เสวนาถก “สิทธิพลเมืองในพื้นที่ชายแดนใต้” เดินหน้าได้ด้วยพลังประชาสังคม

วงเสวนาเปิดตัวมูลนิธิมุสลิมเพื่อสันติฯ ผศ.ดร.ศรีสมภพ ชี้ในพื้นที่ชายแดนใต้กฎหมายพิเศษกระทบต่อสิทธิมนุษยชนแต่มีความพยามยามแก้ปัญหาโดยสันติวิธี ด้านทนายอนุกูล ชี้มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมสานต่ออุดมการณ์ทนายสมชาย นีละไพจิตร และความเห็นต่างควรแก้ด้วยวิถีทางการเมือง ส่วนมูฮำมัดอายุบ  ย้ำว่าความขัดแย้งเรื้อรังจำเป็นต้องมีคนช่วยจำนวนมาก ภาคประชาสังคมควรใจกว้างและทำงานหนุนเสริมกัน ขณะที่เชคริฎอ ชี้มุสลิมจะต้องปกป้องชีวิต ทรัพย์สิน เกียรติยศและศักดิ์ศรีของผู้อื่น และจะต้องใช้ปัญญาในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง

ในงานเปิดตัวมูลนิธิมุสลิมเพื่อสันติ ศูนย์ประสานงานสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2559 ที่ผ่านมา ณ ห้องน้ำพราวบอลรูม โรงแรมซีเอส ปัตตานี มีวงเสวนาทางวิชาการ เรื่อง “สิทธิพลเมืองในจังหวัดชายแดนใต้ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต” วิทยากรโดย ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ (CSCD) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ นายมูฮำมัดอายุบ  ปาทาน ประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้ และบรรณาธิการอาวุโสศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (DeepSouthWatch)  ทนายอนุกูล  อาแวปูเตะ ประธานมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมประจำจังหวัดปัตตานี ดำเนินการเสวนาโดย นายโยฮัน เบ็ญฮาวัน ปลัดอำเภอ อำเภอยะหริ่ง จ.ปัตตานี และมีการบรรยายในหัวข้อ “สิทธิสู่สันติ” โดย เชคริฎอ อะหมัด สมะดี ประธานมูลนิธิมุสลิมเพื่อสันติ

ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี : มนุษย์ทุกคนถูกสร้างโดยพระเจ้าและมีสิทธิเท่าเทียมกัน

ผศ.ดร.ศรีสมภพ กล่าวว่า เมื่อมีการพูดถึงเรื่องสิทธิพลเมืองหรือสิทธิมนุษยชนก็มักจะมีคนพูดว่าเป็นแนวคิดที่จากตะวันตก แต่ความเป็นจริงแล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องสากล อย่างในอิสลามเองที่องค์ปาฐกได้กล่าวถึงก็มีการพูดถึงเรื่องสิทธิเช่นกัน ซึ่งเป็นสิทธิที่ได้รับจากพระเจ้า และเมื่อย้อนกลับไปดูแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของสิทธิความเป็นมนุษย์ที่ได้รับจากพระเจ้า ก็สอดคล้องกับหลักคิดที่มีการกล่าวถึงทางการเมือง เช่น คำประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกาในปี 1776 ซึ่งเป็นที่มาของแนวคิดเสรีภาพหรือสิทธิมนุษยชนที่ใช้กันมาทั่วโลก แม้แต่แนวคิดสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติก็อ้างแนวคิดมาจากศาสนาเช่นกัน

ผศ.ดร.ศรีสมภพ นำโค้ดคำพูดส่วนหนึ่งจากสหประชาชาติมาอ่านให้ฟังว่า “เราถือว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ประจักษ์แจ้งว่าคนทุกคนถูกสร้างขึ้นมาโดยพระเจ้า และพระเจ้าได้ให้สิทธิที่ไม่อาจที่จะถูกแย่งออกไปจากมนุษย์ได้ สิทธินี้ประกอบไปด้วย ชีวิต เสรีภาพ และการแสวงหาความสุข” กล่าวคือมนุษย์ทุกคนได้รับสิทธิโดยเท่าเทียมกันจากพระเจ้าที่สร้างมนุษย์ขึ้นมา ดังนั้นระหว่างมนุษย์ด้วยกันเองจึงมีความเสมอกันในความเป็นมนุษย์

