“เจ้าหาญ ยองห้วย” จะเปลี่ยนผ่านความขัดแย้งสู่สันติภาพต้องมีวิสัยทัศน์ร่วม

การประชุมวิชาการนานาชาติ “การเปลี่ยนผ่านทางการเมือง การไม่ใช้ความรุนแรง และการสื่อสาร ในการแปรเปลี่ยนความขัดแย้ง” Political Transition, Non-violence and Communication in Conflict Transformation (PNC 2017) เจ้าหาญชี้ข้อท้าทายการแก้ไขปัญหาเมียนมาร์ทุกกลุ่มจะต้องมีวิสัยทัศน์ร่วม ต้องสื่อสารให้มากที่สุดและจะต้องมีกรอบคิดใหม่ทั้งฝ่ายรัฐและกลุ่มติดอาวุธ ด้านเอมม่า เลสลี่ ย้ำคนๆ เดียวไม่สามารถสร้างสันติภาพได้ สันติภาพเป็นของทุกคน

24 มกราคม 2560 ที่คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี อาจารย์พิชิต แสงเรืองวัฒนา รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในฐานะประธานเปิดการประชุมกล่าวว่า ในนามของมหาวิทยาลัยขอขอบคุณองค์ปาฐกทั้งสองท่านคือ Harn  Yaenghwe และ Dr.Emma Leslie ที่มาร่วมแบ่งปันในวันนี้ ซึ่งมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์เองอยู่ในพื้นที่ความขัดแย้งและพยายามแก้ไขปัญหาและสนับสนุนกระบวนการสันติภาพโดยไม่ใช้ความรุนแรง ซึ่งการประชุมวิชาการนานาชาติก็เป็นแนวทางหนึ่งในการสนับสนุนการไม่ใช้ความรุนแรง อีกทั้งยังเป็นการตรวจสอบสถานการณ์ความเป็นจริง การหาแนวทางที่สร้างสรรค์ในการแก้ไขปัญหาที่ไม่ใช่เฉพาะในพื้นที่ชายแดนใต้แต่รวมถึงที่อื่นๆ ของโลกด้วย

Harn Yaenghwe ที่ที่รู้จักในนามเจ้าหาญ ยองห้วย แสดงปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ความท้าทายและบทเรียนการเปลี่ยนจากความขัดแย้งด้วยกำลังอาวุธไปสู่การไม่ใช้ความรุนแรง” โดยการเกริ่นนำถึงสถานการณ์ของประเทศเมียนมาร์ว่าจากสถานการณ์ความขัดแย้งในเมียนมาร์ตลอด 70 ปีที่ผ่านมาซึ่งยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ทำให้เมียนมาร์ล้าหลังโดยมีความเจริญเพียง 1 ใน 10 เท่านั้นเมื่อเทียบกับประเทศไทย

ในส่วนสถานการณ์ทางการเมืองเมียนมาร์มีชนกลุ่มน้อย 100 กว่ากลุ่มและมีชนกลุ่มน้อยที่มีอาณาจักรของตังเอง 7 กลุ่ม ซึ่งเมื่อเมียนมาร์ได้รับเอกราชในปี 1947 และมีการทำสนธิสัญญาปางโหลงในปี 1948 รัฐบาลทหารพม่าทำการยึดอำนาจทำให้เกิดเป็นอาณานิคมภายในที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งมาตลอด 50 ปีที่ผ่านมาที่ส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศตกต่ำตลอดมา ในขณะที่ในทางการเมืองเมียนมาร์มีพรรคการเมืองมากถึง 91 พรรคที่ทำให้การเมืองภายในเป็นเรื่องที่ยุ่งเหยิงเป็นอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม หลังการเลือกตั้งในปี 2008 รัฐบาลทหารของเมียนมาร์มีความพยายามที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อการพัฒนาประเทศสามประการคือ การจัดให้มีการเลือกตั้งขึ้น การปฏิรูปด้านเศรษฐกิจเพื่อกระตุ้นให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตขึ้น และการสร้างกระบวนการสันติภาพขึ้นในประเทศโดยตระหนักว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจจะไม่เกิดขึ้นหากไม่มีสันติภาพ

