ประชาสังคมนำญาติเยี่ยม “นักโทษคดีความมั่นคง” ในเรือนจำบางขวาง

dsj's picture

โครงการ “สานสายใยจากครอบครัวสู่ผู้ต้องขังในเรือนจำนอกพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้” ครั้งนี้เป็นปีที่สองที่ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนใต้ ร่วมกับกรมราชทัณฑ์ อำนวยความสะดวกครอบครัวผู้ต้องขังคดีความมั่นคงได้เข้าเยี่ยมผู้ต้องขังในเรือนจำอย่างใกล้ชิด

ตลอดทั้งวันของวันที่ 1 กรกฎาคม 2556  ตั้งแต่ 09.00 – 15.00 น. ซึ่งมีสมาชิกครอบครัวของผู้ต้องขังจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา เข้าร่วมโครงการนี้ 220 คน ซึ่งเดินทางออกจากพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน และเดินทางกลับวันที่ 2 กรกฎาคม 2556

นักโทษและผู้ต้องขังคดีความมั่นคงจังหวัดชายแดนใต้ ถูกกุมขังกระจายอยู่ในเรือนจำทั้ง 3 แห่งในกรุงเทพมหานคร ประกอบด้วย เรือนจำกลางพิเศษกรุงเทพมหานคร เรือนจำกลางบางขวาง และเรือนจำกลางคลองเปรม และนักโทษคดีทั่วไปอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องจากในเรือนจำ ต้องการให้ญาติคดีทั่วไปบางกรณีสามารถเข้าร่วมเยี่ยมในครั้งนี้ด้วย

คณะเจ้าหน้าที่รัฐที่เข้ามาร่วมเยี่ยมผู้ต้องขังในวันดังกล่าว ประกอบด้วย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการศูนย์อำนวยการชายแดนใต้ พล.อ.อรุณ สมตน ที่ปรึกษาพิเศษกองทัพ ตัวแทน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย อธิบดีกรมราชทัณฑ์ นายฐานิส ศรียะพันธ์ อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน นายสุรศิษฎ์ บัวทรัพย์ รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ และนายสุธรรม บุญมาเลิศ ผู้แทนสำนักจุฬาราชมนตรี เดินทางมาเยี่ยมให้กำลังใจผู้ต้องขังอันเนื่องจากเดือนรอมฎอน ที่กำลังจะมาถึง

เลขาธิการ ศอ.บต. กล่าวต่อหน้าครอบครัวผู้ต้องขังว่า โครงการนี้เป็นความเห็นร่วมกันของรัฐบาล ของส่วนราชการ ทั้งกอ.รมน. ศอ.บต.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อันเนื่องจากเดือนรอมดอน เดือนที่สำคัญของคนมุสลิม เป็นเดือนแห่งการล้มล้างความผิด และเป็นการเยียวยาจิตใจทั้งคนในเรือนจำและครอบครัว เพื่อเตรียมตัวเข้าสู่เดือนรอมฎอนอย่างสบายใจ

ทั้งนี้ ทางเลขาธิการ ศอ.บต. ยังชี้แจงเพิ่มเติมว่า ในเดือนรอมฎอนนี้ ทาง กอ.รมน. ร่วมกับ ศอ.บต. จะจัดกิจกรรมดูแลสุขภาพผู้ต้องขังและนักโทษมุสลิมเพื่อเตรียมความพร้อมเข้าเดือนรอมดอนต่อไป และยังจะมีโครงการอื่นๆ เพื่อเข้าไปดูแลเหยื่อจากเหตุการณ์ เด็กกำพร้าและผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์และครอบครัวผู้ต้องขังด้วย

“ผมตระหนักดีว่า เราอาจจะขังเขาได้แต่ตัว แต่กักขังหัวใจ อุดมการณ์และเสรีภาพ กักขังไม่ได้จริง”

พันตำรวจเอกสุชาติ วงศ์อนันต์ชัย
อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กำลังให้สัมภาษณ์

 