ภายใต้แนวคิดเหล่านี้นำมาสู่การคิดเรื่องของสิทธิมนุษยชนที่ปกป้องสิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคลของมนุษย์ในการนับถือศาสนา หรือมีวัฒนธรรมที่หลากหลาย ฯลฯ และรัฐจะต้องปกป้องสิทธิเหล่านี้ ซึ่งไม่ใช่โดยความเมตตาหรือมีน้ำใจต่อประชาชนไม่ แต่เป็นสิทธิของประชาชนที่มาจากหลักการพื้นฐานซึ่งโดยธรรมชาติแล้วมีสิทธิเหล่านี้อยู่ โดยในทางการเมืองการปกครองประชาชนมอบอำนาจให้รัฐปกป้องสิทธิเหล่านี้

ว่าด้วยเรื่องสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ชายแดนใต้

ผศ.ดร.ศรีสมภพ กล่าวต่อว่า ในพื้นที่ชายแดนใต้ในช่วง 12 ปีที่ผ่านมาที่มีปัญหาความไม่สงบเนื่องจากในพื้นที่มีความขัดแย้งทางอัตลักษณ์ ประวัติศาสตร์ ศาสนา และอื่นๆ ที่ทำให้เกิดความรุนแรงและกระทบความมั่นคง รัฐจึงมีนโยบายหรือกฎหมายต่างๆ เพื่อที่จะปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน เพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐโดยออกมาในนามของกฎหมายพิเศษซึ่งกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชนด้วย

ในพื้นที่มีกฎหมายพิเศษอย่างน้อย 3 ฉบับ เช่น กฎอัยการศึกษา พรก.ฉุกเฉิน พรบ.ความมั่นคงภายใน และในปัจจุบันมีมาตรา 44 เพิ่มขึ้นด้วย แน่นอนว่ากระทบต่อชีวิตของประชาชน เช่น กระบวนทางกฎหมายที่ใช้ปกติก็ถูกปรับให้สอดคล้องกับกฎหมายพิเศษ หรือในพื้นที่นี้มีเจ้าหน้าที่ติดอาวุธประมาณเจ็ดหมื่นคน ถ้ารวมพลเรือนที่ติดอาวุธด้วยก็มากกว่าแสนคน ในจำนวนประชากรประมาณสองล้านคนซึ่งถือว่าเยอะ หรือการปิดล้อมตรวจค้นต่างๆ ก็กระทบต่อชีวิตของประชาชนเช่นกัน หรือการถูกจับกุมด้วยกฎหมายพิเศษต่างๆ

นอกจากนั้นยังมีผลกระทบอื่นๆ เช่น การวิสามัญฆาตกรรม การซ้อมทรมาน การทำให้สูญหาย เป็นต้น ซึ่งบางกรณีก็ถูกแก้ปัญหาไปแล้ว หรือบางกรณีก็กำลังแก้ปัญหากันอยู่  ซึ่งผลกระทบจากกฎหมายพิเศษในพื้นที่ความขัดแย้งเป็นสิ่งที่เปราะบางที่จะนำไปสู่ความรุนแรงหลายๆ อย่างได้

แต่ในพื้นที่ก็มีความพยายามในการแก้ไขปัญหาด้วยแนวทางที่สันติ เช่น การเจรจาหรือการพูดคุยเพื่อสันติภาพ และการเปิดพื้นที่ทางการเมืองให้กับภาคประชาสังคมได้มีบทบาทในการที่จะถ่วงดุลความรุนแรง ถ่วงดุลมาตรการหรือความผิดพลาดของเจ้าหน้าเอง ซึ่งผลจากขับเคลื่อนบทบาทของภาคประชาสังคมทำให้สิทธิและเสรีภาพของประชาชนได้รับการคุ้มครองโดยผ่านวิธีการต่างๆ เช่น การเรียกร้องผ่านเวทีสาธารณะ การสร้างพื้นที่กลางที่ร่วมกันสร้างขึ้นมา อีกส่วนหนึ่งคือการแก้ไขเยียวยาของรัฐเองที่จะช่วยลดภาระของประชาชนที่ได้รับจากมาตรการความมั่นคงต่างๆ ซึ่งก็ถือว่าได้ผลอยู่ไม่น้อย

