อาบูฮาฟิซ อัลฮากีม : กระบวนการสันติภาพปาตานีได้รับไฟเขียวแล้วหรือ?

 

หมายเหตุบรรณาธิการ: บทความชิ้นนี้แปลมาจากบทความเดิมในภาษามลายูชื่อ “PROSES DAMAI PATANI MENDAPAT LAMPU HIJAU ?” ซึ่งเผยแพร่ครั้งแรกในบล็อกของ Abu Hafez Al-Hakim เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2557

ผ่านไปแล้วกว่าหนึ่งเดือนที่คณะทหารก่อการยึดอำนาจในประเทศไทยในนามของคณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือ คสช. ซึ่งนำโดยผู้บัญชาการทหารบก พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา และเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2557 ที่ผ่านมา พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ซึ่งได้รับหน้าที่เป็นเลขาธิการของ คสช. ก็ได้ประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนต่อกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพปาตานีในที่สุด

ในการแถลงครั้งดังกล่าว ทางคณะรัฐประหารได้เห็นพ้องที่จะสานต่อกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพกับฝ่ายขบวนการนักต่อสู้ปาตานีที่มีขบวนการบีอาร์เอ็นเป็นแกนหลักอีกครั้ง หลังจากที่หยุดชะงักมาเป็นระยะเวลายาวนานจากสถานการณ์การเมืองไทยที่ไม่มีเสถียรภาพ พวกเขายังยืนยันว่าบทบาทของประเทศมาเลเซียในฐานะเป็นฝ่ายผู้อำนวยความสะดวกนั้นยังคงเป็นเรื่องที่จำเป็น

สำหรับผุ้คนที่ติดตามความเคลื่อนไหวในปาตานีอย่างใกล้ชิด รวมไปถึงประชาชนทั่วไปในพื้นที่ภาคใต้ ปฏิกริยาล่าสุดนั้นแตกต่างหลากหลายกันไปอย่างมาก บางส่วนอาจรู้สึกโล่งใจขึ้นมาเมื่อกระบวนการสันติภาพที่จะนำมาซึ่งความสงบสุขอย่างยั่งยืนในพื้นที่ภาคใต้จะเริ่มใหม่อีกครั้ง ถึงแม้นว่าจะยังไม่รู้ว่าจะบรรลุผลเมื่อไหร่อย่างไร คนอีกบางส่วนก็อาจเกิดความกังวลใจว่า ทหารจะสามารถสวมบทบาทนำในคณะเจรจาได้หรือไม่ในเมื่อที่ผ่านมานั้น พวกเขาเองก็ไม่ค่อยจะ “เห็นด้วย” เท่าไหร่กับกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพที่ริเริ่มโดยรัฐบาลพลเรือนซึ่งนำโดยยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ ยังข่าวลือที่ว่าทหารจะไม่ประนีประนอมต่อประเด็นการปกครองตนเองหรือออโตนอมิที่ทางฝ่ายขบวนการได้หยิบยกขึ้นมาหารือเมื่อปีที่แล้ว หลายฝ่ายต่างคาดการณ์ว่าหากว่าทางทหารยังคงมีท่าทีแข็งกร้าว แน่นอนกระบวนการสันติภาพคงจะต้องพบกับทางตันอีกครั้งเป็นแน่

หากเราย้อนไปดูกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพที่เริ่มเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2013 ปีที่ผ่านมานั้น
ทุกคนต่างทราบกันดีว่าการพบปะอย่างเป็นทางการระหว่างคณะผู้แทนฝ่ายไทยและฝ่ายขบวนการต่อสู้ (BRN) ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2013 ประเด็นสำคัญที่ทางฝ่ายไทยได้หยิบยกขึ้นมาหารือในเวลานั้นคือ การยื่นข้อเสนอเพื่อนำไปสู่การลดการปฏิบัติการทางทหารจากทั้งสองฝ่ายในช่วงเดือนรอมฏอนเมื่อปีที่แล้ว ถึงแม้ว่าทางฝ่ายขบวนการบีอาร์เอ็นได้ตอบรับข้อเสนอดังกล่าวด้วยการเตรียมที่จะยุติปฏิบัติการทั้งหมดเป็นเวลา 40 วัน พร้อมด้วยเพิ่มเติมเงื่อนไขบางประการ ซึ่งเราทุกคนพอจะทราบกันดีแล้วว่าผลสุดท้ายเป็นอย่างไร

