อัศโตรา ชาบัต: พูดคุยสันติภาพเดินหน้า...แต่ยังมีเรื่องท้าทายในปี 60

หมายเหตุกองบรรณาธิการ: บทความชิ้นนี้เขียนขึ้นโดย “อัศโตรา ชาบัต” ผู้สื่อข่าวอาวุโสและบล็อกเกอร์คนสำคัญที่เกาะติดและรายงานข่าวสารเกี่ยวกับการพูดคุยเพื่อสันติภาพที่กัวลาลัมเปอร์อย่างใกล้ชิด จึงน่าสนใจว่าเมื่อให้เขาลองทบทวนสิ่งที่ผ่านมารอบปี 2559 และคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในปี 2560 กระบวนการสันติภาพจะเป็นเช่นไร บทความนี้คือข้อสังเกตของเขา

การพูดคุยสันติภาพระหว่างรัฐไทยและมาราปาตานีถูกมองจากหลายฝ่ายว่าไม่ได้ผล เพราะมีความเห็นว่า การพูดคุยสันติภาพซึ่งจะเข้าปีที่ 4 ถ้านับจากการเริ่มต้นของการพูดคุยสันติภาพรอบที่ 1 วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2556 ในสมัยของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร หรือเข้าปีที่ 3 ถ้านับจากการเริ่มพูดคุยสันติภาพรอบที่ 2 เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2557 ในสมัยนายกรัฐมนตรี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งจนถึงเวลานี้ก็ยังเหมือนตอนริเริ่มพูดคุยสันติภาพใหม่ๆ ไม่มีข้อตกลงใดๆ ที่ชัดเจน ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็มองในแง่นี้เช่นกัน.

เนื่องจากมีความเป็นห่วงการพูดคุยสันติภาพถูกมองในแง่ลบนี้เอง ทำให้มีเสียงเรียกร้องให้การผลักดันการพูดคุยสันติภาพให้ประสบผลสำเร็จอย่างเร็วที่สุด ถึงแม้จะเป็นความสำเร็จเล็กๆ แต่สามารถสร้างความเชื่อถือที่น้อยนิด ต่อกระบวนการสันติภาพที่กำลังดำเนินอยู่.

ที่จริงแล้วการพูดคุยสันติภาพถูกมองว่าไม่ได้ผลนั้น ไม่น่าจะมีเหตุผลทำให้ต้องต้องรีบเร่งสร้างผลงานเลย น่าจะปล่อยให้เป็นไปตามขั้นตอนของกระบวนการสันติภาพ เพราะถ้าดูการดำเนินงานการพูดคุยสันติภาพในขณะนี้ คู่กรณีทั้ง 2 ฝ่ายที่นั่งอยู่บนโต๊ะเจรจายังอยู่ในขั้นตอนแรกของการสร้างความเข้าใจและความมั่นใจ ยังเป็นการพูดคุยสันติภาพที่ไม่เป็นทางการด้วยซ้ำ ซึ่งจะมีการทำข้อตกลงใดๆ ในช่วงนี้ก็ไม่ได้ทั้งสิ้น เพราะข้อตกลงจะทำได้ต่อเมื่อมีการจัดพูดคุยสันติภาพคณะใหญ่ที่เป็นทางการเท่านั้น.

เราจะเข้าใจมากขึ้นถ้าเราสามารถเปรียบเทียบกับหลายๆ ประเทศที่มีการเปิดโต๊ะพูดคุยสันติภาพ ลองสังเกตดูสิว่าจะมีประเทศไหนที่ได้ผลรวดเร็ว หรือประเทศไหนได้ผลช้า หรือประเทศไหนที่อาจจะไม่ได้ผลเลย.

ใช่แต่เท่านั้น ลองสังเกตดูเช่นกันว่า ในหลายๆ ประเทศที่มีการพูดคุยสันติภาพนั้น ต้องใช้ระยะเวลานานมาก แต่ต้องแน่ใจว่าไม่มีประเทศใดในโลกนี้หรอกที่สามารถยุติสงครามในสนามรบ เพราะสงครามนั้นจะยุติได้บนโต๊ะเจราหรือด้วยวิธีการเจรจาเท่านั้น ที่จริงแล้วก็อาจจะเป็นบนโต๊ะหรือไม่ใช่บนโต๊ะก็ได้.