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวจากสื่อจากส่วนกลางสอบถามความเห็นจากอธิบดีกรมราชทัณฑ์ถึงหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกว่า ผู้ต้องขังคนใดจะสามารถย้ายกลับภูมิลำเนาได้บ้าง

พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ได้อธิบายว่า ในการพิจารณาว่า ใครจะถูกย้ายกลับไปยังภูมิลำเนาเดิมนั้น ต้องเป็นความสมัครใจจากผู้ขังเองก่อน และจะมีการพิจารณาว่า พฤติกรรมของผู้ต้องขังเป็นอย่างไร มีความเกี่ยวข้องกับสิ่งต้องโทษร้ายแรงอย่างยาเสพติดหรือไม่ ซึ่งถ้าผิดเงื่อนไขนี้ จะไม่สามารถพิจารณาให้ย้ายกลับไปได้ ซึ่งตนยืนยันว่า ผู้ต้องขังคดีความมั่นคง ไม่มีพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดเลย

นช.สองคน กำลังยืนคุยกับเลขาฯ ศอ.บต. เพื่อขอห้องศาสนกิจมุสลิม

 

นช. ขอห้องศาสนกิจมุสลิม

นช.จากแดน 5 และ 3 สองราย ร้องขอจากเลขาธิการ ศอ.บต. ให้ช่วยดำเนินการเรื่องห้องสำหรับ นช. มุสลิมได้มีบริเวณเฉพาะในการปฏิบัติศาสนกิจหมู่ และเป็นบริเวณที่สามารถทำการละหมาดเต็มที่

“ในเรือนจำไม่มีพื้นที่เฉพาะสำหรับมุสลิมในการประกอบพิธีละหมาดหมู่ โดยที่ไม่ใช้พื้นที่ใช้ร่วมกับศาสนิกอื่น ซึ่งต้องสะอาดและเฉพาะ ปกติจะละหมาดในที่พักซึ่งไม่สะดวก อยากได้ที่สามารถประกอบศาสนกิจได้อย่างสบายใจ” นช.แดน 3 เล่าให้ฟังว่าตนขออะไรจากเลขาฯ ศอ.บต.

นช.แดน 6 ได้ยื่นหนังสือขอย้ายกลับเรือนจำกลางจังหวัดยะลา ต่อนายกิตติ สุระคําแหง และระบุว่าตนไม่อยากถูกย้ายไปเรือนจำนครศรีธรรมราช เนื่องจากญาติไม่สะดวกจะมาเยี่ยม และมีความกังวลเรื่องอาหารไม่ฮาลาล เนื่องจากไม่ใช่เรือนจำในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ ที่มีนักโทษมุสลิมจำนวนมากอยู่ด้วย

นายนเรศ อาหวัง และนางสีตีมือวอ อาหวัง ผู้เป็นน้าของผู้ต้องขังรายนี้ เดินทางมาจากอำเภอสะบ้าย้อย เล่าให้ฟังว่า หลานชายคนนี้ตนเลี้ยงมาตั้งแต่เด็ก รักเหมือนลูก ตั้งแต่ถูกฟ้องข้อหาคดีความมั่นคงเมื่อ 8 ปีที่แล้ว ตนก็เดินเรื่องเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของหลานชายมาโดยตลอด หลานชายเคยห้ามไม่ให้ช่วยเหลืออีก เพราะสงสารน้าที่ต้องมาเป็นทุกข์เพราะตน แต่ถึงอย่างไร น้าทั้งสองคนยืนยันว่า จะเดินหน้าพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของทั้งหลานชายต่อไป

“ผมไปเยี่ยมเข้าทุกที่ที่เขาอยู่ ผมก็ขอทางเรือนจำที่นั้นว่าขอย้ายกลับบ้านได้หรือไม่ เขาตอบว่า ได้ แต่ต้องรอไปก่อน ผมพยายามทุกทางเพื่อให้เขาได้เป็นอิสระ” น้าชายกล่าวทั้งนัยน์ตาเริ่มแดง