ความล้มเหลวของการริเริ่มสันติภาพแห่งเดือนรอมฏอนนั้นได้นำมาสู่​​การแถลงของฝ่ายกองกำลังบีอาร์เอ็น (Angkatan Bersenjata BRN) ว่าการพูดคุยเพื่อสันติภาพจะไม่มีการดำเนินการอีกต่อไป ตราบใดที่ฝ่ายไทยไม่ได้ให้คำตอบที่ชัดเจนต่อข้อเรียกร้องเบื้องต้นทั้ง 5 ประการดังกล่าวและจนกว่าจะได้รับการรับรองจากรัฐสภาไทย เพื่อให้กระบวนการสันติภาพนั้นกลายเป็นวาระแห่งชาติ ฝ่ายบีอาร์เอ็นยังได้เน้นย้ำอีกครั้งหนึ่งด้วยการออกมาแถลงของอุสตาซฮาซัน ตอยิบ ด้วยการบันทึกวิดีโอผ่านทางยูทูป เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2013 ที่ตอกย้ำในเรื่องเดียวกัน พร้อมกับประกาศถึงสถานะของตัวเองในฐานะอดีตหัวหน้าคณะพูดคุยของบีอาร์เอ็นบนโต๊ะพูดคุย ในขณะเดียวกันวิกฤติการเมืองภายในของไทยนับวันยิ่งมีความร้อนแรงขึ้นทุกขณะ พล.ท. ภราดร พัฒนถาบุตร หัวหน้าคณะผู้แทนฝ่ายไทยในขณะนั้นได้ประกาศออกมาว่า กระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพจะต้องยุติไปก่อน จนกว่าสถานการณ์การเมืองของไทยจะมีเสถียรภาพอีกครั้ง

มีคนจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายที่มีความคิดในแง่ร้ายและในเชิงลบ ที่ด่วนสรุปว่ากระบวนพูดคุยเพื่อสันติภาพนั้นได้ถูกฝังดินไปแล้ว การออกมาประกาศของ พล.ท.ภราดรดังกล่าว ประกอบกับการยุติบทบาทในฐานะหัวหน้าคณะพูดคุยของฝ่ายบีอาร์เอ็นของอุสตาซฮาซัน ตอยิบ ทั้งหมดนี้ล้วนถูกตีความสัญญาณจากทั้งสองฝ่ายแล้วว่าพวกเขาค้นพบเหตุผลที่ดีสำหรับการถอนตัวออกจากโต๊ะเจรจา

ความจริงแล้ว ทัศนะดังกล่าวค่อนข้างที่จะห่างไกลจากความเป็นจริงไปมาก ควรเข้าใจด้วยว่ากระบวนการสันติภาพ ที่ยังสดใหม่และอายุยังน้อยเพียงขวบปีเศษนั้น เป็นการทำงานร่วมของทั้งสามฝ่ายหลักด้วยกันคือ: คณะฝ่ายไทย คณะฝ่ายขบวนการบีอาร์เอ็น และฝ่ายมาเลเซียในฐานะเป็นผู้อำนวยความสะดวก จนกระทั่งถึงวันนี้ ยังไม่มีฝ่ายใดประกาศถอนตัวอย่างเป็นทางการ สำหรับฝ่ายไทยนั้น ถึงแม้จะมีการก่อรัฐประหารโดยกองทัพ และสามบุคคลสำคัญในคณะพูดคุยได้ถูกโยกย้ายพ้นตำแหน่งหน้าที่ของตนไป (นั่นคือ พล.ท.ภราดร  พัฒนถาบุตร  พล.ต.อ.ทวี สอดส่อง และ พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก) แต่กระนั้น ก็ยังไม่ได้ถือว่าคณะพูดคุยสันติภาพนั้นถูกยุบเลิกไปแต่อย่างใด  ขณะนี้เป็นที่เข้าใจได้ว่า คสช.กำลังทำการสับเปลี่ยนโครงสร้างและองค์ประกอบใหม่ของคณะพูดคุยฝ่ายไทย ภายหลังจากที่พวกเขาได้ยืนยันถึงความมุ่งมั่นที่จะสานต่อการพูดคุยต่อไป

ส่วนฝ่ายบีอาร์เอ็น สถานะของอุสตาซฮัสซัน ตอยิบ ถึงแม้ว่าท่านจะไม่ได้เป็นหัวหน้าของคณะพูดคุยอีกต่อไป แต่ท่านยังคงอยู่ในคณะการพูดคุยของบีอาร์เอ็นเช่นเดียวกับสมาชิกของบีอาร์เอ็นคนอื่นๆ รวมไปถึงตัวแทนจากกลุ่มพูโลและกลุ่มบีไอพีพี การพบปะและการพูดคุยกันระหว่างภายในและกับกลุ่มอื่นๆ นั้นยังคงดำเนินอยู่ ไม่ได้หยุดชะงักลงแต่อย่างใด ยกเว้นการพบปะอย่างเป็นทางการบนโต๊ะพูดคุยกับฝ่ายไทยที่ไม่สามารถดำเนินการได้ และการสื่อสารระหว่างกันของทั้งสองฝ่ายจะส่งผ่านทางผู้อำนวยความสะดวกเท่านั้น อาจกล่าวได้ว่ากระบวนการนี้จะสามารถขับเคลื่อนไปได้อีกครั้ง ภายหลังจากที่บางเงื่อนไขที่ได้ยื่นไปก่อนหน้านี้จะถูกสนองตอบ คงอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของคณะผู้แทนฝ่ายนักต่อสู้เองเช่นกัน ด้วยการแต่งตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยคนใหม่หรืออาจแต่งตั้งฮัสซัน ตอยิบกลับเข้าสู่ตำแหน่งเดิมอีกครั้งก็เป็นได้ 