หลายๆ ฝ่ายมองว่า การพูดคุยสันติภาพเพื่อยุติความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 10 ปี ถ้าสันนิษฐานนี้เกิดขึ้นจริง เราผ่านไปแล้ว 2 ปี ถ้านับจากการทำงานของคณะการพูดคุยสันติภาพที่นำโดย พล.อ. อักษรา เกิดผล ซึ่งเริ่มขึ้นในวันที่ 1 ธันวาคม 2557 และยังเหลืออีก 8 ปีกว่าที่เราจะต้องรอ.

อย่างไรก็ตาม เราอาจจะได้เห็นผลการพูดคุยสันติภาพที่เล็กๆน้อยๆ ในไม่ช้านี้ คือประมาณกลางปี 2560 โฆษกมาราปาตานี อาบู ฮาฟีซ อัล-ฮากีม เขียนบทความลงในบล็อกของเว็บไซต์ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (http://www.deepsouthwatch.org/node/9977) กล่าวตอนท้ายว่า “เป็นที่คาดหวังว่าภายในครึ่งแรกของปี 2560 โครงการพื้นที่ปลอดภัยจะถูกนำมาปฏิบัติเป็นโครงการนำร่อง ในพื้นที่ที่กำหนดและตกลงร่วมกัน. เป็นการทดสอบอีกอย่างหนึ่งของการสร้างความมั่นใจสำหรับทั้งสองฝ่าย คือฝ่าย A และ ฝ่าย B. แค่เป็นขั้นตอนเล็กๆ ไปข้างหน้า แต่เป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ ไม่เพียงต่อฝ่าย A และฝ่าย B เท่านั้น แต่ต่อผู้แทนขององค์กรภาคประชาสังคม (CSOs), องค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) และประชาชนในพื้นที่ เพราะพวกเขาจะเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างพื้นที่ปลอดภัยนี้ด้วย.”

สิ่งที่จะเกิดขึ้นบนโต๊ะเจรจาการพูดคุยสันตภาพกลางปี 2560 ซึ่งเป็นจุดแสงสว่างแห่งความหวังอันเล็กๆที่ปลายอุโมงเท่านั้น

แท้จริงแล้วโครงการการสร้างพื้นที่ปลอดภัยนี้ตามพี่ผู้เขียนได้รับทราบจากการชี้แจงจากหลายฝ่าย ร่วมทั้งมาราปาตานีเองนั้น ถือเป็นโครงการทดสอบและสร้างความมั่นใจสำหรับทั้งสองฝ่าย คือฝ่าย A และ ฝ่าย B โครงสร้างการดำเนินงานการสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางด้านระยะเวลานั้น มีวาระดังนี้ คือ วาระ 4 เดือนเป็นการการเตรียมงานสร้างพื้นที่ปลอดภัย และวาระ 3 + 1 เดือนนั้นเป็นการปฏิบัติ ดูแล และบริหารจัดการพื้นทีปลอดภัยร่วมกัน

วาระ 3+1 หมายความว่า เวลา 3 เดือน เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐไทย และมาราปาตานี ในการดูแลบริหารจัดการพื้นทีปลอดภัยที่ได้ตกลงสร้างกันไว้ และ + 1 เดือน หมายถึงสามารถจะการดำเนินงานการดูแลและบริหารจัดการพื้นที่ปลอดภัยพื้นที่นี้ต่อไปอีก 1 เดือน รวมทั้งหมด 4 เดือน

หลังจากครบวาระ 3+1 หรือ 4 เดือนแล้ว สามารถจะขยายเวลา 3+1 หรือ 4 เดือนได้อีก ถ้าทั้ง 2 ฝ่ายต้องการและตกลงกันได้.

นอกเหนือจากนั้น สามารถที่จะเปิดพื้นที่ปลอดภัยแห่งใหม่ในพื้นที่จังหวัดขายแดนใต้ เพื่อเป็นการทดสอบ และสร้างความั่นใจระยะยาวต่อไป

แล้วพื้นที่ปลอดภัยถาวรจะสร้างตอนไหนเล่า?

