"พล.ต.สิทธิ ตระกูลวงศ์" ฉายภาพการพูดคุยสันติสุขปี 59 และอนาคตสันติภาพชายแดนใต้

สัมภาษณ์พิเศษ พล.ต.สิทธิ ตระกูลวงศ์ เลขานุการคณะพูดคุยสันติสุขฉายภาพกระบวนการพูดคุยปี 2559 เผยทั้งสองฝ่ายมีจุดร่วมเรื่องพื้นที่ปลอดภัยและจะเป็นเครื่องมือทดสอบความไว้วางใจต่อกัน ปีหน้าคาดหวังประชาชนมีส่วนร่วมติดตามตรวจสอบ ถ้ามีปัญหาต้องประเมิน แต่ไม่เลิกคุย ถ้าสำเร็จการแก้ปัญหารากเหง้าและความไม่เป็นธรรมต่างๆในอดีตจะตามมา

ตลอดปี 2559 ที่ผ่านมา กระบวนการสันติภาพปาตานี หรือการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ถือว่ามีความต่อเนื่องพอสมควร โดยสรุปคือ มีการพูดคุยระหว่างคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขฯกับกลุ่มมาราปาตานีรวม 3 ครั้ง มีการประชุมคณะทำงานทางเทคนิคร่วม ซึ่งเป็นคณะทำงานชุดเล็กรวม 6 ครั้ง และมีการประสานการปฏิบัติระหว่างกันผ่านทางผู้อำนวยความสะดวก (ฝ่ายมาเลเซีย) รวม 2 ครั้ง

พล.ต.สิทธิ ตระกูลวงศ์ เลขานุการคณะพูดคุยเพื่อสันติสุข (ขวา)

แต่การพูดคุยในภาพรวมมีความก้าวหน้าอย่างไร ทิศทางจะไปทางไหนและจะส่งผลต่อสถานการณ์ในพื้นที่อย่างไร พล.ต.สิทธิ ตระกูลวงศ์ เลขานุการคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษเพื่ออธิบายเรื่องนี้

ยิ่งไปกว่านั้น พล.ต.สิทธิ มีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการ ศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 5 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (ศปป.5 กอ.รมน.) ยังเป็นเลขานุการคณะกรรมการอำนวยการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ (สล.2) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการอำนวยการพูดคุยเพื่อสันติสุขฯด้วย จึงสามารถฉายภาพรวมของกระบวนการพูดคุยได้อย่างลึกซึ้ง ดังนี้

.....................

เริ่มจากวางกรอบกติกาการพูดคุย

“กระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในรอบปี 2559 ที่ผ่านมาเป็นการคงความต่อเนื่องที่มีมาตั้งแต่ปี 2558 ซึ่งในปี่นี้เริ่มด้วยเรื่องการพูดคุยเรื่องกรอบกติกาของการพูดคุย หรือที่เรียกว่า TOR (Term of Reference) ซึ่งฝ่ายไทยเรียกอย่างเป็นทางการว่า บันทึกข้อตกลงด้านธุรการของการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้

เป็นการวางกรอบกติกาการพูดคุย เช่น ใครเป็นหัวหน้าคณะการพูดคุยของทั้งสองฝ่าย ในคณะพูดคุยมีกี่คน จะพูดคุยกันที่ไหนบ้าง รวมทั้งหน้าที่ของปาร์ตี้เอ, ปาร์ตี้บี และผู้อำนวยความสะดวกในการพูดคุยว่ามีอะไรบ้าง รวมทั้งในการพูดคุยนี้มีการใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่าอย่างไรบ้าง

ในการวางกรอบกติกาการพูดคุยนั้นทั้งสองฝ่ายได้ตั้งคณะทำงานเทคนิคร่วมของทั้งสองฝ่ายขึ้นมา ซึ่งเป็นคณะทำงานชุดเล็กภายใต้การพูดคุยเพื่อสันติสุขฯ โดยดึงคนจากทั้งสองฝ่ายมาเป็นคณะทำงานเทคนิคร่วม เพื่อมายกร่างกรอบกติกาการพูดคุยหรือ TOR แล้วเสนอให้คณะพูดคุยชุดใหญ่ของแต่ละฝ่ายให้ความเห็นชอบ

