ปาฐกถา ศ.ดร.จรัญ มะลูลีม ชี้ตุรกีใช้ Soft Power พัฒนาประเทศและสร้างสันติภาพ

18 มกราคม 2559 ที่ผ่านมา ในงานเสวนาวิชาการ หัวข้อ "ตุรกีในวิกฤติการเมืองระหว่างประเทศ -Russia vs ISIS vs NATO" ณ ห้องศรีวังสา คณะรัฐศาสตร์ ม.อ.ปัตตานี จัดโดย ศูนย์ตุรกีศึกษา คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ.ปัตตานี) มีปาฐกถาพิเศษหัวข้อ "ตุรกีวันนี้" โดย ศ.ดร.จรัญ มะลูลีม คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีคณาจารย์ นักศึกษา และผู้สนใจเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก

ภูมิรัฐศาสตร์ของประเทศตุรกีมีความสำคัญ

ศ.ดร.จรัญ มะลูลีม กล่าวว่า พื้นที่ของประเทศตุรกีเป็นสิ่งที่น่าสนใจ โดยที่ 97% ของประเทศอยู่ในเอเชียและอีก 3% อยู่ในยุโรป หากพิจารณาจากภูมิศาสตร์ของตุรกีแล้วก็จะพบว่าตุรกีมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์เป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากอยู่ในแหล่งยุทธศาสตร์ที่ทิศเหนือติดกับทะเลดำ ทิศใต้ติดกับทะเลเมดิเตอร์เรเนี่ยนและไซปรัส ทิศตะวันออกติดอาเมเนีย อาเซอร์ไบจาน และอิหร่าน และทิศตะวันออกเฉียงใต้ติดกับอิรักและซีเรีย ทิศตะวันตกติดทะเลเอเจียนและกรีซ ขณะที่ทิศตะวันตกเฉียงเหนือติดกับบัลแกเรีย

หากมองทางด้านภูมิรัฐศาสตร์แล้วถือว่าตุรกีมีความสำคัญ อังการ่าซึ่งเป็นเมืองหลวงของตุรกีเป็นศูนย์กลางทางการปกครองของประเทศ มีความสะอาด สว่าง สงบ ใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศ อย่างไรก็ตามเสน่ห์ที่แท้จริงไปอยู่ที่อิสตันบูลหรือคอนสแตนติโนเปิล โดยในอิสตันบูลมีประชากรถึงสิบสามล้านคน และบางรายงานก็ระบุว่าอาจมีจำนวนประชากรถึงยี่สิบล้านคนไปแล้ว เมืองนี้นับได้ว่าเป็นเมืองที่สำคัญทางประวัติศาสตร์

ในทางประวัติศาสตร์ ตุรกีเป็นดินแดนที่มีอารยธรรมเก่าแก่ นับตั้งแต่ฮิตไท 1600-1200 ปีก่อนคริสตกาล เมืองทรอยก็ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของตุรกี การที่อิสตันบูลเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรออตโตมานหรืออุษมานียะห์มาก่อน ร่องรอยทางประวัติศาสตร์จึงมารวมกันอยู่ที่นี่โดยเฉพาะศิลปะวัตถุในช่วงราชวงศ์ออตโตมาน

ความเหมือนของตุรกีกับไทย

ศ.ดร.จรัญ กล่าวว่า ระหว่างไทยกับตุรกีนั้น นับได้ว่าเป็นสองชาติที่อพยพมาจากถิ่นอื่น จากนั้นก็อพยพมาตั้งถิ่นฐานในบริเวณที่มีอารยธรรมอื่นอยู่แล้ว ชาวเติร์กมีหลายสาย ไม่ว่าจะเป็นเติร์กที่เคยอยู่ในสหภาพโซเวียตมาก่อน อย่างเติร์กเมนิสถาน หรือเติร์กที่อยู่ในประเทศอื่น เช่น เติร์กในอัฟกานิสถาน และชาวเติร์กที่อยู่ในตุรกีปัจจุบัน ตุรกีและไทยเป็นประเทศที่แพ้สงครามมาทั้งคู่ อาณาจักรออตโตมานพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 1 ขณะที่ไทยพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ทั้งสองประเทศก็ไม่ได้เสียเอกราชไปทั้งหมด ยังคงสามารถกลับมายืนได้ ไทยกลับมายืนได้โดยขบวนการเสรีไทย และได้ยอมรับจากผู้ชนะสงครามว่าเป็นตัวแทนที่ชอบธรรม

