“อ.สรินฎา ปุติ” นายกสมาคมสตรีไทยมุสลิมปัตตานี “สร้างครอบครัวเป็นสุขสู่สังคมสันติ”

สัมภาษณ์อาจารย์สรินฎา ปุติ นายกสมาคมสตรีไทยมุสลิมปัตตานี และอาจารย์ระจำภาควิชาจิตวิทยาและการแนะแนว คณะศึกษาศาสตร์ มอ.ปัตตานี ถึงความเป็นมาและบทบาทของสมาคมที่มีกิจกรรมด้านสตรีอย่างต่อเนื่องตั้งแต่การจัดฮาลาเกาะฮ์ในบ้านจนถึงงานพบปะมุสลีมะห์หรือมุลตากอที่เป็นงานใหญ่ประจำปีของปัตตานี

จากชมรมสตรี สู่สมาคม จากฮาลาเกาะฮ์สู่มูลตากอ

อ.สรินฎา กล่าวถึงประวัติความเป็นมาของสมาคมสตรีไทยมุสลิมปัตตานีว่าเริ่มต้นตั้งครั้งแรกตั้งเป็นชมรม ในช่วงแรกใช้ชื่อว่าชมรมสตรีมุสลิมจังหวัดปัตตานี ซึ่งเกิดขึ้นจากกลุ่มคนที่อยู่ในมหาวิทยาลัยประมาณ 2-3 คน โดยเป็นคนที่เรียนสายสามัญไม่ได้เรียนสายศาสนาและต้องการเรียนรู้ศาสนาก็เลยรวมตัวในครั้งแรก 4-5 คน ซึ่งเป็นอาจารย์ คนทำงาน และเจ้าหน้าที่ที่อยู่ใน มอ.ปัตตานี

ช่วงแรกที่ก่อตั้งเป็นชมรมประมาณปี 2540-2541 โดยเชิญวิทยากรมาบรรยายให้ความรู้กับสมาชิกชมรมที่อยู่ใน มอ. จัดมาเรื่อยๆ ทุกเดือน ต่อมาภายหลังได้มีสมาชิกได้ประสานกับทางกลุ่มการเมืองท้องถิ่นจังหวัดปัตตานีโดยพูดคุยในเรื่องงบประมาณที่จะจัดอบรมสตรีและการบรรยายประจำเดือน ซึ่งในตอนนั้นเองที่นายเศรษฐ์ อัลยุฟรี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานีเห็นความสำคัญของการพัฒนาสตรีและครอบครัว จึงได้มีกิจกรรมการบรรยายประจำเดือนให้กับสมาชิกมามาร่วมอบรมและฟังบรรยายที่เป็นกลุ่มใหญ่

จนมาถึงปี 2547 ทาง อบจ.ปัตตานีเริ่มให้มีการจัดงานมุลตากอ คืองานพบปะมุสลิมมะห์ครั้งที่ 1 และจัดมาตลอดทุกปี ซึ่งการจัดงานในแต่ละครั้งก็จะเอาประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นในแต่ละสมัยแต่ละยุคมาเป็นตัวกำหนดเนื้อหาในการจัดงาน จนกระทั้งถึงปี 2559 ที่เป็นปีที่ 11 และปีนี้ปี 2560 ก็เป็นปีที่ 12 ซึ่งสามปีหลังนี้ทางสมาคมไม่ได้เอาประเด็นร่วมสมัยที่เป็นปัญหามาเป็นธีม แต่เริ่มให้ความสำคัญว่าจะทำอย่างไรให้กลุ่มสมาชิกได้เอาอัล-กุรอ่านมาใช้ในชีวิตประจำวัน

