“ประชาสังคมรุ่นใหม่ปาตานี” พลังขับเคลื่อนสู่กระบวนการสันติภาพ

เวทีบทบาทประชาสังคมคนรุ่นใหม่กับกระบวนการพูดคุยสันติภาพสะท้อนการขับเคลื่อนของคนรุ่นใหม่ทั้งงานสื่อสารมวลชนของสำนักสื่อวาร์ตานี งานการเชื่อมเครือข่ายประชาชนโดย LEMPAR และงานการขับเคลื่อนองค์ความรู้โดยวิทยาลัยประชาชน ในขณะที่สภาประชาสังคมชายแดนใต้พร้อมทำงานกับทุกฝ่ายเพื่อหนุนเสริมความรู้

25 มกราคม 2559 สมาคมเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ (POSBO) จัดเสวนาสาธารณะ ในหัวข้อ "บทบาทภาคประชาสังคมกับกระบวนพูดคุยเพื่อสันติสุข" วิทยากรโดย นายมูฮำมัดอายุบ ปาทาน บรรณาธิการอาวุโส ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ และประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้ นายตูแวดานียา ตูแวแมแง ผู้อำนวยการสำนักปาตานีรายาเพื่อสันติภาพและการพัฒนา หรือ LEMPAR นายแวอิสมาแอล์ แนแซ ผู้อำนวยการวิทยาลัยประชาชน และนายทวีศักดิ์ ปิ บรรณาธิการข่าวสำนักสื่อวาร์ตานี ดำเนินรายการโดย ผศ.ดร.สามารถ ทองเฝือ ผู้อำนวยการโครงการจัดตั้งสถาบันสมุทรรัฐเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ณ ห้องน้ำพราว 2 โรงแรมซี เอส ปัตตานี มีนักศึกษา นักวิชาการ เจ้าหน้าที่รัฐ ผู้นำศาสนาพุทธและอิสลาม ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำท้องที่ ภาคประชาสังคม สื่อมวลชน และประชาชนทั่วไปเข้าร่วมฟังเป็นจำนวนมาก

ทวีศักดิ์ ปิ : สื่อต้องนำเสนอทุกประเด็นและข้อเท็จจริงจากประชาชน

นายทวีศักดิ์ กล่าวว่า สื่อควรนำเสนอข้อเท็จจริงและเป็นปากเป็นเสียงของประชาชนในพื้นที่ นำเสนอความต้องการของประชาชนซึ่งเป็นตัวแสดงหลักของพื้นที่ให้มากที่สุด คนปาตานีมีสิทธิในการที่จะเลือกบริโภคสื่อ เราจึงสร้างทางเลือกให้ชาวปาตานี

สำนักสื่อวาร์ตานีพยายามที่จะนำเสนอให้ครอบคลุมทุกประเด็น เพราะเรื่องราวในพื้นที่ปาตานีมีหลายอย่าง หากนำเสนอไม่ครบทุกประเด็น จะบอกว่าเป็นสื่อของชาวปาตานีได้อย่างไร แต่ประเด็นที่สำคัญคือไม่สามารถเข้าถึงตัวแสดงหลักที่เป็นคู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่ายได้ จึงเลือกที่จะนำเสนอเสียงประชาชนให้มากที่สุด

บก.สำนักสื่อวาร์ตานีกล่าวอีกว่าสื่อควรนำเสนอให้ครอบคลุมทุกประเด็นเพื่อหนุนเสริมกระบวนการสันติภาพ ไม่ใช่นำเสนอเฉพาะการพูดคุยสันติภาพ แต่ไม่นำเสนอข่าวเหตุการณ์ความรุนแรง เหตุยิง ระเบิด หรือการตรวจค้น ปิดล้อม ตรวจ DNA เด็ก เป็นต้น เหตุการณ์ต่างๆ เหล่านี้คือข่าวเท่ากันกับข่าวการพูดคุยสันติภาพ