ทนายอนุกูล  อาแวปูเตะ : สานต่ออุดมการณ์ของทนายสมชาย นีละไพจิตร

ทนายอนุกูล  กล่าวว่า แนวทางการทำงานของมูลนิธิศูนย์ทนายมุสลิมคือการใช้กระบวนการทางกฎหมายเพื่อนำไปสู่การรักษาสิทธิของประชาชนโดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ อาจพูดได้ว่าเป็นองค์กรที่คอยให้ความช่วยเหลือในคดีที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงหรือเกี่ยวข้องกับขบวนการแบ่งแยกดินแดน ฟังดูแล้วเหมือนจะน่ากลัว แต่ทนายความส่วนใหญ่ในช่วงแรกๆ มาจากกรุงเทพฯ ทั้งสิ้น

มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมเกิดขึ้นมาตามอดุมการณ์ของทนายสมชาย นีละไพจิตร ซึ่งเป็นคนกรุงเทพฯ ที่ไม่ใช่คนมลายูแต่ต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมในระบบกฎหมาย โดยมองว่าในพื้นที่ชายแดนใต้เกิดปัญหาจากการถูกกดทับผ่านการใช้กฎหมายของผู้ที่มีอำนาจ โดยที่คดีความมั่นคงในพื้นที่ มูลนิธิฯ และอาสาสมัครได้ให้ความช่วยเหลือโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ

ประการต่อมา คือ มูลนิธิฯ ไม่ใช่นักเคลื่อนไหว แต่เสนอแนะหรือให้ความเห็นต่อกระบวนการยุติธรรมเพื่อปรับปรุง แก้ไข หรือเปลี่ยนแปลงในทางนโยบาย ในอดีตผู้ต้องสงสัยถูกจับด้วยกฎหมายพิเศษ บางครั้งไม่รู้ว่าถูกนำตัวไปที่ใด หรือผ่านไปหลายวันญาติยังเข้าไปเยี่ยมไม่ได้ แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนไปแล้ว อย่างการออกหมายจับจะต้องออกโดยศาล หรือจะต้องปล่อยตัวที่ศาล เป็นต้น

ควรเป็นไปตามพยานหลักฐานไม่ใช่โดยการบังคับ

ทนายอนุกูล  กล่าวต่อว่า ในเรื่องของกระบวนการยุติธรรมยังคงมีปัญหามาจนถึงปัจจุบัน กฎหมายพิเศษเองก็ยังมีปัญหาในการปฏิบัติ หรือยังมีการบังคับให้รับสารภาพโดยใช้กฎหมายพิเศษเป็นเครื่องมือ ทั้งที่ในความเป็นจริงคดีควรเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย หากมีพยานหลักฐานจริง ทนายความเก่งเพียงใดก็ช่วยให้รอดไม่ได้ ต้องโดนลงโทษไปตามกฎหมาย แต่ไม่ใช่ใช้วิธีการไปบีบบังคับให้รับสารภาพ

การให้ความเป็นธรรมอันที่จริงเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐอยู่แล้วที่จะต้องให้ความเป็นธรรม แต่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ช่องว่างระหว่างประชาชนกับรัฐมีมากกว่าพื้นที่อื่นๆ ดังนั้นเวลามีการสื่อสารจะพบว่ามีปัญหามาก เช่น การจับตัวผู้ต้องสงสัยโดยใช้กฎหมายพิเศษแต่ไม่ทราบสาเหตุหรือข้อกล่าวหาในการจับ บางครั้งมีเพียงการข่าวเท่านั้น เป็นต้น เหล่านี้คือสิ่งที่ควรระมัดระวังในการใช้กฎหมายพิเศษ เพราะกฎหมายพิเศษ เจ้าหน้าที่ได้รับการยกเว้นความผิดในการปฏิบัติหน้าที่

ความเห็นต่างควรแก้ด้วยวิถีทางการเมือง

ทนายอนุกูล กล่าวอีกว่า ในพื้นที่ชายแดนใต้ต้องยอมรับว่ามีวัฒนธรรม วิถีชีวิต หรือแม้แต่ความคิดที่แตกต่างไปจากผู้คนในพื้นที่อื่น กล่าวคือ หากมีผู้ที่ใช้ความรุนแรงก็ดำเนินคดีไปตามพยานหลักฐาน แต่หากมีผู้ที่มีความเห็นที่แตกต่างก็ควรที่จะใช้วิธีการทางการเมืองในการแก้ไขหรือเข้ามาจัดการ ในอดีตเคยทำคดีที่มีผู้ต้องหาเป็นกลุ่ม 30-40 คน สู้คดีในศาลเป็นกลุ่มๆ แต่ปัจจุบันนี้ไม่มีแล้ว