กลับสู่การขัดเกลาครอบครัว เพราะคือรากฐานของชุมชน

ต่อมาประมาณ 4-5 ปีหลังนี้ทางสมาคมเริ่มให้ความสำคัญกับการทำฮาลาเกาะฮ์ในบ้าน ทั้งนี้เพราะเห็นว่าการทำฮาลาเกาะอัล-กุรอ่านอย่างเป็นกิจจะลักษณะปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งเหล่านี้จะช่วยฟูมฟัก ขัดเกลา บรรดาลูกหลานในครอบครัวให้เข้มแข็งไม่บิดเบือนจากความเป็นจริงที่เกิดขึ้น

อาจารย์สรินฎา บอกว่าตอนนี้สมาคมมีเครือข่ายสมาชิกอยู่ในจังหวัดปัตตานี 12 เครือข่าย โดยเริ่มทำงานที่เป็นเครือข่ายตั้งแต่ปี 2549-2550 ก็จะมีเครือข่ายชมรมสตรีทุกอำเภอจะเป็นเครือข่ายของสมาคม ทั้งนี้ได้เชิญชวนมาเป็นเครือข่ายสมาคมเพื่อที่จะทำงานพัฒนาคนในชุมชนของเขาแต่จะเน้นหนักไปที่เด็ก สตรี และครอบครัว

สำหรับสมาชิกในเครือข่ายของสมาคม อ.สรินฎา กล่าวว่าไม่ได้นับยอดว่ามีจำนวนเท่าไร แต่จะดูจากสมาชิกของเพจใน Facebook ของสมาคมจะมีคนกดไลค์ประมาณ 2,000-3,000 คน อีกส่วนหนึ่งก็คือเวลาจัดงานอบรมหรือบรรยายซึ่งแต่ละเดือนของจะมีประมาณ 100 คนที่จะมาร่วมฟังเฉพาะของอำเภอเมืองปัตตานี

สูตรของความสำเร็จ Family First สู่ Social Service

เมื่อถามถึงความสำเร็จและความภาคภูมิใจของคนทำงาน อ.สรินฎา กล่าวว่าสิ่งที่ทางกรรมการและสมาชิกได้เห็นและภุมิใจที่เป็นความสำเร็จ คือ ความสำเร็จทั้งในเรื่องเศรษฐศาสตร์และจิตวิทยา การพัฒนาของลูกๆ ของสมาชิกแต่ละคนที่มีการพัฒนาค่อย ๆ ดีขึ้น สมาชิกมีการเรียกว่าเป็น family first เมื่อเสร็จจากภารกิจครอบครัวก็ต้องไปดู Social service ว่าจะให้บริการกับสังคมที่เกิดปัญหาแบบนี้ได้อย่างไร ทั้งนี้ก็ต้องมีการแบ่งหน้าที่ให้สมดุลกัน อันนี้ถือเป็นความสำเร็จ

อีกประการหนึ่งคือ เมื่อเชิญชวนให้มาร่วมกิจกรรมของสมาคม ทุกคนจะมาเหมือนลักษณะที่เป็นผู้นำหรือผู้ตามที่ดีมาก และในชุมชนก็เหมือนกัน เมื่อผู้นำบอกให้มา ผู้ตามก็มา อ.สรินฎา ยังเล่าด้วยว่า การจัดอบรมหรือการบรรยายของสมาคมทุกครั้งนั้นไม่ได้ใช้เงินทุน ไม่มีเบี้ยเลี้ยงให้ ไม่ได้มีค่าเดินทางให้ผู้เข้าร่วมหรือกระทั่งไม่มีอาหารกลางวันหรืออาหารว่างรับรอง แต่ทุกครั้งก็จะมีสมาชิกมาร่วมเป็นจำนวนมาก มีทั้งที่นาหารมาจากบ้านแล้วมาแบ่งปันกันในงาน ซึ่งนับเป็น ความงดงามของการทำงานเครือข่ายสตรีของปัตตานี

5 เครื่องมือขับเคลื่อนสมาคม สร้างครอบครัว ชุมชนเข้มแข็ง

อ.สรินฎา กล่าวว่า สมาคมสตรีไทยมุสลิมปัตตานี มีเครื่องมือในการขับเคลื่อนซึ่งเป็นข้อตกลงในบรรดา 12 เครือข่ายสมาชิกไว้ว่าจะใช้เครื่องมือ 5 ชิ้นในการขบเคลื่อนงาน