แวอิสมาแอล์ แนแซ : ความรู้และความร่วมมือจะหนุนเสริมกระบวนการสันติภาพ

นายแวอิสมาแอล์ กล่าวว่า วิทยาลัยประชาชนทำงานในเชิงองค์ความรู้ โดยเฉพาะความรู้ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสันติภาพ เพราะในพื้นที่ชายแดนใต้อยู่ในช่วงของการสร้างสันติภาพ ซึ่งองค์กรต่างๆ ในพื้นที่ควรทำความเข้าใจกระบวนการสันติภาพ เพราะจะเกี่ยวข้องกับนโยบายของรัฐที่กำลังดำเนินอยู่

การพัฒนาหลักสูตรต่างๆ ของวิทยาลัยประชาชนส่วนหนึ่งมาจากพลวัตของพื้นที่ กล่าวคือ หลักสูตรจะมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้ทันต่อสถานการณ์ในพื้นที่ โดยวิทยากรที่เชิญมาบรรยายล้วนแล้วเป็นผู้ที่มีความรู้และมีชื่อเสียง เช่น ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ศ.ดร.กามารุซซามาน อัสกันดาร์ เป็นต้น

สิ่งสำคัญคือ วิทยาลัยประชาชนจะให้ความสำคัญกับการให้ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและองค์กรภาคประชาสังคม  ซึ่งบางครั้งพบว่าองค์กรภาคประชาสังคมบางส่วนจะมีความรู้ในเรื่องกระบวนการสันติภาพมากกว่าหน่วยงานภาครัฐบางส่วนด้วยซ้ำไป วิทยาลัยประชาชนจึงอยากที่จะมีส่วนร่วมในการทำงานด้านองค์ความรู้เรื่องกระบวนการสันติภาพกับหน่วยงานภาครัฐต่างๆ เพื่อให้หน่วยงานต่างๆ เท่าทันและช่วยหนุนเสริมกระบวนการสันติภาพได้

ตูแวดานียา ตูแวแมแง : สันติภาพต้องมาจากเจตนารมณ์ของประชาชน

นายตูแวดานียา กล่าวว่างานหลักๆ ของ LEMPAR มีอยู่ 3 ประการคือ งานรณรงค์โดยใช้สันติวิธี งานการพัฒนาศักยภาพบุคลากร เช่น ต้องมีความรู้เรื่องกฎหมาย เป็นต้น และงานสร้างเครือข่าย เช่น การสร้างเครือข่าย Kampong Damai หรือชุมชนสันติธรรม เป็นต้น ซึ่งทั้ง 3 ประการเราดำเนินการไปพร้อมๆ กันในปัจจุบัน

ในฐานความคิดของ LEMPAR การจะเกิดสันติภาพหรือสันติสุขที่แท้จริงได้นั้น ขึ้นอยู่กับเจตจำนงของประชาชน ซึ่งวิธีการทำงานของเราหากเรียงตามลำดับความสำคัญได้ดังนี้ คือ ส่วนที่หนึ่งคือการสร้างบรรยากาศทางการเมือง ซึ่งพบว่าพื้นที่อื่นจะอิจฉาพื้นที่ชายแดนใต้ในปัจจุบัน เพราะในพื้นที่ชายแดนใต้ประชาชนออกมาเคลื่อนไหวได้ปกติ ไม่มีการถูกเชิญไปปรับทัศนคติแต่อย่างใด ซึ่งตนก็ขอชื่นชมฝ่ายความมั่งที่ปล่อยให้มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างปกติ เพราะหากไม่ปล่อยให้เคลื่อนไหวทางการเมือง ก็จะยิ่งเพิ่มเงื่อนไขของความรุนแรง

ส่วนที่สองเรื่องการสร้างคน ซึ่งในความเป็นจริงในพื้นที่ชายแดนใต้ เป็นหน้าที่ของคณะรัฐศาสตร์ที่จะต้องผลิตคนมารับใช้ประชาชน แต่เมื่อคณะรัฐศาสตร์ทำไม่ได้ ภาคประชาชนจึงต้องทำแทน ส่วนที่สามคือการเชื่อมคน เชื่อมองค์กร ขยายเครือข่าย และเชื่อมข้ามวัฒนธรรม กล่าวคือ เชื่อมในความเป็นมนุษย์ที่เหมือนกัน แต่อาจจะยังเชื่อมไม่ติดในบางจุด

