แอคติวิสท์มลายูวิพากษ์ “ทำไมสังคมมลายูปาตานีไม่ก้าวหน้า”

วิทยาลัยเช็ดดาวุด อัลฟาตอนี จัดเสวนาวิชาการหัวข้อ "ทำไมสังคมมลายูปาตานีถึงไม่ก้าวหน้า" วิทยากรแอคติวิสท์คนรุ่นใหม่ชี้ส่วนหนึ่งเราะถูกกดทับทั้งทางวัฒนธรรมและการเมือง แต่ในอีกด้านหนึ่งได้วิพากษ์ตนเองว่าเพราะคนมลายูไม่อ่านหนังสือ ขาดสำนึกสาธารณะ ต้องคิดนอกกรอบบ้างและต้องยอมรับความคิดคนอื่น รับสิ่งใหม่ด้วย

โรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิยะลาร่วมกับวิทยาลัยเช็ดดาวุด อัลฟาตอนี จัดกิจกรรมเสวนาวิชาการ เปิดโลกทัศน์ใหม่มลายูเพื่อก้าวทันยุคโลกาภิวัตน์ หัวข้อ "ทำไมสังคมมลายูปาตานีถึงไม่ก้าวหน้า" วิทยากรโดย อาจารย์ฮุสนี บินอิบรอฮิม ดอเลาะแล ประธานศูนย์วัฒนธรรมอิสลามเพื่อการพัฒนา (PUKIS) นายมูฮัมหมัดอาลาดี เด็งนิ ประธานมูลนิธินูซันตารอเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา และ Mr.Arshadee BinHj.Soleh จาก Persatuan Intelek cinta seni budaya ดำเนินรายงานโดย อาจารย์มะยุ เจะนะ อาจารย์ประจำวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2559 ที่ผ่านมา ณ โรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิ จังหวัดยะลา โดยมีนักเรียนนักศึกษาและประชาชนทั่วไปให้ความสนใจเข้าร่วมฟังเป็นจำนวนมาก

ฮุสนี บินอิบรอฮิม ดอเลาะแล : ต้องเรียนรู้ประวัติศาสตร์ และวิพากษ์ตัวเราเองด้วย

อ.ฮุสนี กล่าวว่า อันดับแรกเราต้องทำความเข้าใจก่อนว่าความก้าวหน้าที่เรากำลังจะเสวนาคืออะไร หรือเป็นอย่างไร ซึ่งความก้าวหน้าหลักๆ แล้วมี 2 ประการที่สำคัญ คือ ความก้าวหน้าทางด้านวัตถุหรือเทคโนโลยี และความก้าวหน้าทางด้านความคิดหรือการศึกษา ซึ่งแน่นอนว่าอย่างหลังย่อมสำคัญกว่า

หากถามว่าสังคมมลายูปาตานีทำไมถึงไม่ก้าวก้าวหน้า เราคงต้องย้อนถามด้วยกับอีกคำถามที่ว่า สังคมมลายูปาตานีเริ่มไม่ก้าวหน้าตั้งแต่เมื่อไหร่ ซึ่งหากเราไม่รู้ประวัติศาสตร์เราจะไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้ และเมื่อย้อนไปดูประวัติศาสตร์พบว่าที่นี่เคยเจริญก้าวหน้าในอดีต และเมื่อหมดอำนาจอธิปไตยก็เริ่มไม่ก้าวหน้า เพราะประชาชนไม่กล้าคิด ไม่กล้าทำ ในสิ่งที่ผู้ปกครองไม่อนุญาต

“คนมลายูปาตานีไม่ได้โง่เป็นทุนเดิมแต่ถูกทำให้โง่ ส่วนหนึ่งก็ด้วยกับนโยบายต่างๆ จากส่วนกลางตั้งแต่อดีตเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันที่ยังคงเหมือนเดิม ต่างกันก็แค่ชื่อเรียกเท่านั้น”

อ.ฮุสนี กล่าวต่อว่า อีกประเด็นก็คือคนปาตานียังแยกไม่ออกระหว่างวัฒนธรรมกับประเพณี และบ่อยครั้งที่คนในพื้นที่เองมักทะเลาะกันด้วยกับวัฒนธรรมหรือวิถีปฏิบัติที่ต่างกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ควรจะมาทะเลาะกันจนขาดการปฏิสัมพันธ์ต่อกัน เพราะต่างฝ่ายต่างมีหลักฐานในการปฏิบัติอยู่แล้ว และบ่อยครั้งที่เรามักจะนำศาสนามาอ้างว่าบางอย่างกระทำไม่ได้เพราะศาสนาห้าม ทั้งๆ ที่เราไม่มีตัวบทหลักฐานที่ชัดเจน แต่อ้างว่าเคยมีคนกล่าวไว้เช่นนั้น