ข้อท้าทายเพื่อการเปลี่ยนแปลงในเมียนมาร์

ส่วนข้อท้าทายสู่การเปลี่ยนจากความขัดแย้งด้วยอาวุธไปสู่การไม่ใช้ความรุนแรงนั้น เจ้าหาญกล่าวว่า ประการแรกคือต้องมีการสื่อสารข้อมูล สร้างกระบวนการสื่อสารระหว่างกันให้มากที่สุดโดยเฉพาะในกระบวนการพูดคุย ต้องสร้างความเคลื่อนไหวจากสนามสงครามไปสู่สนามการเมือง การที่ชนกลุ่มน้อยติดอาวุธยอมเข้าร่วมเวทีกระบวนการเจรจาสันติภาพไม่ได้เป็นเรื่องง่าย เพราะพวกเขาซึ่งต่อสู้มาอย่างหนักหน่วงและยาวนาน เกิดความสูญเสียมากมาย แน่นอนพวกเขาคงไม่ใช่จะออกจากสนามรบหรือวางอาวุธได้อย่างง่ายตราบใดที่ยังไม่สามารถเอาชนะหรือได้รับอิสรภาพ การอธิบายให้แก่กลุ่มติดอาวุธให้มาร่วมเจรจาสันติภาพเป็นสิ่งสำคัญ มิเช่นนั้นพวกเขาจะเข้าใจว่า การเข้าสู่กระบวนการเจรจาสันติภาพหมายถึง การวางอาวุธหรือการยอมแพ้ 

เจ้าหาญกล่าวด้วยว่าจำเป็นที่จะต้องจัดกรอบคิดใหม่ของเป้าหมายการต่อสู้ เดิมกองกำลังติดอาวุธจะไม่ยอมรับแนวทางการวางอาวุธเมื่อมาเจรจา เพราะการหยุดใช้อาวุธหมายถึงการยอมแพ้ แต่สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือการใช้แนวทางทางการเมือง การเจรจา การมาพูดคุยกันที่โต๊ะโดยยังไม่ต้องวางอาวุธ ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของฝ่ายกองกำลังติดอาวุธที่จะไม่วางอาวุธจนกว่าจะได้รับคำตอบทางการเมือง อุปสรรคอีกประการหนึ่งของกระบวนการเจรจาสันติภาพคือ กระบวนการพูดคุยสันติภาพจะไม่ประสบความสำเร็จหากคู่เจรจาสันติภาพไม่ยอมอ่อนข้อต่อจุดยืนของตนเอง ชนกลุ่มน้อยทุกกลุ่มต่างมีจุดยืนเพื่ออิสรภาพและขับไล่ทหารเมียนมาร์  แต่ปัญหาคือกลุ่มติดอาวุธส่วนใหญ่ไม่มีกำลังเพียงพอที่จะสู้รบหรือผลักกองกำลังทหารของเมียนมาร์ได้

กรอบคิดใหม่ที่เกิดขึ้นคือ ความต้องการของชนกลุ่มน้อยต่างๆ ต่างต้องการให้ประเทศเมียนมาร์ปกครองในรูปแบบสมาพันธรัฐ ซึ่งจะทำให้รัฐต่างๆ มีโอกาสในการปกครองตัวเองและพัฒนาประเทศไปด้วยกัน สิ่งเหล่านี้จำเป็นต้องทำความเข้าใจกับประชาชน และประชาชนต้องยอมรับว่า นี่คือวิธีที่ดีที่สุด ซึ่งก็เป็นเรื่องไม่ง่ายเช่นกัน