ทั้งสองประเทศเสียดินแดนบางส่วนให้กับจักรวรรดินิยมแต่สามารถรักษาส่วนอื่นของประเทศไว้ได้ ประเทศทั้งสองเคยผ่านการปฏิรูปมาแล้ว ไทยผ่านการปฏิรูปครั้งใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ 4 ในปี 1851 ในขณะที่ตุรกีปฏิรูปครั้งใหญ่ในปี 1839  หากมองในแง่วุฒิปัญญา ตุรกีและไทยต่างก็เป็นแหล่งถ่ายทอดความรู้ โดยผ่านสถาบันศาสนาและวังมาก่อน คนไทยและตุรกีมีลักษณะคล้ายกันที่เป็นมิตร เอื้อเฟื้อและต่อต้านการเข้ามาของต่างชาติที่จะมายึดครอง นิยมเป็นข้าราชการและทหาร ไม่นิยมการค้าขาย อย่างไรก็ตาม ค่านิยมนี้ก็มาเปลี่ยนแปลงภายหลัง

บางส่วนของประเทศทั้งสองติดกับประเทศสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ เช่น ไทยติดกับกัมพูชา พม่า ลาว และผู้มิตรกับประเทศเสรีเพื่อต่อต้านคอมมิวนิสต์ ในเวลาเดียวกันก็จะพบว่าตุรกีก็ติดกับประเทศคอมมิวนิสต์หลายประเทศ อย่างหนึ่งที่ไทยยืมตุรกีมาใช้คือ young turk โดยที่ young turk นั้นเป็นนายทหารหนุ่มที่มีแนวคิดการปฏิวัติยึดอำนาจจากสุลต่านอับดุลฮามิดที่ 2 ได้สำเร็จ ในขณะที่นายทหารหนุ่มของไทยก็พยายามทำในแบบเดียวกัน จึงได้รับสมยานาม ว่า young turk

ส่วนที่สำคัญ คือ มีขนาดประชากรที่ใกล้เคียงกัน ประชากรตุรกีเป็นชาวมุสลิม 99% นอกจากนั้นก็เชื้อสายอื่นๆ ประกอบมา กลุ่มใหญ่ที่สุดที่เป็นปัญหาในประชากรที่มีขนาดใหญ่ ประมาณ 12.5 ล้านคน ก็คือ ชาวเคิร์ด ซึ่งมักจะอาศัยอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ

ตุรกีกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ศ.ดร.จรัญ กล่าวตั้งคำถามว่า ตุรกีมีความสำคัญอย่างไรในแง่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ตุรกีพยายามเข้าเป็นสมาชิกในหลายๆ องค์กรระหว่างประเทศ ที่เป็นสมาชิกอยู่แล้ว คือ NATO OIC องค์การค้าโลก และอยู่ในกระบวนการสมัครเข้าเป็นสมาชิก EU ซึ่งมีข้อจำกัดหลายประการที่ทำให้ตุรกียังไม่สามารถเข้าสู่การเป็นสมาชิกได้เต็มรูปแบบ ในปัจจุบันมีหลายคนได้ระบุว่า ตุรกีไม่มีหน้าที่วิ่งเข้าหาอียู แต่อียูต้องวิ่งเข้าหาตุรกี เพราะตุรกีไม่ใช่คนป่วยของยุโรปอีกต่อไป แต่เป็น Strong Man ของยุโรปจากการเติบโตทางเศรษฐกิจไปแล้ว

“ตุรกีเป็นสะพานเชื่อมโยงตะวันตกกับตะวันออก ระหว่างยุโรปกับเอเชีย จึงเรียกผืนแผ่นดินแถบนี้ว่ายูเรเชีย”

นโยบายต่างประเทศตุรกีเป็นสิ่งที่ได้รับความสนใจมาก ประการแรก คือ นโยบาย 360 องศา ที่ตุรกีจะให้ความสนใจกับทุกประเทศในโลก ซึ่งเป็นนโยบายที่กว้างมาก ประการที่สอง คือ นโยบาย Zero problems with neighbors ซึ่งพยายามไม่มีปัญหากับประเทศเพื่อนบ้าน โดยความคิดนี้ได้เป็นฐานมาจากแนวคิดของนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ซึ่งก็คือ ศ.ดร.ดาวุด โอก์ลูว์

