ต้องตอบโต้ความรุนแรงในทางบวก เพราะกระบวนการสันติภาพกำลังมีผล

เปิดข้อสังเกต“ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี” ต่อการก่อเหตุพร้อมกันหลายจุด ชี้การขับเคลื่อนกระบวนการพูดคุยมากขึ้นทำให้เกิดการท้าทาย แนะคู่สนทหารสันติภาพตอบโต้ในทางบวก เพราะการพูดคุยกำลังมีผล แต่รัฐต้องเคลียร์ข้อสงสัยในประเด็นสิทธิมนุษยชนด้วย ชี้หากมีการสื่อสารที่ดี มีการการสร้างความเข้าใจ การมีส่วนร่วม สิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยมาอยู่รวมกันได้ จะยิ่งเป็นพลังทางบวกในการต่อสู้ทางการเมือง ด้านแม่ทัพภาคที่ 4 ชี้ไม่มีการสูญเสียทำให้เห็นว่าคนร้ายอ่อนกำลังลง แต่พร้อมนำมาพูดคุยทำความเข้าใจและรอบรับการช่วยเหลือด้านอาชีพ

พล.ท.ปิยะวัฒน์ นาควาณิช – ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี

ข้อสังเกต“ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี” ต่อการก่อเหตุพร้อมกันหลายจุด

ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ ตั้งข้อสังเกตว่า เหตุรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เกิดขึ้นพร้อมกันหลายจุดโดยเฉพาะเหตุลอบวางระเบิด อย่างเช่นเหตุลอบวางระเบิดเสาไฟฟ้าพร้อมกันหลายสิบจุด เมื่อประมาณเที่ยงคืนของวันที่ 6 เมษายน 2560 ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และบางส่วนของจังหวัดสงขลาที่ผ่านมา มักเกิดขึ้นหลังจากมีเหตุการณ์สำคัญๆเกิดขึ้นหลายๆเหตุการณ์ที่อาจเป็นเหตุจูงใจให้มีการก่อเหตุขึ้นมา

เหตุระเบิดเสาไฟฟ้าหลายจุดพร้อมกันครั้งล่าสุดนี้ก็เกิดขึ้นในช่วงที่มีการพูดคุยสันติสุขคณะทางเทคนิค(คณะเล็ก)ระหว่างรัฐบาลไทยกับมาราปาตานี เพื่อจะสร้างพื้นที่ปลอดภัยในพื้นที่ขึ้นมาในวันเดียวกัน ซึ่งที่ผ่านมาเมื่อมีการพูดคุยระหว่างทั้งสองฝ่ายก็มักจะมีเหตุรุนแรงตามมาด้วย

ในวันเดียวกันนั้นก็เป็นวันที่มีพระราชพิธีประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ซึ่งในช่วงหลังจากวันลงประชามติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกันนี้ก็ตามมาด้วยเหตุระเบิดในหลายจังหวัดภาคใต้ด้วย

ขณะเดียวกัน ก่อนหน้านั้นไม่กี่วันก็เหตุการณ์วิสามัญฆาตกรรมผู้ต้องสงสัย 2 คนใน อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส ซึ่งเจ้าหน้าที่เชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุกราดยิงรถผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านศรีภิญโญ ต.โคกสะตอ อ.รือเสาะ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 4 ราย รวมเด็กชายวัย 8 ขวบ แต่ทว่าคนในพื้นที่กลับสงสัยว่าเป็นการยิงทิ้งมากกว่าการปะทะแล้วเกิดการตอบโต้จนนำไปสู่การวิสามัญฆาตกรรมดังกล่าว

ส่วนกรณีที่กระทรวงต่างประเทศได้เชิญ ศ.ดร.เชากีย์ อิบราฮีม อับดุลการีม อัลลาม ผู้ตัดสินชี้ขาดสูงสุดทางศาสนาอิสลามประเทศอียิปต์มาเยือนจังหวัดชายแดนภาคใต้ในช่วงเดียวกันนี้เป็นเรื่องที่รัฐต้องการให้เป็นประโยชน์กับกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขมากกว่า ไม่น่าจะเป็นปัจจัยที่ทำให้มีการก่อเหตุพร้อมกันหลายจุด

