังได้แนะนำให้ค้นหา Amazing Yala และ Amazing Narathiwat ในเว็ปไซต์ YouTube อีกด้วย

อิมรอนอธิบายว่า สื่อรูปแบบต่างๆ เหล่านี้เป็นความพยายามที่จะชี้ให้เห็นว่านอกเหนือจากภาพของความรุนแรงแล้ว ยังมีการนำเสนอทุนทางสังคมและมุมมองเชิงบวกที่ปรากฏในพื้นที่ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง พร้อมๆไปกับความพยายามในการสร้างสันติภาพ เพื่อไม่ให้มุมมองของพื้นที่ถูกสื่อสารออกไปเพียงมิติของความรุนแรง

สื่อในพื้นที่ขัดแย้งคือตัวกลางถ่ายทอดและเชื่อมโยงคนใน-คนนอก

อิมรอน กล่าวว่า อย่างไรก็ตามแม้สื่อยังจำเป็นต้องนำเสนอภาพของความขัดแย้ง แต่ก็อยู่บนฐานของเหตุและผลในการหาทางออกของปัญหาและเป็นฐานข้อมูลของพื้นที่เป็นหลัก โดยมุ่งให้เกิดการสร้างบรรยากาศในคนตระหนักถึงความสำคัญของสันติภาพ รวมทั้งขยายความเข้าใจต่อคนนอกพื้นที่ให้มากขึ้นด้วยเช่นกัน ดังนั้นสื่อในพื้นที่ขัดแย้งในชายแดนใต้จึงทำงานเสมือนเป็นตัวกลางในการถ่ายทอดและเชื่อมโยงพื้นที่ทั้งภายในเองและต่อภายนอกด้วยเช่นเดียวกัน

อิมรอน นำเสนอต่อไปว่า สำหรับประเด็นที่ถูกสื่อสารออกไปเท่าที่ได้ติดตามพบว่า มีความหลากหลาย สอดคล้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่เอง ทั้งวิถีชีวิต วัฒนธรรมและการท่องเที่ยวซึ่งงเป็นทุนทางสังคมที่น่าสนใจที่จำเป็นต้องถ่ายทอดออกไป เสมือนเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภคสื่อเห็นว่าท่ามกลางความขัดแย้งก็ยังมีมิติเชิงบวกที่ปรากฏให้เห็นด้วยเช่นเดียวกัน

อิมรอน กล่าวอีกว่า ส่วนตัวมองว่า ปรากฏการณ์การสื่อสารสันติภาพของพื้นที่ชายแดนใต้ เหล่านี้ ส่งผลให้คนภายในพื้นที่เข้าใจถึงความสำคัญของสันติภาพและเห็นถึงทุนทางสังคมที่ปรากฏอยู่ในพื้นที่ตนเองมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ทำให้คนนอกพื้นที่เข้าใจพื้นที่ในมิติที่นอกเหนือจากความรุนแรงได้

“เพราะท้ายสุดแล้วสื่อมีความสำคัญมากในการสร้างทัศนคติบางอย่างต่อผู้คนในสังคม หลายครั้งที่คนนอกพื้นที่กลัวและไม่กล้าเข้ามา ก็เพราะสื่อนำเสนอเพียงมุมมองด้านลบและภาพความรุนแรง จนทำให้คนเข้าใจว่าในพื้นที่ทั้งหมด คือพื้นที่ของความไม่ปลอดภัย แต่หากสื่อสามารถนำเสนอมุมมองอีกด้านให้ปรากฏไปพร้อมๆ กันได้ ก็อาจทำให้คนนอกเข้าใจมากขึ้นว่า ที่นี่ยังมีชีวิตชีวาและมีการเคลื่อนไหวทุกๆ วันเช่นเดียวกับพื้นที่อื่นๆ ที่สำคัญคือ ไม่ใช่ว่าคนในพื้นที่จะยอมรับกับการใช้ความรุนแรงเหล่านั้นเสียทั้งหมด ยังมีคนอีกหลายกลุ่มที่ยังอยากเห็นการพัฒนาของพื้นที่” อิมรอนกล่าว

ต้องสร้างสื่อและนักสื่อสารสันติภาพให้มากขึ้น

อิมรอน กล่าวว่า น่าเสียดายที่มิติแบบนี้ยังถูกนำเสนอออกไปไม่มากเท่ากับมิติความรุนแรงของพื้นที่ สื่อที่พยายามนำเสนอในมิติแบบนี้ส่วนมากเป็นสื่อท้องถิ่นหรือสื่อทางเลือก มีสื่อหลักจำนวนน้อยเท่านั้นที่นำเสนอในมิตินี้ จึงอาจกล่าวว่า ปัจจุบันสื่อสันติภาพที่จะส่งผลต่อการสร้างบรรยากาศของสันติภาพในพื้นที่นั้นยังมีไม่มากพอและอาจยังเข้าไม่ถึงผู้คนจำนวนมากได้ จึงต้องพัฒนาวิธีการสื่อสารให้หลากหลายและขยายให้มากขึ้น