ประเด็นที่สำคัญที่ทำให้เราไม่ก้าวหน้า คือ เราไม่ชอบอ่าน ซึ่งยากมากที่สังคมจะก้าวหน้าหากยังมีเงื่อนไขข้อนี้อยู่ อีกประการคือ เราขาดจิตสำนึกสาธารณะ เช่น กรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินที่กำลังจะถูกสร้างขึ้นไม่ไกลจากพื้นที่แห่งนี้ แต่เราโดยเฉพาะนักเรียนศาสนากลับคิดว่าไม่เกี่ยวกับเรา ทั้งๆ ที่หากไปดูในตัวบทศาสนา จะพบว่าทุกอย่างเกี่ยวข้องกันหมด

มีอีกหลายประการที่ทำให้เราไม่ก้าวหน้า เช่น สังคมมักจะเชิดชูคนไม่ดี ปัญญาชนหรือผู้รู้ไม่กล้าพูดความจริงเพราะมักจะเกรงใจผู้มีอำนาจ  เรามักชอบหนีปัญหา หรือชอบทะเลาะกันเอง เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งเราจะต้องเริ่มเปลี่ยนแปลงที่ตัวของเราเองเสียก่อน แล้วออกไปเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น

มูฮัมหมัดอาลาดี เด็งนิ : ที่เราไม่ก้าวหน้าอย่าโทษแต่คนอื่น

มูฮัมหมัดอาลาดี กล่าวว่า เคยอ่านและเห็นตำราที่พบว่าเมื่อหลายร้อยกว่าปีที่แล้วคนมลายูปาตานีเคยเขียนตำราชีววิทยา คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ ศาสตราวุธ และอื่นๆ เป็นต้น หรือกษัตริย์ปาตานีในอดีตเข้าใจและสามารถสื่อสารภาษาต่างประเทศได้ถึง 7-8 ภาษา ซึ่งชี้ให้เห็นว่าในอดีตคนในพื้นที่แห่งนี้เจริญรุ่งเรืองมาก ต่างกับในปัจจุบันเป็นอย่างมาก

ประเด็นที่สำคัญที่เป็นที่มาของความไม่ก้าวหน้า คือ ประเทศไทยปกครองแบบรวมศูนย์อำนาจที่ความเจริญรุ่งเรืองจะอยู่ที่ส่วนกลาง และขาดการพัฒนาที่ชายขอบ ซึ่งประเทศอื่นๆ ทั่วโลกที่ปกครองแบบรวมศูนย์อำนาจก็ไม่พบว่าประเทศไหนเจริญเลยเช่นกัน

“อีกประเด็นที่สำคัญ คือ เราขาดจิตสำนึก ซึ่งต่างจากประเทศที่เจริญแล้วอย่างในยุโรปที่รถโดยสารไม่จำเป็นต้องมีพนักงานเก็บเงิน แต่พบว่าผู้คนก็จ่ายเป็นปกติไม่มีการโกง ต่างกับในพื้นที่ของเราที่ผู้คนมักจะกระทำการตามอำเภอใจตนเอง เช่น จะจอดรถตรงไหนก็จอดโดยไม่สนใจว่าคนอื่นจะเดือดร้อนหรือไม่ เข้าข่ายประโยคที่ว่าทำอะไรตามใจคือไทยแท้ คำถามคือ หรือคนมลายูปาตานีกำลังจะกลายเป็นคนไทยแท้ไปเสียแล้วหรือ?”