ในกรณีซีเรีย จะเห็นว่าตุรกีและซีเรียก่อนหน้านี้เป็นมิตรกัน แต่ตอนนี้ตุรกีเห็นว่าเหตุการณ์ในซีเรียขัดกับความเชื่อของตุรกี และพยายามผลักดันให้บัชชาร ผู้นำซีเรียออกจากตำแหน่ง นักวิเคราะห์ระบุว่าวิธีคิดของตุรกีแบบนี้มีทั้งถูกและผิด บางฝ่ายระบุว่าตุรกีดำเนินการเกินไปและไม่เปิดทางให้ตัวเองเลย หลายรายงานระบุว่าตุรกี ซาอุดิอาระเบีย โอมานและหลายประเทศในตะวันออกกลางก็มีส่วนช่วยให้เกิดไอเอสที่เป็นผลจากสงครามยาวนานในซีเรียด้วยเช่นเดียวกัน

คำว่า Zero problems ไม่ได้หมายความว่าไม่มีปัญหาเลย แต่ปัญหาจะถูกลดลง และเน้นการมีส่วนร่วมให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เช่น กับรัสเซีย ตุรกีกับรัสเซียเห็นต่างในประเด็นไอเอส แต่ก่อนหน้าที่จะมีการยิงเครื่องบินรบ ก็มีการตกลงกันไปให้ดำเนินในส่วนตัวเองไป เป็นการตกลงกันเพื่อจะเห็นต่างกัน

รัฐบาลพลเรือนเข้มแข็งเพราะลดอำนาจของทหาร

ศ.ดร.จรัญ กล่าวว่า ความเป็นการเมืองของตุรกีเกิดจากรัฐบาลที่เข้มแข็งและการลดอำนาจทหาร ทหารที่คอยล้มรัฐบาลตลอด แต่ในที่สุดพรรคการเมืองของตุรกีสามารถลดอำนาจของทหารลงได้จนขาดกำลัง พรรคการเมืองตุรกีในทศวรรษหลังสามารถทำหน้าที่รัฐบาลพลเรือนได้อย่างเต็มที่ ความเป็นการเมืองของตุรกีเกิดจากรัฐบาลที่เข้มแข็ง โดยมากกว่าสิบปี มีผู้นำที่ประสบความสำเร็จในตุรกีนั้นเป็นผู้นำที่ให้ความสำคัญกับศาสนา ยุทธศาสตร์ที่ใช้ของรัฐบาลนี้ ไม่ได้บอกว่าจะเอาศาสนาเป็นตัวแก้ แต่เน้นการแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชน 

“ปัจจุบันตุรกีสามารถทำให้เศรษฐกิจของประเทศโตได้ และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลที่ประเทศเพื่อนบ้าน ประเทศมหาอำนาจ ทราบว่าจะมีแนวทางดำเนินต่อเนื่องไปอย่างไรถือเป็นจุดเด่นหนึ่งที่สำคัญ”

นำเอามิติทางศาสนาเข้ามาบูรณาการมากขึ้น

ศ.ดร.จรัญ กล่าวว่า พัฒนาการที่สำคัญคือ รัฐบาลเริ่มเอามิติทางศาสนาเข้ามาบูรณาการมากขึ้น ตุรกีในสมัยก่อนมีความตกต่ำในประเด็นด้านศาสนา ไม่ว่าจะเป็นประเด็นการดื่มแอลกอฮอล์ หรือการห้ามสวมใส่ฮิญาบ เป็นต้น เมื่อมุสตาฟา กามาล อะตาเติร์กพยายามสร้างตุรกีใหม่ขึ้นมากลับลืมมรดกอันงดงามของอิสลาม โดยระบุว่าความเจริญของตุรกีจะต้องตามแนวทางของตะวันตก ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับสมัยจอมพล ป. ของไทย ที่ห้ามไม่ให้มีการนุ่งโสร่ง โดยลักษณะเช่นนี้เป็นการที่ไม่สามารถเข้าใจแยกแยะได้ว่าระหว่าง Westernization กับ Modernization นั้นมีความแตกต่างกัน

แต่หากมองจากสายตาตะวันตกแล้วมุสตาฟา กามาล อะตาเติร์กถือว่าสำคัญ หรือถือเป็นบิดาของประเทศ และผู้สร้างคุณูปการให้กับตุรกีสมัยใหม่หลายประการ อย่างไรก็ตาม ด้วยความเชื่อว่าตุรกีจะสำเร็จได้ต่อเมื่ออยู่กับยุโรปก็ไม่ได้ทำให้เห็นผลนัก ความสำเร็จของตุรกีกลับมาอีกครั้งเมื่อพรรคยุติธรรมและพัฒนาเข้ามามากกว่า ภาพลักษณ์ของตุรกีจึงเริ่มต่างไปจากอดีต