ผู้ไม่ประสงค์เอ่ยนามในมาราปาตานีคนหนึ่งเผยต่อผู้เขียนผ่านโทรศัพท์ ระบุว่า การสร้างพื้นที่ปลอดภัยอย่างถาวรจะมีขึ้น หลังจากมีการประกาศและลงนามในสัญญายุติการสู้รบ (ceasefire) อย่างเป็นทางการ

พื้นที่ปลอดภัยถาวรนี้จะเป็นการสานต่อพื้นที่ปลอดภัยในขั้นทดสอบและสร้างความมั่นใจไปแล้วนั่นเอง และจะขยายพื้นที่ปลอดภัยถาวรนี้ให้ครอบคลุุมทั่วจังหวัดชายแดนใต้ในที่สุด

อย่างไรก็ตาม ผลการพูดคุยสันติภาพที่เล็กๆ น้อยๆ ที่ อาบูฮาฟีซ อัล-ฮากีม กล่าวข้างต้นว่า จะเกิดขึ้นกลางปี 2560 ที่จริงไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้ไม่ประสงค์เอ่ยนามในมาราปาตานีคนเดิมอธิบายให้ผู้เขียนทราบว่า ประเมินผลความคืบหน้าในหลักการเพื่อการสร้างพื้นที่ปลอกภัยบนโต๊ะเจรจาระดับคณะทำงานทางเทคนิคร่วม หรือ Joint Technical Team-JTT นั้นเกิน 70-80 % ไปแล้ว แต่ยังจะต้องผ่านหลายขั้นตอนอีก อย่างเช่น ฝ่ายไทยจะต้องนำผลการพูดคุยที่คืบหน้านี้ไปเสนอต่อประธานกรรมการอำนวยการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ (The Steering Committee for Peace Dialogue) คือ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และนายกรัฐมนตรี พล.อ. ประยุทธ์ จัทร์โอชา เพื่อพิจารณาและรับรองก่อน จากนั้นจะมาถกกันอีกในการพูดคุยไม่เป็นทางการระดับคณะทำงานเทคนิค (JTT) ในเดือนมกราคม 2560 และในเวลาต่อจากนั้นก็จะนำมาพิจารณาอนุมัติบนโต๊ะการพูดคุยระดับคณะใหญ่ คือ คณะทำงานร่วมกระบวนการพูดคุยสันติภาพ (JWG-PDP) ต่อไป

ผู้ไม่ประสงค์เอ่ยนามในมาราปาตานีคนเดิมอธิบายต่อว่า พื้นที่ปลอดภัยที่มาราปาตานีต้องสร้างขึ้นมาในจังหวัดชายแดนใต้นั้น ไม่ใช่แค่ประกาศให้พื้นที่ปลอดอาวุธ (no weapon zone) และไร้กองกำลัง (no military zone) เท่านั้น แต่จะต้องมีการดูแลและการบริหารจัดการพื้นที่พิเศษที่จะต้องทำร่วมกัน มีส่วนร่วม และมีฝ่ายที่เป็นกลางเข้ามาร่วมด้วย อย่างเช่น กลุ่มภาคประชาสังคมต่างๆ และทุกฝ่ายที่ต่อสู้เพื่อสันติภาพและต้องให้เกิดความสงบสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้

แน่นอนการสร้างและการบริหารจัดการพื้นที่ปลอดภัยนี้ ไม่ใช่จำกัดความร่วมมือระหว่างมาราปาตานีและรัฐบาลไทยเท่านั้น แต่ต้องมีการร่วมมือกับกลุ่มประชาสังคมต่างๆ และฝ่ายที่เป็นกลางอื่นๆ ในพื้นที่อีกด้วย

การสร้างพื่นที่ปลอดภัยนี้ไม่ใช่มาราปาตานีจะลงมือทำเองด้วยการร่วมมือกับฝ่ายไทยโดยตรง แต่ต้องทำภายใต้การนำของคณะทำงานร่วมกระบวนการพูดคุยสันติภาพ (JWG-PDP) และพื้นที่แห่งนี้ก็จะเป็นเหมือนเขตปกครองพิเศษนั่นเอง

 

หมายเหตุ*: อัศโตรา ชาบัต ผู้สื่อข่าวอาวุโส, อดีตบรรณาธิการศาสนาของหนังสือพิมพ์อุตุซัน มาเลเซีย และนิตยสารอัล-อิสลาม, นักจัดรายการ, ที่ปรึกษาเกี่ยวกับกระบวนการสันติภาพ, นักศีกษา หลักสูตรเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ( 4ส.ใต้ รุ่นที่ 1) ของสถาบันพระปกเกล้า