ในพื้นที่พิเศษก็ควรมีกระบวนการยุติธรรมที่มีความพิเศษมากขึ้น พิเศษในที่นี่ไม่ใช่การที่เจ้าหน้าที่รัฐมีอำนาจมากขึ้น แต่คือรัฐใช้วิทยปัญญาในการจัดการมากขึ้น หรือใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือเพื่อหาทางออก

เมื่อมีการพูดคุยสันติภาพกับคนที่อยู่นอกพื้นที่ก็ควรที่จะให้เกียรติผู้คนที่อยู่ในพื้นที่ด้วย ไม่ใช่ว่าพูดคุยสันติภาพหรือสันติสุขกันที่ต่างประเทศ แต่ในพื้นที่ประชาชนถูกกดดัน แน่นอนว่าการใช้ความรุนแรงแก้ปัญหาไม่ได้ โดยเฉพาะการใช้ความรุนแรงผ่านระบบกฎหมายเป็นสิ่งที่อันตรายยิ่งกว่าอาชญากรรมทั่วๆ ไปเสียอีก เพราะอาชญากรรมทั่วไป เช่น การไปวิ่งราวชิงทรัพย์ การปล้น สถานะของเขาคือโจร แต่หากเจ้าหน้าที่กระทำจะมีกฎหมายรองรับอยู่ หรือขบวนการทำก็บอกว่ามีอุดมการณ์รองรับ ซึ่งยืนอยู่บนฐานคนละฐานกัน ซึ่งภาคประชาสังคมควรทำความเข้าใจจุดยืนของแต่ละฝ่ายด้วย

มูฮำมัดอายุบ  ปาทาน : ความขัดแย้งเรื้อรังจำเป็นต้องมีคนช่วยจำนวนมาก

นายมูฮำมัดอายุบ กล่าวว่า มูลนิธิมุสลิมเพื่อสันติมาถูกจังหวะเพราะในสถานการณ์ที่มีความขัดแย้งเรื้อรังจำเป็นต้องมีคนช่วยจำนวนมาก ซึ่งในพื้นที่ที่มีกระบวนการสร้างสันติภาพอยู่สิ่งที่ขาดไม่ได้แน่นอนว่าเกี่ยวข้องกับการปกป้องสิทธิและการเยียวยา กล่าวคือ จะต้องปกป้องสิทธิและเยียวยาคนทุกคน

ยิ่งในพื้นที่ขัดแย้งมีการปรากฏตัวคู่ของขัดแย้งหลักมากขึ้นเท่าไหร่ การทำงานในลักษณะปกป้องสิทธิและเยียวยาก็จะต้องมีมากขึ้นเช่นกัน เพื่อให้เห็นว่าเรายังมีทางเลือกอื่นๆ อยู่ ที่สำคัญมูลนิธิมุสลิมเพื่อสันติขยับมาดำเนินงานในพื้นที่มีมีมุสลิมเป็นชนส่วนใหญ่ในประเทศ

สิ่งที่มูลนิธิเพื่อสันติจะต้องทำความเข้าใจคือ ตัวแสดงที่เป็นคู่ขัดแย้งหลักทั้งสองฝ่าย จะเหมารวมทั้งหมดคงไม่ได้ และจะต้องทำความเข้าใจกฎหมายที่ซับซ้อนในพื้นที่แห่งนี้ด้วย เพราะในพื้นที่ใช้กฎหมายหลายฉบับและเป็นไปไม่ได้ที่การใช้กฎหมายต่างๆ เหล่านี้จะไม่ละเมิดสิทธิประชาชน

และเวลาเราพูดถึงการเยียวยา โจทย์คือผู้เห็นต่างจากรัฐ ใครจะเป็นผู้เยียวยา เพราะรัฐจะไม่เยียวยาหรือไม่สามารถเยียวยาได้เพราะมีกฎหมายระบุไว้อยู่ แต่ประเด็นคือเขาก็เป็นคนมุสลิม เพราะเมื่อพูดถึงสิทธิของมนุษย์แน่นอนว่าย่อมนับรวมมนุษย์ที่มีความเห็นต่างด้วย

ผู้ได้รับผลกระทบในพื้นที่ชายแดนใต้อยู่ตรงไหนในความช่วยเหลือของท่าน?