ในขณะเดียวกัน รัฐบาลเมียนมาร์เองไม่รู้ถึงความต้องการอันแท้จริงของชนกลุ่มน้อยจึงไม่สามารถตอบสนองความต้องการของชนกลุ่มน้อยได้ ดังนั้นก็ต้องรวบรวมเสียงของประชาชนและส่งเสียงให้รัฐบาลรู้ โดยต้องเริ่มต้นด้วยการคิดบวก กลุ่มติดอาวุธอาจจะทำงานโดยไม่ต้องรอรัฐบาล ต้องสื่อสารกับประชาชนของตนเองให้เข้าใจเพราะหากเกิดความสับสนก็จะถูกกล่าวหาว่าทำงานกับรัฐบาล ทำงานกับศัตรู

เจ้าหาญกล่าวอีกว่า ความยากของกระบวนการเจรจาสันติภาพในเมียนมาร์ อีกประการคือ ชนกลุ่มน้อยในเมียนมาร์มีหลายกลุ่ม ซึ่งต่างก็มีความต้องการที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้นความขัดแย้งใหญ่คือ วิสัยทัศน์ที่ต่างกัน ดังนั้นเป้าหมายสำคัญของการพูดคุยในอนาคตคือ การมีวิสัยทัศน์ร่วมของประเทศซึ่งจะต้องคุยกันจนกว่าจะได้มา

ต้องมียุทธศาสตร์สื่อสารสร้างความเข้าใจภายใน

เจ้าหาญ ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนระหว่างกาให้สัมภาษณ์ด้วยว่า รู้สึกดีใจที่ได้มาปัตตานีในครั้งนี้ ดีใจที่ได้มาสังเกตการณ์สถานการณ์ที่เกิดขึ้นที่ปัตตานี และยินดีถ้าจะให้มาช่วยแก้ปัญหาที่นี่ เพราะที่ผ่านมาก็ติดตามสถานการณ์ในพื้นที่นี้อยู่บ้าง เพราะสถานการณ์ในพม่าก็มีความสับสนมากอยู่แล้ว

ส่วนคำถามที่ว่า เขามีวิธีการอย่างไรในคลี่คลายปัญหาความตึงเครียดภายในพวกเดียวกันเอง เจ้าหาญกล่าวว่า เนื่องจากในแต่ละกลุ่มมีคนของตัวเองจำนวนมาก จึงต้องมีการทำความเข้าใจกันอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะคนที่ไปเจรจากับฝ่ายตรงข้ามจะเข้าใจว่าฝ่ายตรงข้ามเป็นอย่างไร แต่คนที่ไม่ได้ไปร่วมเจรจาด้วยก็จะไม่รู้ จึงเกิดความหวาดระแวงและไม่ไว้ใจ ดังนั้นถ้าคนที่ไปเจรจาไม่กลับมาทำความเข้าใจกับคนที่อยู่ข้างหลังด้วยก็จะทำให้เกิดความไม่เข้าใจและแตกแยกกันได้

“ต้องมีการพูดคุยกันภายในให้มากขึ้น ต้องมียุทธศาสตร์ในการประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจ หรือยุทธศาสตร์ในการสื่อสารกับมวลชนเพื่อให้คนเข้าใจ” เจ้าหาญ กล่าว

ปัญหาโรงฮิงญาแก้ได้โดยไม่ต้องฆ่า

เจ้าหาญ กล่าวถึงการแก้ปัญหาชาวมุสลิมโรฮิงยาด้วยว่า ตนเห็นว่าทหารไม่ควรใช้วิธีการฆ่า แต่ต้องไปดูว่าสถานการณ์เกิดขึ้นเพราะอะไร ซึ่งที่ผ่านมา 50 ปี ตนเห็นว่าปัญหาเกิดจากความไม่ใส่ใจของรัฐบาลต่อชาวโรฮิงญา ทำให้เกิดการต่อต้านรัฐบาล และจริงๆแล้ว 70-80% ของคนโรฮิงญาเป็นคนชาติพม่าที่รัฐบาลต้องยอมรับ มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่เป็นคนลักลอบเข้ามา