สะท้อนการจัดการที่วางแผนมาดี แม้รัฐป้องกันเต็มที่

ผศ.ดร.ศรีสมภพ กล่าวว่า การก่อเหตุพร้อมกันหลายจุดครั้งนี้มีความหลากหลาย ทั้งการลอบวางระเบิด เผายางรถยนต์และหม้อแปลงไฟฟ้า สะท้อนว่าต้องมีการเตรียมพร้อมอย่างดี ทั้งที่ในช่วงที่ผ่านมาฝ่ายเจ้าหน้าที่ก็มีการป้องกันการก่อเหตุมาอย่างดีแล้วก็ตาม

แต่การก่อเหตุพร้อมกันหลายจุดเช่นนี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยในช่วงหลังๆมานี้ ครั้งล่าสุดก็เกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 2 พฤศจิกายน 2559 รวมกว่า 12 จุด หลังจากคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาล ที่มีพล.อ.อุดมเดช สีตบุตร เป็นหัวหน้าลงพื้นที่พบปะผู้นำศาสนา ส่วนราชการและภาคเอกชนที่กองพลทหารราบที่ 15 ต.บ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานีในวันเดียวกัน

ทั้งนี้เนื่องจากในช่วงรอบปีที่ผ่านมา สถานการณ์ความรุนแรงมีแนวโน้มลดลง รวมทั้งเหตุการณ์น้ำท่วมในช่วงที่ผ่านมาก็มีส่วนทำให้การก่อเหตุลดลงด้วยเช่นกัน เมื่อมีโอกาสฝ่ายขบวนการจึงลงมือก่อเหตุ

การขับเคลื่อนกระบวนการพูดคุยมากขึ้นทำให้เกิดการท้าทาย

ผศ.ดร.ศรีสมภพ กล่าวต่อไปว่า การก่อเหตุพร้อมกันครั้งนี้น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการพูดคุยสันติสุขที่กำลังดำเนินอยู่ ล่าสุดมีข่าวการหารือกันเรื่องกำหนดพื้นที่ปลอดภัย แต่ก็มีเหตุปัจจัยอื่นๆผสมรวมๆกันด้วยอย่างที่กล่าวมา

ในเรื่องการพูดคุยนั้น ในช่วงที่ผ่านมามีการเปิดเวทีทำความเข้าใจเกี่ยวกับการพูดคุยสันติสุขหลายเวที ทำให้คนในพื้นที่มีความเข้าใจเยอะขึ้นและทำให้เห็นความก้าวหน้าของการพูดคุยมากขึ้น ซึ่งก็เป็นไปได้ว่าอาจไปกระตุ้นให้มีการใช้ความรุนแรงจากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย ต้องการทำให้เกิดข้อสงสัยว่าขบวนการบีอาร์เอ็นเข้าร่วมในการพูดคุยจริงหรือเปล่า

การขับเคลื่อนในเรื่องการพูดคุยที่มากขึ้นนั้นทำให้เกิดการท้าทาย นำไปสู่การก่อเหตุรุนแรง เพื่อทำให้คนในสังคมเกิดความไม่แน่ใจว่า การพูดคุยจะแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ได้จริงหรือไม่ขึ้นมา

ในอีกด้านหนึ่ง การก่อเหตุรุนแรงพร้อมกันก็ยังสามารถสร้างกระแสให้เป็นข่าวใหญ่ได้ ซึ่งก็เป็นการสื่อสารทางการเมืองอย่างหนึ่งที่ฝ่ายขบวนการใช้มาตลอด