นายมูฮำมัดอายุบ กล่าวต่อว่า ประเด็นต่อมาคือ ความขัดแย้งและความรุนแรงที่เรื้อรัง การละเมิดสิทธิเล็กๆ จะเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึก ซึ่งการปกป้องสิทธิจะต้องปกป้องเรื่องเล็กๆ ด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความแตกแยกเพิ่มขึ้นอีก

“เมื่อพูดถึงการเยียวยาหรือการช่วยเหลือ เรามักเห็นความช่วยเหลือที่ส่งไปยังต่างประเทศ เช่น ซีเรีย ปาเลสไตน์ โรฮิงญา เป็นต้น โจทย์คือ ผู้ที่ได้รับผลกระทบการเหตุการณ์ความขัดแย้งและความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนใต้ เขาอยู่ตรงไหนในความช่วยเหลือของท่าน เพราะเขาคือมนุษย์เหมือนกัน และเขาก็เป็นมุสลิมเช่นกัน ซึ่งแน่นอนว่าเราจะต้องมาช่วยกันคิดว่าจะช่วยเหลือเขาอย่างไร เพื่อที่จะไม่ให้เขาคิดต่างไปมากกว่าเดิม ที่สำคัญควรให้ความช่วยเหลือต่อผู้คนที่นับถือศาสนาอื่นๆ ด้วย”

ภาคประชาสังคมควรใจกว้างและทำงานหนุนเสริมต่อกัน

นายมูฮำมัดอายุบ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในพื้นที่ชายแดนใต้มีองค์กรภาคประชาสังคมกว่าร้อยองค์กรที่ขับเคลื่อนอยู่ แน่นอนว่าย่อมมีองค์กรที่ทำงานด้านสิทธิอยู่ ซึ่งเป็นโอกาสดีที่ทางมูลนิธิมุสลิมเพื่อสันติจะสามารถเชื่อมต่อการทำงานเพื่อเพิ่มพลังให้องค์กรภาคประชาสังคมในการที่จะถ่วงดุลคู่ขัดแย้งหลักทั้งสองฝ่าย

และหน้าที่ที่สำคัญอีกประการของภาคประชาสังคมคือการหนุนเสริมการพูดคุยสันติภาพให้เดินไปข้างหน้า หรือค้ำจุนให้การพูดคุยเดินไปข้างหน้าให้ได้ เพื่อให้เกิดสันติภาพหรือสันติสุขตามความหมายของใครก็ตาม

“สิ่งที่มูลนิธิมุสลิมเพื่อสันติหรือภาคประชาสังคมอื่นๆ จะต้องมีอันดับแรกเลยก็คือ ความใจกว้าง สามารถเชื่อมแนวคิดที่หลากหลายได้ การสร้างเครือข่ายหรือทำงานหนุนเสริมต่อกัน และควรผลิตซ้ำให้เห็นถึงความสำคัญของสิทธิและประเด็นอื่นๆ”  นายมูฮำมัดอายุบกล่าว

เชคริฎอ อะหมัด สมะดี : มุสลิมจะต้องปกป้องชีวิต ทรัพย์สิน เกียรติยศและศักดิ์ศรีของผู้อื่น

เชคริฎอ กล่าวในช่วงบรรยายปิดท้ายงานว่า ท่านศาสนทูตมุฮัมมัด (ศ็อลฯ) เคยประกาศในพิธีฮัจย์ครั้งสุดท้ายของท่าน ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นนโยบายของศาสนทูตคนสุดท้ายที่พระเจ้าต้องการให้เป็นแบบอย่างของมนุษยชาติทั้งหลายในการใช้ชีวิตบนโลกใบนี้ ท่านได้มอบหมายสิ่งที่สำคัญที่สุดนั่นคือสิทธิของมนุษย์แต่ละคน

สิ่งที่มันหายไปจากสังคมในยุคนั้นคือความปลอดภัยต่อชีวิต ท่านศาสนทูตจึงประกาศว่า เราจะต้องเคารพ ให้เกียรติ และทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องชีวิตมิให้ถูกละเมิดโดยเด็ดขาด คือการปกป้องรักษาชีวิตผู้อื่น แต่ศาสนาได้เพิ่มรัศมีของการปกป้องอันเป็นภารกิจของพลเมืองหรือของคนที่อยู่ในสังคมว่าจะต้องปกป้องสิ่งที่มันนอกเหนือกว่าชีวิตด้วย นั่นคือทรัพย์สิน และนอกจากนั้นจะต้องปกป้องเกียรติยศและศักดิ์ศรี