เครื่องมือชิ้นที่ 1 คือ การศึกษาอัล-กุรอ่านหรือเรียกว่าฮาลาเกาะฮ์กุรอ่าน ทุกบ้านจะต้องมีฮาลาเกาะฮ์กุรอ่านในบ้านของบรรดาสมาชิก เพื่อต้องการให้เห็นคุณค่าของอัล-กุรอ่านและนำสิ่งเหล่านี้ไปใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อที่จะให้อัล-กุรอ่านเป็นตัวขัดเกลา นอกจากจะมีอัล-กุรอ่านแล้วยังมีฮาดิสที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตเพื่อเอามาคุยกันในบ้าน ทุกคนในเครือข่ายที่มีสมาชิกสามคมจะต้องมีฮาลาเกาะฮ์อัล-กุรอ่านในบ้าน รวมทั้งต้องไปดูแลคนข้างบ้าน คนรอบบ้านด้วย ก็จะเป็นฮาลาเกาะฮ์ในชุมชน

เครื่องมือชิ้นที่ 2 คือ การอบรม การบรรยายประจำเดือน เนื่องจากประเด็นไหนที่รู้สึกว่าทำฮาลาเกาะฮ์แล้วมันไม่ใช่ ไม่ได้ให้คำตอบ หรือไม่ตอบโจทก์ หรือเจอปัญหาของสตรี ปัญหาของครอบครัว สมาคมก็จะเอามาคุยว่าจะทำฐานในการอบรมของสมาคมอย่างไร หรือประเด็นอะไรบ้างที่จะบรรยายประจำเดือนให้พี่น้องได้เข้าใจ

เครื่องมือชิ้นที่ 3 คือ การสัมมนาก็จะเอาเครือข่ายของสมาคมสตรีมาสัมมนาสร้างความเป็นภาวะผู้นำให้สมาชิก นำเอาประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชนแล้วเอามาสัมมนากันเพื่อให้ทุกคนได้เห็นภาพ โดยที่ผ่านมาจะจัดสัมมนาปีละครั้ง หรือไม่เกิน 2 ครั้งต่อปี อยู่ที่ว่างานมีเยอะไหมแต่จำเป็นต้องมีการสัมมนาพบปะพี่น้อง โดยทางสมาคมจะเน้นความเป็นหนึ่งเดียวกันในการพัฒนาชุมชน

เครื่องมือชิ้นที่ 4 คือ การทำค่ายเด็ก ค่ายเยาวชน ทำอย่างไรให้เด็กๆ ที่เป็นลูกหลานของคนในชุมชนมาอยู่รวมกัน มาทำค่ายร่วมกันโดยใส่เนื้อหาอิสลามให้เด็ก โดยทางสมาคมจะจัดให้มีทุกปี ทุกชุมชนต้องจัดช่วงปิดเทอม พยายามส่งเสริมให้เด็กมีความกล้า สร้างรากฐานที่ดีให้กับเด็ก โดยจะดูแลเด็กในช่วง 6-12 ปี

เครื่องมือชิ้นสุดท้าย การทำทัศนะศึกษา วัตถุประสงค์คือให้สมาชิกของสมาคมได้รู้จักคำว่าผู้นำกับผู้ตาม และเขาจะรู้เลยว่าใครเป็นผู้นำได้ดีและผู้ตามได้ดี การสร้างแต่ผู้นำแต่ไม่มีผู้ตามที่ดีสังคมก็ไม่เกิด และทำให้รู้จักคนในค่ายมากขึ้น มีความรับผิดชอบร่วมกัน ซึ่งทำให้รู้ว่าต้องพัฒนาอะไรบ้าง นี่คือเครื่องมือ 5 ชิ้นของสมาคม