“ขณะเดียวกันก็อาจจำเป็นต้องพัฒนาทักษะและเพิ่มจำนวนนักข่าวที่สามารถรายงานข่าวด้วยข้อมูลความรู้เพื่อการสื่อสารสันติภาพให้มากขึ้นด้วยเช่นกัน และที่สำคัญคือ คนไทยในพื้นที่อื่นๆ ก็ต้องช่วยคนในชายแดนใต้สื่อสารเรื่องราวด้านบวกให้มากขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน” อิมรอนกล่าวทิ้งท้าย

สะรอนี ดือเระ : อะไรคือการสื่อสารสันติภาพ

จากนั้นนายสะรอนี เป็นผู้นำเสนอคนต่อไปซึ่งเริ่มต้นด้วยคำว่า “สิ่งที่เราทำคือการสื่อสารสันติภาพ”

“อะไรคือการสื่อสารสันติภาพ ปัจจุบันทุกคนสามารถสื่อสารได้ สามารถเป็นนักสื่อสารได้ โลกปัจจุบันคือโลกของการสื่อสาร หรือยุค Big Data ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลอย่างมากมาย ทุกคนสามารถมีเครื่องมือสื่อสารได้ คำถามคือเราใช้ข้อมูลมหาศาลได้อย่างไรเพื่อให้เป็นการสื่อสารสันติภาพ เราเรียกว่า “ชานชาลาหรือแพลตฟอร์ม”

ก่อนหน้านี้คนที่มีสิทธิที่จะสื่อสารได้ต้องเป็นนักข่าวเท่านั้น แต่แพลตฟอร์มการสื่อสาร ที่เราสร้างนั้น ทุกสามารถที่จะปฏิบัติการสื่อสารได้โดยใช้เครื่องมือสื่อสารทุกอย่างเช่น ยูทูป (Youtube) เฟสบุ๊ค (Facebook) เว็บไซต์ (website)  เป็นต้น ซึ่งในพื้นที่ที่เกิดความขัดแย้งระหว่างรัฐกับผู้ที่มีความคิดเห็นต่างจากรัฐ แต่ละฝ่ายมีข้อมูล Big data ของตัวเองเพื่อใช้ในการสื่อสารแก่ฝ่ายตัวเอง”

แพลตฟอร์มการสื่อสาร

สะรอนี กล่าวว่า แพลตฟอร์ม คือเครื่องมือการสื่อสารที่เรามีอยู่ในปัจจุบัน เช่น ยูทูบ ซึ่งกลุ่มที่มีความคิดเห็นต่างจากรัฐในพื้นที่ก็ใช้ยูทูปในการเสนอข้อเสนอของเขา ขณะเดียวคนในพื้นที่ก็ใช้ยูทูปนำเสนอการจัดเวทีสาธารณะต่างๆ ในพื้นที่ ปัจจุบันในพื้นที่เป็นยุคของฟ้าเปิดแล้วเพราะทุกคนสามารถแสดงความคิดเห็นเรื่องราวต่างๆได้

“เมื่อปี 2558 ที่ผ่านมา ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ได้จัดการประชุมวิชาการนานาชาติ TriPeace ที่พูดถึงกระบวนการสันติภาพในปาตานี กระบวนการสันติภาพประเทศอินโดนีเซียกรณีอาเจะห์ และกระบวนการสันติภาพประเทศฟิลิปปินส์กรณีมินดาเนา เป็นการเรียนรู้กระบวนการสันติภาพ 3 รูปแบบ ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี อันนี้ก็เป็นแพลตฟอร์มการสื่อสารอย่างหนึ่ง

ปัจจุบันในพื้นที่มีแพลตฟอร์มการสื่อสารเกิดขึ้นแล้ว เช่น โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามหรือปอเนาะสามารถผลิตหนังสั้นเกี่ยวกับการอนุรักษ์วัฒนธรรมมลายูในพื้นที่แล้วนำเสนอในยูทูบ

ส่วนวิทยุชุมชนที่หลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติได้สั่งปิดวิทยุชุมชน เจ้าของวิทยุชุมชนในพื้นที่ก็ได้พยายามอย่างมากที่จะเปิดสถานีวิทยุอีก เพราะวิทยุชุมชนในพื้นที่ใช้ภาษามลายู ซึ่งภาษามลายูเป็นแพลตฟอร์มการสื่อสารอย่างหนึ่งของคนในพื้นที่ โดยมีทั้งรายการวิทยุบรรยายศาสนา เรื่องของผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุไม่สงบ ส่วนสถานีวิทยุของรัฐในพื้นที่เองก็ออกอากาศด้วยภาษามลายู 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จังหวัดยะลา คลื่น FM 95.0 MHz