วันนี้ ผู้เป็นน้าชาย เขียนหนังสือขอให้พิจารณาย้ายไปเรือนจำยะลา เพื่อการเดินทางดูแลเยี่ยมเยียนสามารถทำได้สะดวกยิ่งขึ้น ก่อนหน้านี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าหลานชายจะย้ายไปอยู่เรือนจำใดและสิ่งที่กังวลมากที่สุดคือ อาหารการกินในเรือนจำ เนื่องจากไม่มีการการันตีอาหารฮาลาลให้ ยิ่งเข้าสู่เดือนรอมฎอน ที่ตนอยากให้มีการดูแลเรื่องนี้เป็นพิเศษ

นางสาวสุไรนี (นามสมมติ)  เผยว่า  รู้สึกพึงพอใจมากกับการมาเยี่ยมครั้งนี้เพราะเยี่ยมได้นานเป็นพิเศษถ้าเทียบกับครั้งที่แล้วที่ ศอ.บต.ได้จัดเหมือนกัน ซึ่งมีเวลาเยี่ยมเพียงแค่สองชั่วโมงเท่านั้น อีกทั้งมีสิทธินำของเยี่ยมแค่ขนมต้มคนละลูก ต่างกับครั้งนี้ที่ครอบครัวได้ทานอาหารพร้อมหน้าพร้อมตากับผู้ต้องขัง

เมื่อสอบถามญาติที่มาร่วมโครงการ หลายคนสะท้อนให้ฟังว่า ถ้ามากันเองกับครอบครัว คงไม่มีโอกาสได้พบเลย เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการเดินทางสูงและไม่ทราบว่าถ้ามาเองแล้วจะได้เยี่ยมหรือเปล่า แต่ส่วนใหญ่บอกเล่าว่า ที่ผ่านมาเคยเข้าร่วมโครงการในลักษณะเดียวกันกับองค์กรอื่น นั้นคือ องค์กรกาชาดสากล (ICRC) แต่ครั้งนี้สามารถเข้าถึงตัวผู้ต้องขัง ซึ่งส่วนใหญ่ตอบว่า เป็นครั้งแรก และดีใจมาก

ภาคประชาสังคมชายแดนใต้ ร่วมเยี่ยมผู้ต้องขัง

นางซีตีมาเรียม บินเย๊าะ จากเครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมชายแดนใต้ ที่ร่วมทีมสื่อสารจากเครือข่ายประชาสังคม จาก 8 องค์กรซึ่งประกอบด้วย เครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมชายแดนใต้ มูลนิธิยุวมุสลิมแห่งประเทศไทย กลุ่มด้วยใจ FT media สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน มีเดียสลาตัน กลุ่มเยาวชนใจอาสา ศูนย์ทนายความมุสลิมจังหวัดปัตตานีและศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ ร่วมเยี่ยมและสังเกตการณ์การเยี่ยมเยียนในครั้งนี้ด้วย พร้อมจะนำเสียงความต้องการของผู้ต้องขังและครอบครัวออกมาสู่สาธารณะเพื่อสร้างความเข้าใจกับสังคมว่าบุคคลเหล่านี้ ก็ยังมีปัญหาหลายอย่างที่ต้องมาร่วมกันช่วยเหลือ

“การมาร่วมเยี่ยมเยียนและพูดคุยกับครอบครัวผู้ต้องขัง และตัวผู้ต้องขังเองในครั้งนี้ รู้สึกว่ามีปัญหาเฉพาะหน้าที่ต้องจัดการเร่งด่วนเยอะมาก โดยเฉพาะเรื่องความกังวลของผู้ต้องขัง ที่เขาดูแลสมาชิกครอบครัวไม่ได้ และปัญหาอื่นๆ ส่วนใหญ่เกี่ยวกับครอบครัวเขา สิ่งที่เครือข่ายฯ คิดอยู่คือ จะทำอย่างไรเพื่อให้สามารถลดความกังวลของเขาเหล่านั้นได้บ้าง เท่าที่ช่วยเหลือได้” นางซีตีมาเรียม กล่าว