เจ้าหาญ กล่าวว่า ตนเชื่อว่าปัญหาโรฮิงยาสามารถแก้ได้ โดยไม่ต้องใช้ความรุนแรง ส่วนกรณีที่ OIC (องค์การความร่วมมืออิสลาม) ได้ประชุมกันเพื่อแก้ปัญหานี้เชื่อว่าไม่สามารถแก้ได้ แต่ก็มีส่วนที่จะผลักดันให้รัฐบาลใช้วิธีการอื่นในการแก้ปัญหาชาวโรฮิงญาแทนการฆ่าได้

ภาวะผู้นำ การมีวินัยในกองทัพและสันติภาพที่เป็นของทุกคน

Dr. Emma Leslie ผู้อำนวยการ ศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง (Centre for Peace & Conflict Studies) ประเทศกัมพูชา ซึ่งเคยเป็นผู้หญิง 1 ใน 1,000 คนที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 2005 แสดงปาฐกถาห้วข้อ “ภาวะผู้นำ เจตนารมณ์ทางดารเมือง และ EQ – ความรู้ของกลุ่มติดอาวุธในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

ดร.เอมม่า กล่าวว่า หัวหน้าโต๊ะเจรจาของกลุ่ม MILF เคยแลกเปลี่ยนต่อกลุ่ม KNU ในสิ่งที่น่าสนใจใน 3 ประเด็นด้วยกัน ประเด็นแรก คือ บางครั้งเวลาที่คิดว่าพร้อมแล้วขอให้คิดไปว่าเรายังไม่พร้อมแน่นอน ให้เตรียมความพร้อมเพิ่มอีกหน่อย สิ่งที่สำคัญคือการจะพูดคุยกับฝ่ายตรงข้ามจะต้องศึกษาเรียนรู้และฝึกอบรมให้เข้าใจ และจิตใจจะต้องเตรียมพร้อมว่าจะต้องเจอกับอะไร

ประเด็นที่สอง คือ จะต้องสร้างวินัยของกองทัพให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะยิ่งเมื่อได้ลงนามในข้อตกลงแล้วจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรักษาวินัยภายในกองทัพ โดยเฉพาะผู้นำจะต้องดูแลลูกน้องให้ดี ที่สำคัญคือ เวลาลงนามแล้วจะต้องมั่นใจว่าประชาชนจะเอาด้วยกับเรา

ประเด็นที่สาม คือ การเจรจากับฝ่ายตรงข้ามถือว่ายากแล้ว แต่การเจรจากับกองกำลังของตัวเองถือว่ายากกว่าอีก ซึ่งหลังจากนั้น KNU เองก็รับแนวคิดนี้มาใช้ โดยพยายามสร้างความเป็นหนึ่งเดียวให้เกิดขึ้นในกองทัพของตนและไม่มีแนวคิดว่าการพูดคุยจะเป็นพิษเป็นภัยแต่อย่างใด

ดร.เอมม่า ยังได้พูดถึงกระบวนการสันติภาพในเมียนมาร์และฟิลิปปินส์ โดยสรุปว่า กระบวนการสันติภาพหรือการพูดคุยสันติภาพไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง ไม่ใช่คนๆ เดียวที่จะสร้างสันติภาพแต่เป็นทุกๆ คนที่มีความสำคัญต่อกระบวนการนี้

 
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
 
PNC2017“ถึงเวลาเปลี่ยนผ่านความขัดแย้งด้วยการเมือง” ระดมงานวิชาการจากทั่วโลกสะท้อนปัญหาปาตานี
 

PNC2017: ทูต10ปท.ร่วมเวทีเปลี่ยนผ่านความขัดแย้งพรุ่งนี้ เปิด9ช่องชมสดทางออนไลน์-วิทยุ