มูฮัมหมัดอาลาดี กล่าวต่อว่า ที่สำคัญอีกประการคือ เราหลงลืมวัฒนธรรมตัวเอง เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าปัจจุบันเรากำลังทำตามวัฒนธรรมใคร ซึ่งเป็นต้นตอมาจากการไม่รู้จักประวัติศาสตร์ตัวเอง ไม่ได้แปลว่าเราจะต้องจมปลักอยู่กับเรื่องในอดีต แต่เพื่อให้รู้และเข้าใจว่าเราคือใคร เพื่อที่จะก้าวไปข้างหน้าได้อย่างถูกต้อง

มูฮัมหมัดอาลาดี กล่าวอีกว่า เราไม่ควรไปโทษว่าที่เราไม่ก้าวหน้าเป็นเพราะคนอื่น เพราะเราจะต้องย้อนมาดูตัวของเราเองด้วย ซึ่งเมื่อเรารู้ว่าบริบทในปัจจุบันเป็นอย่างไร เราก็ควรคิดและไตร่ตรองเพื่อเปลี่ยนวิธีการให้เป็นไปตามบริบทปัจจุบัน และเราจะต้องปรับทัศนคติ ต้องคิดนอกกรอบ แต่อย่านอกกรอบของอิสลาม เราต้องอ่านให้มากขึ้น  และต้องทำความเข้าใจให้มากขึ้น โดยเฉพาะเข้าใจในหลักการศาสนาอิสลาม จะทำให้เราเจริญก้าวหน้าได้อย่างถูกต้อง

Arshadee BinHj.Soleh : ความเจริญก้าวหน้า คือ ความชาญฉลาดและจรรยามารยาทที่ดี

อาร์ชาดี กล่าวว่า หากเริ่มด้วยคำถามว่าทำไม... เป็นเรื่องยากที่จะตอบโดยทันที เพราะจะต้องคิดวิเคราะห์หรือมีงานวิจัยอ้างอิง จึงขอไม่พูดถึงว่าทำไมคนมลายูปาตานีไม่ก้าวหน้า แต่จะพูดโดยรวมว่าจะทำอย่างไรให้ก้าวหน้า ซึ่งเคยมีนักวิชาการกล่าวว่า คนจำนวนมากนิยามความเจริญก้าวหน้าแบบผิดๆ ซึ่งนิยามที่ถูกต้องก็คือ ความชาญฉลาดและอัคลาก(จรรยามารยาท)ที่ดี นี้คือความเจริญก้าวหน้าที่แท้จริง

อาร์ชาดี  อธิบายโดยอ้างถึง ศ.ดร.อับดุลเราะห์มาน อัมบน ว่าเคยกล่าวไว้ว่า เหตุที่คนมลายู(โดยรวม)ไม่ก้าวหน้า ส่วนหนึ่งเกิดจากโดนกดทับทางความคิด เพราะเมื่อย้อนไปดูในประวัติศาสตร์ก่อนที่คนมลายูจะรับอิสลาม เหตุผลที่คนมลายูหันมารับหรือนับถือศาสนาอิสลามส่วนใหญ่เพราะคนที่มาเผยแพร่อิสลามมีความเจริญก้าวหน้ากว่าคนมลายูในขณะนั้น ไม่ใช่ด้วยเหตุผลเพียงแค่คนเหล่านั้นมาบอกหลักการอิสลามให้ฟังเพียงอย่างเดียว

อาร์ชาดี  อธิบายต่อว่า นอกจากนั้นสิ่งที่ ศ.ดร.อับดุลเราะห์มาน อัมบน เคยกล่าวถึงสาเหตุที่คนมลายูไม่ก้าวหน้ามีอีก 2 ประการหลักๆ คือ คนมลายูไม่รับความคิดของคนอื่น ซึ่งเป็นไปในลักษณะเช่นนี้มาตั้งแต่สมัยโปรตุเกสเข้ามาทำการค้าขายในพื้นที่แห่งนี้แล้ว ประการต่อมา คือ เราไม่รับสิ่งใหม่แม้ว่าสิ่งเหล่านั้นจะดีก็ตาม เพราะเราคิดว่าที่เป็นอยู่ดีอยู่แล้ว หรือกระทั่งคิดว่าความคิดแบบเรานี้แหละดี แบบคนอื่นไม่ดี

อาร์ชาดี ย้ำว่าเราถูกทำให้เข้าใจว่าการเมืองกับศาสนานั้นแยกออกจากกันหรือไม่เกี่ยวข้องกัน โดยเฉพาะตั้งแต่หลังการล่มสลายของอาณาจักรออตโตมันหรืออุษมานียะห์ ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วสองอย่างนี้ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ และหากต้องการความเจริญก้าวหน้า สิ่งที่จะต้องมี คือ วิสัยทัศน์ ความใฝ่ฝัน และความคิดหรือการศึกษา