คณะเทคนิคร่วมนี้มีทั้งคนของฝ่ายเอ ประกอบด้วยผู้แทนของหน่วยงานรัฐ กระทรวงต่างๆที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงต่างประเทศ โดยมีผมเป็นเลขานุการคณะทำงานเทคนิคร่วมจากฝ่ายไทย

ส่วนคณะทำงานเทคนิคร่วมจากฝ่ายบีนั้นมีหลายคนที่อยู่ในคณะพูดคุยชุดใหญ่บนโต๊ะพูดคุยสันติสุขด้วยจึงทำให้ไม่มีปัญหามากนักเมื่อต้องเสนอให้คณะพูดคุยชุดใหญ่ของมาราปาตานีให้ความเห็นชอบร่าง TOR”

ร่าง TOR ไม่รับทันที เพราะต้องให้กลไกทั้ง 3 ระดับพิจารณา

“ตอนแรกๆ ที่มีข่าวว่าฝ่ายไทยไม่รับร่าง TOR นั้นไม่ใช่ไม่รับ แต่เนื่องจากฝ่ายไทยนั้นมีผมคนเดียวที่อยู่ในคณะทำงานเทคนิคร่วมชุดนี้ที่อยู่บนโต๊ะพูดคุยชุดใหญ่ด้วย ซึ่งร่าง TOR ที่คณะเทคนิคร่วมเห็นชอบแล้วก็ต้องนำเสนอให้คณะฝ่ายไทยทั้ง 3 ระดับได้ดูด้วย

ซึ่งทั้ง 3 ระดับดังกล่าวก็คือ คณะกรรมการอำนวยการพูดคุยเพื่อสันติสุขฯที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และยังต้องเสนอให้คณะพูดคุยเพื่อสันติสุขฯที่มี พล.อ.อักษรา เกิดผล เป็นหัวหน้าคณะ รวมทั้งต้องให้คณะประสานงานการพูดคุยระดับพื้นที่ที่มีผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้าเป็นหัวหน้าคณะได้ดูด้วยเช่นกัน”

เมื่อจบเรื่อง TOR ก็คุยประเด็นอื่นต่อไป

“เมื่อเสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในฐานประธานคณะกรรมการอำนวยการพูดคุยเพื่อสันติสุขฯได้ดูแล้วท่านก็ปรับให้เหมาะสม โดยตัดข้อความที่ไม่เกี่ยวข้องกับกติกาการพูดคุยจริงๆออกไป ไม่อย่างนั้นจะมีปัญหาทีหลังได้

สุดท้ายเมื่อฝ่ายไทยมีการปรับแก้ไขข้อความเสร็จแล้วก็ส่งให้ผู้อำนวยความสะดวกเพื่อเอาไปให้ฝ่ายบีพิจารณาอีกครั้งซึ่งฝ่ายบีก็รับร่างชุดนี้ ในที่สุดเมื่อโต๊ะพูดคุยก็ให้ความเห็นชอบแล้ว ก็คุยประเด็นอื่นต่อไป”

ทั้งสองฝ่ายมีจุดร่วมเรื่องพื้นที่ปลอดภัย

“ประเด็นต่อมาที่มีการพูดคุยในคณะพูดคุยชุดใหญ่ก็คือ เรื่องพื้นที่ปลอดภัย ซึ่งทั้งสองฝ่ายก็เห็นชอบที่จะมีการพูดคุยกันในเรื่องนี้ จึงมีการตั้งคณะทำงานร่วมชุดเล็กขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

การตั้งคณะทำงานชุดนี้ก็มีทั้งตัวแทนจากฝ่ายเอและฝ่ายบีเช่นเดียวกัน เนื่องจากแต่ละฝ่ายก็มีกรอบแนวความคิดเรื่องพื้นที่ปลอดภัยที่แตกต่างกัน แต่ทั้งสองฝ่ายก็มีจุดร่วมอย่างหนึ่งคือต้องการให้ประชาชนได้รับความปลอดภัย

เนื่องจากคำว่าพื้นที่ปลอดภัยมีการให้ความหมายที่แตกต่างหลากหลายกันอยู่ คณะทำงานร่วมชุดนี้จึงได้ร่วมกำหนดเป็นกรอบแนวคิดขึ้นมา หรือ Frame Work เพื่อเสนอให้คณะชุดใหญ่ของแต่ละฝ่ายเห็นชอบอีกครั้ง เริ่มจากการให้คำนิยามคำว่าพื้นที่ปลอดภัย ขอบเขต กลไก ระยะเวลาดำเนินการ เพื่อให้เข้าใจตรงกันก่อน”