“อิสลามมองว่าการเข่นฆ่า การละเมิดชีวิต หรือการละเมิดทางร่างกาย ไม่ต่างอะไรกับการนินทาลับหลัง ในกุรอานพูดถึงการนินทาผู้อื่นนั้นเสมือนได้กินเนื้อดิบๆ ของคนที่ถูกนินทา ในคำสอนของอิสลามยังมีการพูดถึงสตรีคนหนึ่งที่จะต้องเข้านรกเพราะขังแมวและไม่ให้อาหารจนแมวตาย” เชคริฎอ กล่าว  

ท่านศาสนทูตสอนผู้ศรัทธาว่า สิ่งแวดล้อมต่างๆ ก็มีชีวิต แม้กระทั่งก้อนหิน ดังนั้นคนที่ถอนต้นไม้โดยไม่มีเหตุผล คนที่ฆ่าสัตว์โดยไม่มีผล เหล่านี้เป็นต้น จะมีบทลงโทษในทางศาสนาทั้งสิ้น ซึ่งจะพบว่าคนที่มีคุณธรรมจะไม่ทำลายหรือไม่ฆ่าแม้แต่มด ดังนั้นก่อนที่จะออกไปเรียกร้องสิทธิต่างๆ ควรที่จะต้องเริ่มที่ตัวของเราเองเสียก่อนด้วยการปลุกฝั่งจิตสำนึกภายในจิตใจของเรา

“ในอัลกุรอานมีการพูดถึงว่า เป็นไปไม่ได้ที่ผู้ศรัทธาจะฆ่าผู้อื่นโดยไร้เหตุผล ฉะนั้นอุดมการณ์ของมุสลิมในการต่อสู้ ในการเข่นฆ่าผู้อื่นนั้นมีอยู่กรณีเดียว คือการปกป้องชีวิต”

มนุษย์ควรใช้ปัญญาในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง

ประธานมูลนิธิมุสลิมเพื่อสันติ กล่าวต่อว่า สิ่งที่น่าสนใจประการหนึ่งคือ สัตว์มักจะใช้กำลังเมื่อเกิดความขัดแย้งโดยใช้อาวุธต่างๆ ที่มีติดตัวมา ในขณะที่มนุษย์ พระเจ้าสร้างให้มีเล็บแต่มีคำสั่งจากพระเจ้าให้มนุษย์ตัดเล็บ ดังนั้นสิ่งที่มนุษย์ควรใช้นั้นคือปัญญา แม้แต่ในภาวะสงคราม สุดท้ายแล้วมนุษย์จะต้องใช้ปัญญาในการเจรจาเพื่อสงบศึกหรือสันติภาพ

หน้าที่ของมุสลิมคือนำเสนออิสลาม และให้ทุกคนเขาใช้ปัญญาของเขาในการเลือกว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อ มุสลิมไม่สามารถที่จะไปลิดรอนสิทธิคนอื่นในการเลือกนับถือศาสนาของเขาได้ ในอดีตมุสลิมในอินเดียซึ่งเป็นคนส่วนน้อยสามารถปกครองประเทศอินเดียได้โดยไม่มีปัญหาใดๆ

“จรรยาบรรณที่เราจะต้องมีคือความยุติธรรม ไม่ใช่ว่าพอคนกันเองละเมิดสิทธิแล้วเราไม่พูดเราไม่เตือน ฉะนั้นมูลนิธิมุสลิมเพื่อสันติในคดีค้ามนุษย์ เราเล่นงานหรือดำเนินคดีหมด ทั้งเจ้าหน้าที่หรือผู้นำที่เป็นมุสลิมเองก็ตาม สังคมของเราไม่ได้ต้องการผู้บริหารที่เก่งมาบริหารแผ่นดิน แต่สังคมของเราต้องการพลเมืองที่รู้สิทธิของตัวเองและต่อสู้ให้กับผู้อื่นในการเรียกร้องสิทธิด้วย สังคมที่มีคนคอยปกป้องสิทธิสังคมนั้นจะมีสันติภาพอย่างแน่นอน” เชคริฎอ กล่าว