ในปัญหาระยะยาวของกลุ่มผู้ต้องขัง ภาคประชาสังคมอาจจะต้องสะท้อนให้รัฐที่มีหน้าที่ดูแลบุคคลเหล่านี้ ให้เข้ามาดูแลและต้องสะท้อนสิ่งที่ได้มารับรู้ รับฟังจากเรือนจำปัตตานี และเรือนจำบางขวาง ให้ฝ่ายนโยบายรับฟัง เพื่อปรับเปลี่ยนนโยบายบางอย่างให้สามารถแก้ปัญหาต่างๆ ที่เขาเสนอมาให้ได้

“มองว่าปัญหาตอนนี้ ต้องการการมีส่วนร่วมของสังคมเข้ามาช่วยเหลือ เพราะนี่คือภารกิจของมุสลิม พี่น้องของเราที่กำลังเดือดร้อน อะไรที่หยิบยื่นความช่วยเหลือได้ ก็อยากจะเชิญชวน” นางซีตีมาเรียม กล่าวเชิญชวนมุสลิมในสังคม เข้ามาร่วมช่วยเหลือพี่น้องที่ถูกมองว่าเป็นคนผิดในสังคม ทั้งๆที่ศาลยังไม่ตัดสิน

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม นางซีตีมาเรียมได้สะท้อนจากมุมมองส่วนตัว มองว่ารัฐเริ่มมีการปรับเปลี่ยนการทำงานในบางส่วนดีขึ้น และเริ่มมีความเข้าใจในสิ่งที่ประชาชนต้องการมากขึ้น ถ้าเทียบกับเมื่อก่อน ซึ่งคิดว่าเป็นสิ่งที่ภาคประชาสังคมเองก็ต้องหนุนเสริมในบางประเด็นที่รัฐไม่สามารถเข้าถึงปัญหา เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาในระยะยาวและเกิดสันติภาพที่ประชาชนต้องการให้เป็นจริง

อัญชนา หีมมิหน๊ะ หัวหน้ากลุ่มด้วยใจ กล่าวว่า สิ่งที่ภาคประชาสังคมต้องกลับไปทำต่อคือ วิเคราะห์ข้อมูลและมองให้เห็นว่าผู้ต้องขังและชาวบ้านต้องการให้ช่วยเหลืออะไรบ้าง ทั้งปัญหาเร่งด่วน หรือปัญหาระยะยาว ซึ่งสิ่งที่ค้นพบจากการเยี่ยมเยียนครั้งนี้คือ ผู้ต้องขังต้องการความเป็นธรรม ในขณะที่ภาคประชาสังคมต้องการให้ครอบครัว และผู้ต้องขังรวมทั้งภาครัฐ มองเห็นปัญหาร่วมกัน และสร้างความไว้วางใจต่อกัน เพื่อให้ทุกฝ่ายมามีส่วนร่วมในการสร้างสันติภาพ

 ส่วนกลุ่มด้วยใจเองที่ทำงานกับผู้ต้องขังและครอบครัวคดีความมั่นคงคิดว่า ต้องสร้างความหวังให้กับผู้ต้องขังคดีความมั่นคง แม้ว่าจะอยู่ในขั้นประหารชีวิต หรือตลอดชีวิตก็ตาม ก็ยังมีโอกาสหรือหนทาง เมื่อเขาเห็นความหวังแล้ว เราก็ต้องดูว่าใครสามารถช่วยเขาได้บ้าง อย่างเช่น กระทรวงยุติธรรม หรือศูนย์ทนายความมุสลิมเองควรต้องศึกษาสภาพปัญหาของผู้ต้องขังและครอบครัวว่า พวกเขาในฐานะผู้ต้องขังมีสิทธิประโยชน์อะไรบ้างโดยผ่านกระบวนการรับฟังเรื่องราวเพื่อให้เห็นสภาพปัญหา หรือถอดบทเรียนร่วมกันและแก้ปัญหาต่อไป