จะเป็นเครื่องมือทดสอบความไว้วางใจ

“เมื่อคณะพูดคุยชุดใหญ่ทั้งสองฝ่ายให้ความเห็นชอบเรื่องพื้นที่ปลอดภัยแล้ว พื้นที่ปลอดภัยก็จะเป็นเครื่องมือในการทดสอบความไว้วางใจกันว่า ทั้งสองฝ่ายให้ความร่วมมือมากน้อยแค่ไหน

ขณะยังอยู่ระหว่างการจัดทำ Frame Work ดังกล่าว เมื่อร่างเสร็จแล้วทางผู้อำนวยความสะดวกก็จะนำเสนอให้คณะพูดคุยชุดใหญ่ของแต่ละฝ่ายพิจารณาว่าดีหรือไม่ดีอย่างไร มีอะไรต้องปรับแก้ไข ซึ่งคาดว่าหลังปีใหม่นี้ก็จะร่างเสร็จและทั้งสองฝ่ายให้ความเห็นชอบได้”

เนื่องการพูดคุยในขั้นต้นที่ผ่านมานั้น ทั้งสองฝ่ายยังมีความหวดระแวงต่อกันอยู่ เมื่อมีการพูดคุยกันไประยะหนึ่งแล้ว ทั้งสองฝ่ายก็มีความใกล้ชิดกัน ช่องว่างของความไม่ไว้วางใจกันก็แคบลง ทำให้แต่คนฝ่ายก็เริ่มรู้ถึงปัญหาและข้อจำกันของทั้งสองมากขึ้น ซึ่งก็นำไปสู่การไม่บีบคั้นหรือกดดันต่อกัน เพราะฉะนั้นเรื่องพื้นที่ปลอดภัยก็จะเป็นเครื่องมือพิสูจน์ความไว้วางใจ”

หากทั้งสองฝ่ายสามารถตั้งพื้นที่ปลอดภัยได้คนที่ได้ประโยชน์ก็คือประชาชนคนในพื้นที่ โดยในการทำเรื่องพื้นที่ปลอดภัยนั้นเราจะให้ภาคประชาชนและภาคประชาสังคมเข้ามาเป็นกลไกสำคัญในการเสนอว่าต้องการพื้นที่ปลอดภัยแบบไหน ในรูปแบบของคณะกรรมการร่วมที่มีทั้งฝ่ายเอ ฝ่ายบี ฝ่ายภาคประชาสังคมและภาคประชาชน”

มาราปาตานีมีอิทธิพลทางความคิด

“ส่วนที่บอกว่ากลุ่มมาราปาตานีเป็นตัวจริงหรือไม่ ถ้าไม่ใช่ตัวจริงแล้วจะทำให้เรื่องพื้นที่ปลอดภัยเป็นจริงขึ้นมาได้อย่างไรนั้น หากย้อนกับไปตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมาฝ่ายรัฐได้เรียนรู้มาว่าขบวนการบีอาร์เอ็นคือกลุ่มที่เคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่ ซึ่งผู้ที่เป็นต้นตำหรับในการศึกษาเรื่องนี้คือ พล.อ.สำเร็จ ศรีหร่าย

ขบวนการบีอาร์เอ็นมีสภาองค์กรนำ มีฝ่ายทหาร ฝ่ายมวลชนจัดตั้ง และฝ่ายต่างๆอีกมาก แต่ก็แต่ละฝ่ายก็ไม่สามารถสั่งการฝ่ายทหารได้เพราะเป็นคนละพวกกัน

ส่วนในมาราปาตานีก็มีนายมะสุกรี ฮารี ซึ่งก็เป็นตัวจริงของขบวนการบีอาร์เอ็น แม้ว่าไม่มีอิทธิพลต่อการสั่งการฝ่ายทหารได้ แต่ก็มีอิทธิพลทางความคิดที่จะโน้มน้าวฝ่ายทหารได้

ในช่วงที่ผ่านมา มีคนใหม่ๆจากบีอาร์เอ็นเข้ามามีส่วนร่วมกับมาราปาตานีมากขึ้น แต่ยังไม่อยากเปิดตัวเพราะเกรงจะไม่ปลอดภัย”