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์การประท้วงที่เกซีปาร์ค ซึ่งมีการเรียกร้องจากประชาชน และในที่สุดรัฐบาลให้ไปต่อสู้ในสภา ประธานาธิบดีแอรโดก์อาน อดีตนายกรัฐมนตรีถือว่ามีบุคลิกที่แข็งแกร่งและตรงไปตรงมาซึ่งเป็นผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการประท้วงในลักษณะนี้และระบุว่าให้ต่อสู้ในการเลือกตั้ง ขณะที่อับดุลลอฮฺ กูล อดีตประธานาธิบดี จะมีบุคลิกที่เป็นไม้อ่อนในการบริหาร

เศรษฐกิจของตุรกีเติบโตอย่างรวดเร็วจากที่ 16 ของโลก ในปีนี้ขึ้นมาอยู่ที่อันดับที่ 12 ของโลก และเชื่อว่าอีกไม่นานตุรกีจะขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 9 หากมองในแง่ความเติบโต อนาคตยังคาดว่าการพัฒนาจะมาอยู่ในกลุ่มประเทศเอเชียโดยส่วนใหญ่ แม้ว่าอาจจะมีการคาดการณ์ผิดพลาดเนื่องจากราคาน้ำมันที่ตกลงก็ตาม

อีกประการที่สำคัญของตุรกีคือเป็นจุดเชื่อมระหว่างภูมิภาคแถบบอลข่าน ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ขณะเดียวกันตุรกีก็เป็นประเทศที่มีความสามารถในอุตสาหกรรมก่อสร้าง ศิลปะหลายอย่างในการก่อสร้างก็ได้รับอิทธิพลจากตุรกี

ตุรกีกับการเป็นคนกลางสร้างสันติภาพ

ศ.ดร.จรัญ กล่าวถึงความกังวลของความแตกแยกทางแนวคิดของมุสลิม ที่จะต้องมีการทบทวนสำหรับมุสลิมทุกคน หากโลกมุสลิมแตกแยกแล้ว อิสราเอลก็จะมีความสุข ตุรกีวางบทบาทตัวเองเป็นตัวกลางสันติภาพ โดยเฉพาะในแถบตะวันออกกลางและภูมิภาคแถบบอลข่าน ตุรกียืนยันว่าตัวเองเป็นประชาชาติสายกลาง

ศ.ดร.จรัญ ได้ยกคำพูดของเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงอังการ่า นายธฤต จรุงวัฒน์ โดยมีใจความสรุปได้ว่า การจะเข้าใจตุรกีและประเทศมุสลิมนั้น จำเป็นต้องเข้าใจมิติทางศาสนา ถ้าไม่เข้าใจศาสนาแล้ว ก็จะไม่เข้าใจว่าทำไมแอรโดก์อานถึงคิดเช่นนี้ โดยแอรโดก์อานเรียนหนังสือจากโรงเรียนอิม่ามฮาติป เพราะฉะนั้นภูมิหลังมีความเคร่งศาสนา

อับดุลลอฮฺ กูล และดาวุดโอก์ลูว์ ก็เคร่งศาสนา ถ้าเข้าใจความคิดของประเทศต่างๆได้ ต้องเข้าใจความคิดของผู้นำ และการจะเข้าใจผู้นำได้ต้องเข้าใจปรัชญาความคิดของผู้นำเหล่านั้น ตุรกีกลายเป็นประเทศที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและกลายเป็นประเทศตัวกลางที่น่าสนใจในเวทีเจรจาระหว่างประเทศ ในเรื่องศาสนาที่มีความเป็นสายกลาง เรื่องของความต่อเนื่องของรัฐบาลตุรกีขณะนี้ไทยกำลังเจรจาเพื่ออนาคตข้างหน้า ตุรกีเองมีสิ่งใหม่ๆ ในนโยบายต่างประเทศที่ต่างจากรัฐบาลก่อนหน้าในการมองรอบด้านมากขึ้น ตุรกียังเป็นประเทศที่กำลังผงาดขึ้นมา นับว่าเป็นตัวแสดงระดับภูมิภาคที่มีความสำคัญ

ศ.ดร. จรัญ เสริมว่า ประเทศที่จะเป็นผู้นำในโลกมุสลิมได้ไม่จำเป็นต้องเป็นประเทศอาหรับ เช่น มาเลเซีย หรือตุรกี สำหรับตุรกีซึ่งสนับสนุนแนวทางสายกลางคือคำสอนที่ถูกต้องของอิสลาม ตุรกีหันมาใช้ Soft Power ใช้การศึกษา และการช่วยเหลืออื่นๆ มากกว่าการใช้กำลัง