“บาตูฆอ กรงปินัง”ธรรมชาติมหัศจรรย์ สิ่งสวยงามที่อาจหายไป "ช.ช.ต."จะช่วยได้อย่างไร

บ้านบาตูฆอ อ.กรงปินัง จ.ยะลา เพชรเม็ดงามกลางหุบเขา ธรรมชาติสวยงามที่อาจจะหายไป ถ้ำ น้ำตก ธารน้ำและสัตว์ป่า ปราการตามธรรมชาติ หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คน งานพัฒนาชุมชนภายใต้โครงการสนับสนุนชุมชนท้องถิ่นเพื่อฟื้นฟูชายแดนใต้ (ช.ช.ต.) ของสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา หรือ LDI จะมีส่วนช่วยได้อย่างไร

บ้านบาตูฆอกับโครงการ ช.ช.ต.

บ้านบาตูฆอ หมู่ที่ 4 ต.ห้วยกระทิง อ.กรงปินัง จ.ยะลา คือหนึ่งในชุมชนเป้าหมายที่สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา หรือ LDI ดำเนินกิจกรรมภายใต้“ทุนสนับสนุนการพัฒนาชุมชน”โดยใช้กระบวนการการพัฒนาที่ขับเคลื่อนโดยชุมชนเป็นหลัก (Community Driven Development : CDD) ในโครงการสนับสนุนชุมชนท้องถิ่นเพื่อฟื้นฟูชายแดนใต้ (ช.ช.ต.)

ที่นี่มีสิ่งดีๆหลายอย่างที่อาจจะหายไปได้ในอนาคต จึงทำให้คณะทำงานโครงการระดับชุมชนของหมู่บ้านนี้ต้องเข้าอบรมการเขียนรายงานการดำเนินโครงการ ส่วนหนึ่งก็เพื่อการสื่อสารอย่างง่ายๆให้คนนอกได้รับรู้และเข้าใจ

การอบรมครั้งนี้มีขึ้นระหว่างวันที่ 7-8 มกราคม 2560 ที่คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ซึ่ง LDI จัดอบรมให้คณะทำงานชุมชน (Village Implementing Committee: VIC) และคณะทำงานระดับตำบล (Tumbol Implementing Committee: TIC) กว่า 50 คนจาก 6 ตำบลใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

การอบรมครั้งนี้เป็นหนึ่งในหลายๆกิจกรรมของ ช.ช.ต. ที่ LDI ดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2552 วันนี้เรามาถามหนึ่งในคณะทำงานชุมชนของบ้านบาตูฆอว่า เขาได้อะไรจากการอบรมครั้งนี้ และทักษะที่ได้จะเอาไปทำอย่างไร แล้วในชุมชนเขามีดีอะไร ทำไมจึงอยากนำเสนอนัก

มะยูโซะ ซาและ บ้านบาตูฆอ ห้วยกรงทิง

นายมะยูโซะ ซาและ เลขานุการคณะกรรมการบริหารศูนย์การศึกษาศาสนาอิสลามประจำมัสยิด(ตาดีกา) ดารุลนาอีม บ้านบาตูฆอ เข้าร่วมอบรมครั้งนี้เพราะมีปัญหาเรื่องการเขียน ทั้งที่ตัวเองต้องการนำเสนอข้อมูลหรือเรื่องราวดีๆในหมู่บ้านให้คนนอกได้อ่าน “ก่อนที่สิ่งดีๆเหล่านั้นจะหายไป?”

เขาเป็นคนหนึ่งที่เสนอขอให้ LDI จัดอบรมรูปแบบการเขียนรายงานเพื่อสื่อสารออกมาให้คนได้อ่าน เพราะต้องการนำข้อมูลดีๆในพื้นที่มานำเสนอให้ได้

มะยูโซะเข้าร่วมโครงการ ช.ช.ต.ในฐานะผู้ดูแลงานด้านบัญชีของร้านค้าชุมชนและสหกรณ์อิสลามอันนาอีม (ร่วมใจสู่สันติ) ซึ่งก็เป็นงานที่ ช.ช.ต.สนับสนุนในระดับชุมชน เขายังเป็นแกนนำหลักในดำเนินโครงการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ต.ห้วยกระทิง ที่ ช.ช.ต.สนับสนุนในงานระดับตำบลมาตั้งแต่ปี 2557 ด้วยเช่นกัน

ธรรมชาติสวยงาม สิ่งดีที่อาจจะหายไป

แล้วสิ่งดีๆที่เขาบอกว่าจะหายไปนั้นมันคืออะไร มะยูโซะบอกว่า มันคือระบบนิเวศตามธรรมชาติที่สวยงามและอุดมสมบูรณ์ของหมู่บ้านบาตูฆอนั่นเอง

หมู่บ้านนี้ มีสภาพแวดล้อมที่เป็นภูเขาหินปูนสลับซับซ้อน โดยมีก้อนหินขนาดใหญ่ 2 ก้อนมาพิงกัน ภาษามลายูเรียกว่า “บาตู บือลากอ” หมายถึง ภูเขาชนกัน ซึ่งเป็นที่มาของชื่อหมู่บ้าน ซึ่งเพี้ยนเป็น บาตูฆอ และหินทั้ง 2 ก้อนนี้ก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของหมู่บ้าน