คาดหวังประชาชนร่วมติดตามตรวจสอบพื้นที่ปลอดภัย

“ส่วนข้อกังวลอีกอย่างว่าฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐเองที่อาจปฏิบัติการที่ส่งผลต่อพื้นที่ปลอดภัยนั้น เชื่อว่าเจ้าหน้าที่รัฐเข้าใจตรงกันแล้ว ถ้ามองจากการให้สัมภาษณ์ของเจ้าหน้าที่เองหลายๆครั้งที่พูดไปในทางเดียวกันแล้วว่า การพูดคุยเป็นหนทางเดียวที่จะสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นในพื้นที่ได้

เพราะฉะนั้นช่วงนี้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่นำไปสู่การพัฒนาที่ดีขึ้น ขณะที่นโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2560-2562 ที่จัดทำโดยสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ก็เป็นการยืนยันว่าการพูดคุยนั้นเป็นวาระแห่งชาติ”

ในปีหน้าคาดหวังว่า ในเรื่องการพูดคุยเพื่อสันติสุขนั้นจะเห็นเรื่องพื้นที่ปลอดภัยเกิดขึ้น แต่ถามว่าในเขตพื้นที่ปลอดภัยนั้นจะปลอดจากเหตุรุนแรง 100% หรือไม่ก็คงไม่ แต่เมื่อมีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นแล้วก็ต้องมีการพิสูจน์ว่าใครเป็นคนทำ ซึ่งในส่วนนี้ทางภาคประชาชนและภาคประชาสังคมจะมาช่วยกันติดตามตรวจสอบด้วย”

ถ้ามีปัญหาทั้งสองฝ่ายต้องประเมิน แต่ไม่เลิกคุย

“แต่ถ้าในเขตพื้นที่ปลอดภัยมีเหตุรุนแรงเกิดขึ้น 3 ครั้งโดยไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าใครทำ เขตพื้นที่ปลอดภัยนั้นก็จะยกเลิกทันที

เมื่อยกเลิกแล้วทั้งสองฝ่ายคือทางคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขฯและฝ่ายมาราปาตานีก็ต้องมาร่วมกันประเมินผลว่าทำไมจึงมีเหตุรุนแรงเกิดขึ้น มีปัญหาและอุปสรรคอะไร มีข้อดีข้อเสียอะไร แต่ไม่ใช่ว่าเมื่อยกเลิกแล้วก็เลิกทำหรือเลิกคุยไปเลย แต่จะมาดูว่าจะต้องป้องกันและแก้ปัญหาอย่างไรต่อไป”

ถ้าสำเร็จการแก้ปัญหารากเหง้าและความไม่เป็นธรรมจะตามมา

“แต่ถ้าการทำเรื่องพื้นที่ปลอดภัยประสบความสำเร็จ การดำเนินการตามโรดแมปในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่นายกรัฐมนตรีวางไว้ก็จะตามมา หมายถึงว่าการแก้ปัญหาสิ่งที่เป็นรากเหง้าของปัญหาต่างๆในพื้นที่จะถูกนำมาพูดคุยต่อไป

ปัญหารากเหง้าต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นไปตาม 6 ข้อเสนอของขบวนการบีอาร์เอ็นที่เคยเสนอมาแล้ว หรือเรื่องที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมต่างๆในอดีต หรืออะไรก็แล้วแต่ก็จะถูกนำมาแก้ไขทั้งหมดผ่านกระบวนการพูดคุย”

ขอประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพูดคุย

“ส่วนประเด็นการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อกระบวนการพูดคุยนั้น จะมีตัวแทนของภาคประชาชนและภาคประชาสังคมในพื้นที่เข้ามาร่วม รวมทั้งกลุ่มคนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมด้วย

แต่อย่างไรก็ตาม ภาคประชาชนเองก็ต้องมีความเข้มแข็ง มีความเข้าใจ และต้องช่วยกันสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพูดคุย ไม่โจมตีกันไปมาระหว่างประชาชนกันเอง หรือระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่รัฐ เจ้าหน้าที่รัฐก็ต้องเข้าใจตรงนี้ด้วย”

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

“มารา ปาตานี” กับกลยุทธ์การสื่อสารกับสื่อมวลชนในรอบปี 2559