ด้านอับดุลอาซิส ตาเดอินทร์  ตัวแทนจากสมาคมยุวมุสลิมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ทางครอบครัวผู้ต้องขังมีความคาดหวังให้ภาคประชาสังคมได้ไปเยี่ยมพวกเขาอีกครั้ง และช่วยเหลือเรื่องทุนการศึกษาให้ครอบครัวของเขา  ซึ่งทางเลขา ศอ.บต.ก็ได้เอ่ยปากว่าจะช่วยสนับสนุนให้เครือข่ายภาคประชาสังคมเข้าเยี่ยมผู้ต้องขังในเรือนจำในช่วงเดือนรอมฎอน 

สิ่งที่เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องต้องแจ้งให้ผู้ต้องขังให้ชัดเจนถึงขั้นตอนการย้ายเรือนจำ เพราะบางคนยังไม่แน่ใจว่าตัวเองสามารถย้ายจริงได้หรือไม่  ในขณะที่หลายคนก็กังวลว่า หากกลับไปอยู่ที่เรือนจำสงขลาแล้วอาจจะไม่สะดวกสบายเท่ากับเรือนจำบางขวางที่มีสิทธิพิเศษและการดูแลอย่างดี แต่ข้อดีคือฝ่ายญาติสามารถเข้าไปเยี่ยมได้สะดวกขึ้น

นายสิทธิวิชญ์ รัตนาชัยศิริ เจ้าหน้าที่ ศอ.บต.ซึ่งดูแลการเยี่ยมเยียนของชาวบ้านมาตั้งแต่ต้น กล่าวว่า สาเหตุที่การเยี่ยมเยียนครั้งนี้เกิดขึ้นได้เพราะได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นครอบครัวผู้ต้องขังที่เราพยายามสร้างความไว้วางใจโดยช่วยเหลือและบริการอย่างเต็มที่ ในขณะเดียวกันกับกรมราชทัณฑ์เองเราก็ได้ทำความเข้าใจถึงจุดประสงค์ของการเยี่ยม ที่ต้องการให้โอกาสกับผู้ต้องขังมีเวลาอยู่กับครอบครัว

ห่วงผู้ต้องขังมุสลิมกินอาหารต้องห้ามในเดือนรอมฎอน

ญาติผู้ต้องขังรายหนึ่ง ระบุก่อนหน้านี้ว่า สิ่งที่ตนเป็นห่วงมากที่สุดขณะนี้ คือเรื่องอาหารการกินของผู้ต้องขังมุสลิมในช่วงเดือนรอมฎอน ซึ่งเป็นเดือนถือศีลอดของชาวมุสลิม เพราะที่ผ่านมาทราบมาว่า ครัวในเรือนจำไม่ได้แยกประกอบอาหารเฉพาะตามหลักศาสนาอิสลาม เพื่อให้ผู้ต้องขังมุสลิมได้รับประทาน ซึ่งญาติที่เป็นผู้ต้องขังซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานชาย เคยบอกว่าได้กินเนื้อหมูเข้าไปโดยไม่ได้ตั้งใจ

ถ้าเป็นเดือนอื่นๆ ผมไม่ได้รู้สึกเป็นห่วงมากเท่าเดือนรอมดอน แต่ก็ไม่มีทางเลือก จึงสงสารหลานที่ต้องมากินอาหารที่ไม่ถูกต้องตามหลักการอิสลามญาติผู้ต้องขังรายเดิมกล่าว

ญาติผู้ต้องขังรายนี้ กล่าวด้วยว่า เรื่องการย้ายนักโทษคดีความมั่นคงจากเรือนจำบางขวาง กรุงเทพมหานครกลับมาขังที่ภูมิลำเนานั้น มองว่าเป็นสิ่งที่ดี ญาติจะได้ดูแลได้ใกล้ชิด สามารถเข้าไปเยี่ยมได้ง่าย