ส่วนข่าวเรื่องการปรับตำแหน่งใหม่ของกลุ่มผู้นำระดับสูงของขบวนการบีอาร์เอ็นที่ช่วงที่ผ่านมาไม่นานมานี้ โดยนายดูนเลาะ แวมะนอ ซึ่งไม่เห็นด้วยกับการพูดคุยขึ้นมาเป็นผู้นำสูงสุดนั้นก็อาจมีส่วนทำให้มีการใช้ความรุนแรงครั้งนี้ด้วยเช่นกัน เพื่อแสดงพลังของผู้นำคนใหม่ ทำให้เห็นว่ายังมีความเข้มแข็งในทางอุดมการณ์การต่อสู้ และแสดงความไม่เห็นด้วยกับการพูดคุยไปพร้อมกันด้วย

ต้องตอบโต้ในทางบวก เพราะการพูดคุยกำลังมีผล

ผศ.ดร.ศรีสมภพ กล่าวอีกว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ สิ่งที่คณะพูดคุยทั้ง 2 ฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายมาราปาตานี และโดยเฉพาะฝ่ายรัฐต้องสื่อสารทำความเข้าใจต่อสาธารณะให้มากขึ้น ต้องมีมาตรการในเชิงบวกในการเปิดทางให้กับการมีส่วนร่วมของทุกคนให้มากที่สุด ทั้งภาคประชาชนและภาคประชาสังคม

ขณะเดียวกันรัฐก็ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องสิทธิมนุษยชนด้วย และสามารถที่จะตอบโต้ในเชิงบวกให้ได้ เป็นมาตรการเชิงรุกในทางการเมือง จึงจะทำให้รัฐได้เปรียบ ขณะที่การตอบโต้ของฝ่ายขบวนการนั้นก็เป็นเรื่องปกติธรรมที่มีการตอบโต้ทางการทหารอยู่แล้ว

ดังนั้น การก่อเหตุครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าการดำเนินกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพนั้นมีผล ทั้งการพูดคุย การขยายพื้นที่การมีส่วนร่วมและการสื่อสารสร้างความเข้าใจ จึงทำให้เกิดการตอบโต้ขึ้นมา

ต้องเคลียร์ข้อสงสัยในประเด็นสิทธิมนุษยชน

ผศ.ดร.ศรีสมภพ กล่าวด้วยว่า แต่กระนั้น รัฐเองก็ต้องเคลียร์ในข้อสงสัยต่างๆของประชาชนด้วย ทั้งเรื่องวิสามัญฆาตกรรมผู้ต้องสงสัยว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วยหรือไม่ รวมทั้งเรื่องการกำหนดพื้นที่ปลอดภัยเป็นอย่างไรก็ต้องสื่อสารให้ชัดเจน เพราะฉะนั้นจึงเป็นการต่อสู้ในทางการสื่อสารในทางบวก เพื่อแสดงให้เห็นว่ารัฐมีความแข็ง โดยเฉพาะในเรื่องสิทธิมนุษยชนเพราะจะเป็นความชอบธรรมของรัฐ

ในเรื่องรัฐธรรมนูญใหม่ก็เช่นกัน หากประกาศใช้ก็จะยิ่งมีผลในทางการเมือง เพราะจะนำประเทศไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย ซึ่งจะเกิดบรรยากาศที่ดีต่อรัฐด้วย

การสื่อสาร ความเข้าใจ การมีส่วนร่วม สิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย

ผศ.ดร.ศรีสมภพ กล่าวทิ้งท้ายว่า ถ้าสิ่งเหล่านี้มาอยู่รวมกันได้ หมายถึง การขยายสื่อสาร ความเข้าใจ การมีส่วนร่วม สิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย ฯลฯ ก็จะเป็นพลังทางบวกในการต่อสู้ทางการเมืองของรัฐ ซึ่งเรากำลังพูดถึงการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง และทำให้เกิดสันติภาพขึ้นมาได้

“ผมก็เชื่อว่า ถ้ารัฐเน้นในเรื่องเหล่านี้ได้ ฝ่ายที่ใช้ความรุนแรงก็จะหันมาต่อสู้ในแนวทางสันติวิธี หรือในแนวทางทางการเมือง เพราะฉะนั้นรัฐต้องเข้มแข็งในเรื่องเหล่านี้ให้ได้”

แม่ทัพภาคที่ 4 “ไม่มีการสูญเสีย..ทำให้เห็นว่าคนร้ายอ่อนกำลังลง?”