ที่นี่ยังถ้ำบาตูฆอ ซึ่งทางองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)ห้วยกระทิงกำลังจะทำเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ “นี่คือเรื่องที่ผมอยากเขียนมาก เพราะก่อนหน้านี้มีนักลงทุนขอสัมปทานทำเหมืองแร่หินปูนในบริเวณนี้แล้ว”

มะยูโซะและชาวบ้านคัดค้านโครงการนี้เพราะต้องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศในหมู่บ้านไว้

“ที่สำคัญคือไม่ต้องการกระทบจากการทำเหมืองหินและโรงโม่หิน เพราะมีชาวบ้านประมาณ 10 รายที่ย้ายหนีผลกระทบจากโรงโม่หินที่ ต.ลิดล อ.เมืองยะลา มาอาศัยอยู่ที่นี่ จึงรู้ดีว่าผลกระทบจากเหมืองหินเป็นอย่างไร”

ขณะเดียวกันเขาเห็นว่า ข้อมูลที่นายทุนใช้ยื่นขอสัมปทานมีความคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงที่ชาวบ้านพบเจออยู่หลายประการ เพราะในพื้นที่ขอสัมปทานราว 140 กว่าไร่มีทั้งทางสาธารณะ มีลำธารและอยู่ใกล้บ้านชาวบ้าน

ถ้ำ น้ำตก ธารน้ำและสัตว์ป่า

เขายังแสดงผลการสำรวจเบื้องต้นของ ดร.พิพัฒน์ สร้อยสุข จากพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา 50 พรรษา สยามบรมราชกุมารี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เกี่ยวกับจำนวนสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังในถ้ำ 3 แห่งในตำบลห้วยกระทิง เมื่อเดือนกันยายน 2559 ได้แก่ถ้ำบาตูฆอ ถ้าน้ำลอด ถ้ำมัสยิดและพื้นที่รอบๆ และการสัมภาษณ์คนในพื้นที่พบว่า มีสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังรวม 25 ชนิด

โดยพบสัตว์ชนิดต่างๆ ที่น่าสนใจเช่น ค้างคาว 9 ชนิด ลิงลมหรือนางอาย เลียงผา นกอีก 3 ชนิด ที่สำคัญคือ“เต่าจักร” ซึ่งในบันทึกระบุคำว่า Endangered หมายถึงมีสถานภาพใกล้สูญพันธ์ ส่วนนางอายกับเลียงผาอยู่ในสถานภาพ Vulnerable หรือถูกคุกคาม ส่วนสิ่งอื่นที่พบที่น่าสนใจ คือ ซากฟันกรามช้างโบราณอายุประมาณ 100 ปี

ปราการตามธรรมชาติ หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คน

มะยูโซะเล่าถึงความสำคัญของระบบนิเวศในบริเวณบ้านบาตูฆอ โดยเฉพาะถ้ำบาตูฆอก็คือ มีลำธารไหลเข้าถ้ำ และยังมีน้ำตกด้วย

 “สภาพธรรมชาติที่สวยงามของที่นี่ สามารถป้องกันน้ำป่าไหลหลากได้อย่างดี แต่ถ้ามีการระเบิดภูเขาหินปูนแห่งนี้ออกไปแล้วก็จะไม่มีสถานที่ซับน้ำหลากได้ ความเสียหายก็จะมีมากขึ้น แต่พอถึงหน้าแล้งก็จะแล้งมากเพราะไม่มีพื้นที่อุ้มน้ำไว้”

เขายกตัวอย่างภัยแล้งในช่วงช่วงต้นปี 2559 ที่ผ่านมาที่เกิดภัยแล้งอย่างรุนแรง แต่ปรากฏว่าที่นี่น้ำไม่แห้งเลย เรียกได้ว่าเป็นปราการตามธรรมชาติที่น่ามหัศจรรย์แห่งในจังหวัดชายแดนภาคใต้

มะยูโซะ บอกด้วยว่า แผนการพัฒนาเป็นแหล่งของ อบต.นั้นขณะนี้ได้เสนอไปยังจังหวัดแล้ว และทางจังหวัดก็รับเรื่องและแจ้งว่าจะสนับสนุนงบประมาณให้ถือ 8 ล้านบาท ส่วนเรื่องสัมปทานเหมืองหินนั้น ทางอบต.บอกว่าให้เป็นมติของชาวบ้านในพื้นที่ซึ่งมีอยู่ประมาณ 110 ครัวเรือน ว่าจะเอาหรือไม่เท่านั้นเอง

ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่มะยูโซะอยากสื่อสารออกมาให้สังคมได้รับรู้ผ่านการอบรมครั้งนี้ นอกเหนือจากการพัฒนาศักยภาพด้านอื่นๆของโครงการ ช.ช.ต.

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

สัมภาษณ์พิเศษ เลขาธิการ LDI “จะหนุนงานสันติภาพเดินคู่กับงานพัฒนาชายแดนใต้ต่อไป”