การสื่อสารสันติภาพโดยเนื้อแท้ของคนในพื้นที่คือภาษามลายู เพราะในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามก็สอนด้วยภาษามลายู ซึ่งภาษามลายูก็เป็นแพลตฟอร์มการสื่อสารอย่างหนึ่งที่เกิดมาจากคนในพื้นที่เอง ซึ่งโรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้เองก็ได้จัดอบรมเรื่องการสื่อสารและการสื่อสารภาษามลายูด้วยเช่นกัน ทำให้หลายคนได้เป็นนักปฏิบัติการสื่อสารในพื้นที่ในปัจจุบัน”

ชมคลิป การสื่อข่าวเพื่อสันติภาพคืออะไร? โดย ผศ.ดร.วลักษณ์กมล จ่างกมล

หลายองค์กรเริ่มสื่อสารและทำงานความรู้

สะรอนีอธิบายต่อไปว่า โชคดีที่โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้อยู่ภายใต้ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ที่ทำงานเรื่องความรู้เกี่ยวกับกระบวนการสันติภาพในพื้นที่ ปัจจุบันมีหลายองค์กรที่หันมาขับเคลื่อนและทำงานความรู้สันติภาพมากขึ้น

“กลุ่มผู้หญิงในพื้นที่ก็มีความสำคัญมากเนื่องจากทำงานเรื่องกระบวนการสันติภาพในพื้นที่ โดยก่อตั้งเป็นเครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ ยังมีคณะทำงานวาระผู้หญิงชายแดนใต้ นักวิชาการสตรีและกลุ่มเยาวชนสตรีในพื้นที่ รวมทั้งการเกิดเครือข่ายชาวพุทธเพื่อสันติภาพ (B4P) ซึ่งเป็นกลุ่มคนไทยพุทธที่เข้ามาทำงานที่เกี่ยวกับกระบวนการสร้างสันติภาพในพื้นที่ด้วย เนื่องจากคนพุทธในพื้นที่ก็ต้องการสันติภาพด้วยเช่นกัน

ปัจจุบันมีองค์กรภาคประชาสังคมที่ขับเคลื่อนเรื่องการสร้างสันติภาพในพื้นที่ประมาณ 200 องค์กร ทั้งองค์กรศาสนา เยาวชน ภาคประชาชน นักศึกษา ผู้หญิง ช่วยเหลือทางกฎหมาย การเยียวยา ดูแลผู้หญิงและเด็กกำพร้าจากเหตุรุนแรงในพื้นที่ รวมทั้งองค์กรต่างประเทศที่ทำงานในพื้นที่ เป็นต้น ซึ่งเราเรียกองค์กรเหล่านี้คือคนใน ที่สำคัญมีหลายองค์กรที่ทำงานสื่อสารด้วย

วารสารศาสตร์สันติภาพและความหวัง

การสื่อสารที่เกิดขึ้นในพื้นที่ขณะนี้ คือ “วารสารศาสตร์สันติภาพ (Peace Journalism)”  เป็นกระบวนการสื่อสารที่เสนอทางออกของปัญหา ไม่ใช่นำเสนอว่าใครถูกใครผิดเท่านั้น แต่นำเสนอทุกฝ่าย ให้พื้นที่แก่ประชาชนได้แสดงความคิดเห็น ให้พื้นที่กับประวัติศาสตร์ ให้พื้นที่แก่คู่ขัดแย้งได้นำเสนอทางออก โดยนำเสนอให้ทั้ง 2 ฝ่ายชนะทั้งคู่ โดยทุกคนสามารถนำเสนอความคิดได้ถึงแม้จะมีความคิดเห็นที่ต่างกัน

ตัวอย่างเช่น สิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่จากการสร้างความสื่อสารสันติภาพคือเกิดเครือข่ายชาวพุทธเพื่อสันติภาพ ซึ่งแม้ว่าคนในพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นมุสลิม แต่ในการสื่อสารสันติภาพต้องให้พื้นที่แก่ทุกฝ่าย ให้โอกาสแก่คนทุกกลุ่มเพื่อนำไปสู่ทางออก

ปัจจุบัน กอ.รมน ภาค 4 สน.ก็ได้ตั้งศูนย์สันติวิธีเพื่อสื่อสารกระบวนการพูดคุยสันติสุขให้ประชาชนในพื้นที่ เกิดดุลยปาถกคือทุกคนในพื้นที่สามารถสื่อสารได้ คนที่มีความคิดเห็นต่างจากรัฐก็สามารถสื่อสารได้โดยผ่านยูทูป”

“การสื่อสารสันติภาพคือความหวัง ความหวังของเราที่สูงที่สุดคือสันติภาพในพื้นที่ เวทีขอมือคนไทยนี้จะช่วยสร้างความหวังของเราให้เป็นจริงได้ นั่นเกิดสันติภาพ/สันติสุขในพื้นที่” สะรอนี กล่าวทิ้งท้าย

ชมคลิป นักข่าวพลเมือง: การสื่อสารที่ต้องการให้ ทุกภาคส่วน เข้าใจสถานการณ์ และการสร้างสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ #ThaiPBS