ด้าน พล.ท.ปิยะวัฒน์ นาควาณิช แม่ทัพภาคที่ 4 ได้ให้ความเห็นกับผู้สื่อข่าวถึงเหตุคนร้ายสร้างสถานการณ์ในหลายพื้นที่ครั้งล่าสุดว่า เป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ ไม่มีการสูญเสียและไม่สร้างความเสียหายแก่สถานที่ราชการต่างๆ แตกต่างจากที่ผ่านมา ทำให้เห็นว่า ขณะนี้ คนร้ายอยู่ในสถานการณ์อ่อนกำลังลงแล้ว

“เรายังเน้นย้ำมาตรการป้องกัน ทำให้ผู้เห็นต่างปฏิบัติการยากขึ้นจึงก่อเหตุได้แต่ในพื้นที่เขตรอบนอกเห็นว่า ผู้ก่อเหตุครั้งนี้ เป็นกลุ่มแนวร่วมใหม่ ก่อเหตุในลักษณะสร้างสถานการณ์ในเชิงสัญลักษณ์ ให้รู้ว่ายังมีอยู่ ยังปฏิบัติการอยู่เท่านั้น เพราะในขณะนี้มีการพูดคุย และได้รับการติดต่อจากผู้คิดต่างเข้ามามอบตัวมากขึ้นและทางหน่วยความมั่นคงดูแลป้องกันด้วยความรอบคอบ และต้องการให้ผู้เห็นต่างอย่าใช้ความรุนแรงมาใช้วิธีตามกระบวนการสันติวิธี ทางรัฐพร้อมช่วยเหลือและรับฟังหากเข้าสู่การพูดคุย เพื่อปรับทัศนคติได้ ย้ำเตือนให้ผู้คิดต่างอย่าทำในสิ่งไม่ถูกต้อง”

พร้อมนำมาพูดคุยทำความเข้าใจ

แม่ทัพภาคที่ 4 ยังกล่าวอีกว่า ขณะนี้เรารู้ตัวแล้วมิเช่นนั้นจะต้องตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากจะทำให้ตัวเองและพี่น้องเดือดร้อน และทางฝ่ายรัฐติดตามเฝ้าดูทราบพฤติกรรมความเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาน้องๆบางคนยังเป็นช่วงเยาวชน บางคนโดนบังคับให้กระทำ และพร้อมใช้วิธีดำเนินการติดตามเพื่อจะนำมาพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจ โครงการพาคนกลับบ้าน ยังตอบรับสำหรับทุกๆคน

“ขณะนี้รู้ตัวผู้กระทำแล้วและกำลังเข้าสู่กระบวนการพูดคุยเพื่อมาเริ่มต้นใหม่ และจับมือกับฝ่ายรัฐ ให้ยอมรับและเชื่อใจ เข้าใจ การดำเนินการของฝ่ายรัฐ เพราะทางรัฐพร้อมเตรียมอาชีพหลายสาขา สร้างรายได้ ให้กับผู้เห็นต่าง ขณะนี้เตรียมสถานที่ไว้สำหรับเรื่อง การอาชีพไว้แล้ว และมีผู้เข้าร่วมประสบความสำเร็จแล้ว” พล.ท.ปิยะวัฒน์ กล่าว

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

เกิดเหตุระเบิดหลายจุดในพื้นที่ทั้งสี่จังหวัดชายแดนใต้ ทั้งระเบิดเสาไฟฟ้าและเผายางรถยนต์