ส่วนที่สี่คือต้องพยายามลดเงื่อนไขที่จะเป็นภัยแทรกซ้อนที่จะเกิดขึ้นในหลายๆ พื้นที่ เช่น กรณีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่เทพา ซึ่งจะกระทบวิถีชีวิตรวมไปถึงสุขภาพด้วย และการก่อสร้างๆ อื่นที่เกี่ยวกับการพัฒนาที่จะเกิดขึ้นในอีกหลายพื้นที่ในพื้นที่ชายแดนใต้เป็นต้น โดยที่เราจะดำเนินการคัดค้าน เพราะต้องการเห็นการมีส่วนร่วมและการยอมรับของประชาชนให้มากที่สุด เพราะความขัดแย้งที่เกิดขึ้น เกิดจากกลไกของรัฐกับประชาชน  

มูฮำมัดอายุบ ปาทาน : CSOs รุ่นใหม่ต้องเป็นส่วนหนึ่งให้การพูดคุยเดินหน้า

นายมูฮำมัดอายุบ กล่าวว่า จุดยืนของสภาประชาสังคมชายแดนใต้คือ หนุนเสริมกระบวนการสันติภาพหรือกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพ ซึ่งหน้าที่ของสภาฯ หรือภาคประชาสังคมอื่นๆ ก็คือทำให้เสียงของประชาชนนูนขึ้นมา หรือฟังเสียงของประชาชนให้มากที่สุด คำถามก็คือ จะฟังอย่างไร? มีเครื่องมืออะไร? แล้วจะทำให้เสียงของประชาชนออกสู่สาธารณะได้อย่างไร? นี้คือสิ่งสำคัญและเป็นข้อท้าทายของภาคประชาสังคม

สภาประชาสังคมต้องการที่จะทำงานกับทุกฝ่าย และทุกแนวคิด ทุกศาสนา แต่ตนขอยืนยันว่าภาคประชาสังคมต้องไม่ใช่รัฐ และไม่ถือปืน แต่สามารถทำงาน่วมกับทุกฝ่ายได้บนฐานไม่สนับสนุนความรุนแรง

แต่หากไม่เห็นด้วยกับสภาประชาสังคมชายแดนใต้ ก็เห็นด้วยหากท่านอื่นๆ ในที่นี้จะตั้งสภาขึ้นมาเอง และช่วยๆ กันนำเสียงของประชาชนออกมา ซึ่งจากประสบการณ์ที่ผ่านมาพบว่า ยิ่งมีเสียงประชาชนที่หลากหลายยิ่งเข้มแข็ง

นายมูฮำมัดอายุบ ย้ำว่า สิ่งที่ภาคประชาสังคมรุ่นใหม่จะต้องมีก็คือ 1. มีความมุ่งมั่นที่จะยุติความรุนแรงและเปลี่ยนผ่านความขัดแย้งดังกล่าวอย่างจริงจัง 2. ต้องสะท้อนเสียงของผู้คนที่เกี่ยวข้องกับขัดแย้งให้ได้ 3. ต้องมีเครือข่ายการทำงานที่สามารถขยายผลการทำงานต่อไปได้ 4. ต้องเป็นคนที่มีจิตใจเปิดกว้างที่พร้อมจะทำงานกับคนที่เห็นต่างหรือมีภูมิหลังที่ต่างกันได้ 5. ต้องทำงานร่วมกับคนอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

6. ต้องกล้าที่จะคิดแตกต่าง แสวงหาทางเลือก ที่จะไม่ใช้ความรุนแรง 7.CSOs รุ่นใหม่จะต้องเป็นตัวเชื่อม และเกาะเกี่ยวระหว่างประชาชนกับคู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่ายและสร้างเครือข่ายภาคประชาสังคม เพื่อหนุนเสริมการพูดคุยสันติภาพ และ 8. CSOs รุ่นใหม่จะต้องกระตุ้น ผลักดัน เชิญชวน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการยืนยันให้การพูดคุยเดินหน้าต่อไป