เช่นเดียวกับทางฝ่ายมาเลเซีย สถานะของดาโต๊ะศรีอะฮ์หมัด ซัมซามิน ในฐานะเป็นผู้อำนวยความสะดวก ที่ได้รับการแต่งตั้งโดยนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ท่านนาจิบ ตนราซัค เป็นการเฉพาะ เพียงแต่รอคำตอบที่เป็นทางการจากฝ่ายไทยเท่านั้น ก่อนที่ทางฝ่ายผู้อำนวยความสะดวกจะจัดวางจังหวะก้าวต่อไป

ยังมีข้อกังวลอยู่เล็กน้อยจากผู้คนบางส่วนเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของคณะทหารไทยที่มีอำนาจเต็มอยู่ในขณะนี้ เพราะเป็นการครองอำนาจที่ได้มาจากวิธีการก่อรัฐประหาร หาได้มาจากวิธีการของระบอบประชาธิปไตยแต่อย่างใด  อะไรจะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้า หากมีการตั้งคำถามถึงความชอบธรรมของรัฐบาลเมื่อต้องเข้าสู่การเจรจาและการจัดทำข้อตกลงสันติภาพ? จากมุมมองของเรา หากว่าฝ่ายทหารกุมอำนาจในระยะเวลาที่จำกัด และมีการจัดการถ่ายโอนอำนาจใหม่ไปทีละขั้นตอนและส่งคืนอำนาจให้แก่รัฐบาลพลเรือนที่มาจากการลงมติโดยรัฐสภาหลังการเลือกตั้งที่โปร่งใสในเวลาที่เหมาะสม ปัญหาความชอบธรรมดังกล่าวของคณะทหารจึงไม่ใช่ประเด็น เป็นที่เข้าใจกันว่ากองทัพเองจะพยายามจัดการเลือกตั้งหลังจากนี้อีกราวหนึ่งปีหรือหนึ่งปีครึ่งต่อจากนี้ เราจะเฝ้ารอและติดตามดู

สำหรับฝ่ายนักต่อสู้ปาตานีแล้ว จุดยืนของเรานั้นชัดเจน เราพร้อมที่จะเข้าร่วมในกระบวนสันติภาพเมื่อมีการสานต่ออีกครั้งอย่างแน่นอน เราจะไม่ถอนตัวออกจากกระบวนการสันติภาพเป็นแน่ เราขอกล่าวย้ำถึงพันธกิจของเราอีกครั้งในกระบวนการแสวงหาทางออกที่ยุติธรรม ครอบคลุมรอบด้าน และยั่งยืน ให้กับความขัดแย้งที่ปาตานีซึ่งต้องหนทางของการพูดคุยสนทนา ถึงแม้ว่าในเส้นทางของการแสวงหาสันติภาพที่แท้จริงนั้นบางครั้งก็จำเป็นต้องเสียสละชีวิตเลือดเนื้อและทรัพย์สินก็ตาม แต่สุดท้ายแล้วการคลี่คลายปัญหานั้นจะต้องลงเอยบนโต๊ะเจรจาอยู่ดี

สันติภาพเป็นความปรารถนาและความต้องการของชาวปาตานีทั่วทั้งมวล และบนบ่าของเราเต็มไปด้วยภาระอันหนักอึ้งเหล่านั้น ความช่วยเหลือและการสนับสนุนจากประชาชนทุกระดับชั้นที่มีต่อบรรดานักต่อสู้คือสิ่งที่คาดหวังอย่างยิ่ง โดยเฉพาะจากแรงหนุนเสริมจากบรรดานักเคลื่อนไหว กลุ่มองค์กรเอกชน/องค์กรภาคประชาสังคม ตลอดจนผู้นำทางการเมืองและผู้นำทางสังคมนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งเพื่อที่จะช่วยทำให้ความปรารถนาของเราเป็นจริงด้วยการสถาปนาสันติภาพที่ถาวรในดินแดนปาตานีดารุสซาลามแห่งนี้

อาบูฮาฟิซ อัล-ฮากีม

น้ำส้มสายชูและน้ำผึ้ง – จากนอกรั้วปาตานี.

5 Ramadhan 1435H / 3 กรกฎาคม 2014 

 

อ่านต้นฉบับภาษามลายูที่

PROSES DAMAI PATANI MENDAPAT LAMPU HIJAU ?